Seven Swords of Heaven Mountain – เจ็ดกระบี่ ไร้เทียมทาน (2005) (หนังชุด)

โครงการยิ่งใหญ่ของฉีเคอะที่ชื่อว่า Seven Swords ที่หวังสร้างมหกรรมแห่งกำลังภายใน ครอบคลุมหลายสื่อทั้ง เกมส์ การ์ตูน และหนังชุด นั้นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวาดฝันสร้างหนังภาคต่อเนื่อง 6 – 7 ภาคที่จะเล่าเรื่องอันยิ่งใหญ่ ตระการตาของเหล่า เจ็ดนักกระบี่ ดูท่าจะเป็นหมัน เมื่อหนังภาคแรกไม่ได้ถูกตอบรับจากคนดู และนักวิจารณ์เท่าที่ควร

โอกาศของภาคที่เหลือจึงตีบตันไปด้วย แม้ตัวฉีเคอะจะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของ หนังภาคที่เหลือซะทีเดียว แต่ก็คงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย ว่าโอกาศคงจะมีไม่มากส่วน สำหรับผู้ยังคงสนใจ สงสัย กับชตากรรมของจอมยุทธ ทั้งเจ็ด ทางเลือกอย่างหนังชุด เรื่อง “Seven Swords of Heaven Mountain” ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

หนังชุดความยาวสามสิบกว่าตอนจบ ที่ถูกสร้างมาพร้อมกับหนังใหญ่ โดยฉีเคอะเจ้าเดิม เล่าเนื้อเรื่องภาคขยายของเรื่อง เจ็ดนักกระบี่ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็ล่มกลางคันไม่ต่างจากเวอร์ชั่นหนังโรง ที่แต่เดิมแล้ววางโครงการไว้ถึง 70 กว่าตอน ก็ลดเหลือแค่ครึ่งเดียว ภาคหลังที่ว่าด้วยเหล่าทายาทของตัวเอกในภาคแรกนั้น ถึงที่สุดก็ไม่ได้สร้างอย่างที่หวัง

อย่างไรก็ตาม หนังชุดเรื่อง Seven Swords of Heaven Mountain ภาคแรก ก็ถือว่าจบสมบูรณ์ในตัวเอง อย่างน้อยกว่าสมบูรณ์กว่าหนังใหญ่ หนังชุดเรื่องยาวยังคงยืนพื้นเค้าโครงเรื่อง แบบเดียวกับหนังใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่ดัดแปลงรายละเอียดส่วนสำคัญ ของฉบับนิยาย อย่างการรวมบทบาทตัวละครเจ็ดกระบี่ ให้อยูร่วมยุคร่วมสมัย ร่วมกลุ่ม เดียวกันทั้งหมด ขณะที่ต้นฉบับนิยายของเนี้ยอู่เซ็งนั้น ตัวละครดูจะเป็นเอกเทศมากกว่า ตัวละครบางตัวกว่าจะมีบทบาท ก็เมื่อตัวละครอีกตัวได้เสียชีวิตไปแล้ว

ขอเล่าไปถึงนิยายต้นฉบับที่เขียนโดย เนี้ยอู่เซ็ง หน่อยนะครับ เจ็ดกระบี่เทียนซาน เป็นหนึ่งในไตรภาคอันยิ่งใหญ่ของนักเขียนร่วมรุ่น กับกิมย้งผู้นี้ เล่าเรื่องแนวกำลังภายใน อิงประวัติศาสตร์ ที่เริ่มต้นด้วยยุคแห่งการล่มสลาย ของราชวงศ์หมิง ในนิยายเรื่อง “นายพญาผมขาว” และจบลงในรัชการต้นของราชวงศ์ชิงของ ชนชาติแมนจูในนิยายเรื่อง “สามนักระบี่สาว” โดยเจ็ดกระบี่เทียนซาน เป็นส่วนกลางของไตรภาค

ในหนังทีวีชุดนี้ ก็มีพยายามเชื่อมนิยาย ภาคแรกอย่าง นางพญาผมขาว ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยหนังบอกเป็นนัยๆ ด้วยฉากแฟลชแบ็คกว่า อาจารย์ของพวกเจ็ดกระบี่ก็คือ จั๋วอี้ถัง ที่ลบลี้จากโลกยุทธจักร มาอยู่บนเทือกเขาสูง เพื่อรอคอยการบานของบัวหิมะ ยาวิเศษที่จะบานในรอบร้อยปี เพื่อนำกลับไปไถ่บาป รักษาผมขาว ของหญิงคนรัก ซึ่งก็คือ อาจารย์ของตัวละครที่แสดงโดย ไช่เส้าเฟินนั้นเอง

หนังเปิดเรื่องเมื่อ หมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกรุกรานจาก ทหารแมนจู ที่หมายกำจัดบรรดาชาวยุทธฮั่นให้สิ้นซาก แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีเหตุผลอันแฝงเร้น การพลิกแผ่นดินเพื่อตามหา รัชทายาทของราชวงศ์เก่า (หมิง) ที่มีข่าวว่าซ่อนตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านแม้จะเคยฝึกยุทธอยู่บ้าง แต่ไม่อาจต้านทาน ทหารอาชีพ ที่ยกพลมานับร้อยได้ โชคดีที่ได้ จอมยุทธผู้เฒ่าลึกลับ ฟู่ชิงจู (ดาราชาวแผ่นดินใหญ่รุ่นลายคราม) เข้าช่วยเหลือพอจะแก้ไขสถานการณ์ไปได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม ทหารจำนวนมากนั้นยากต่อการต้านทาน ทางรอดเดียวที่ ฟู่ชิงจู มองเห็นก็คือ การออกเดินทางสู่เขาเทียนซาน เพื่อขอความช่วยเหลือจาก นักพรตฮุ่ยหมิง ผู้เยี่ยมยุทธ (แสดงโดยดาราท่านเดียวกับในหนังใหญ่) หัวหน้าหมู่บ้านเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว และตัดสินใจส่ง เด็กหนุ่มสองคนอย่าง ฮั่นจือปัง และอู๋หยวนหยิน (ที่เวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนกลับมาเป็นชาย ตามนิยายต้นฉบับแล้ว) ติดตามไปด้วย

นักพรต ฮุ่ยหมิง ใช้ชีวิตอยู่บนเขาเทียนซาน ที่ปกคลุมด้วยหิมะ เพียงเพื่อดัดขาดจากความวุ่นวาย ของทางโลก และไม่คิดจะกลับไปพบกับ ความวุ่นวายเช่นนั้นอีก แม้นี้จะเป็นคำขอร้อง จากอดีตสหายอย่าง ฟู่ชิงจู แต่ศิษย์ทั้ง 4 ของนักพรตกลับไม่คิดเช่นนั้น

จูเส้าหนาน, หยางหยุนชง, ซิ่นหลงซี และมู่หลัน ยังคงมีเลือดหนุ่ม อันร้อนแรงไหลอยู่ทั่วร่าง พวกเขาเต็มไปด้วยความ ทะเยอทะยาน ที่จะใช้วิชาที่ฝึกฝนมานาน ให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ปราบปรามคนเลว ทางที่จอมยุทธพึงกระทำ สุดท้ายอาจารย์ไม่อาจทัดทาน ปล่อยให้พวกศิษย์ทั้ง 4 ให้ออกเดินทางติดตาม ฟู่ชิงจู ไปพร้อมกับมอบกระบี่วิเศษเจ็ดเล่ม ไว้ให้กับชายทั้ง 7 ใช้ติดตัว

ในฉบับหนังใหญ่ที่ฉีเคอะกำกับเองนั้น มีเนื้อหาสำคัญอันว่าด้วย “ความฝันแบบจอมยุทธ” หนังให้ความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ ความสง่างามของเหล่าจอมยุทธ พูดถึงเรื่องราวในแง่บวก อย่างอุดมการณ์อันสวยงาม ความกล้าหาญ ความหวังอันแรงกล้า เรื่องราวเหล่านี้ถูกขยายออกให้กว้าง และลึกซึ้งขึ้นใน Seven Swords of Heaven Mountain โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไถ่ถามถึง การมีอยู่จริง หรือไม่กับสิ่งที่เรียกว่า “ความฝันแบบจอมยุทธ”

นักพรตฮุ่ยหมิง ไม่ต้องการให้เหล่าศิษย์ลงจากเขา ใช่เพราะท่านใจจืดใจดำไม่เห็นแก่ความลำบากของชาวบ้าน แต่ท่านทราบถึง “ภัยอันตราย” ที่รอคอยพวกเขาอยู่เป็นอย่างดี เป็นภัยที่จะทำลายความฝัน ทำลายอุดมการณ์ และทำลายจอมยุทธไปคนแล้วคนเล่า ภัย และอันตราย หาใช่มาจากศัตรูที่ตึงมือ อาวุธที่แหลมคม แต่มาจากความไร้ประสบการณ์ ความอ่อนโตโลก ของพวกเขาเองนั่นเอง

นักกระบี่ทั้งเจ็ดต้องเผชิญหน้ากับ กองทัพแมนจูที่นำโดยแม่ทัพ เตอเกอตัว (หลี่เหลียงเหว่ย) พระญาติของฮ่องเต้แมนจู ที่ได้รับมอบหมายให้กำราบ เหล่าผู้ฝึกยุทธชาวฮั่น สุดท้าย สี่จอมยุทธแห่งเทียนซาน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สามารถ พาตัวเองกลับมาหาอาจารย์ ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพราะศัตรูที่ตึงมือ แต่เป็นความสลักซับซ้อนแห่งสังคมโลกมนุษย์ที่พวกเขาไม่เคยเจอ

หนึ่งเสียชีวิต หนึ่งหายสาบสูญ หนึ่งเสียศรัธทาต่อความดี และหนึ่งเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง อย่างที่ไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้อีกครั้ง Seven Swords of Heaven Mountain ไม่ได้นำเสนอเนื้อหาอันว่าด้วยความรุ่งโรจน์แห่งชีวิต แบบเดียวกับที่หนังใหญ่ได้ปูพื้นไว้ ในทางตรงกันข้าม หนังเล่าเรื่องโศกนาฏกรรม เป็นความเศร้า ความสูญเสีย เป็นหายนะแห่งความฝันแบบจอมยุทธ ก็ว่าได้

เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมาย จอมยุทธทั้งเจ็ดพยายามช่วยเหลือชาวบ้าน แต่วิธีเดียวที่พอจะเห็นทางรอดก็คือ การพาผู้คนนับสิบทิ้งบ้านเกิด และออกเดินทางหลบหนีเหล่าทหารไปเสีย ในระหว่างการหลบหนี หยางหยุนชง (หวังซูผิง) กลับต้องพบกับความเลวร้ายที่ไม่ได้คาดฝัน ในกลุ่มชาวบ้านมีใส้ศึกคอยส่ง ส่งข่าวบอกร่องรอยการเดินทาง ให้กับพวกแมนจู ทำให้การหลบหนีเป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อถูกดักทางไว้หมด กลับเป็นหยางหยุนชง ซะเองที่ถูกสงสัย ถึงความเป็นมา และถูกชาวบ้านกล่าวหว่าเขาเป็นใส้ศึก

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ทันจะได้แสดงฝีมืออะไร หยางหยุนชง ก็จำใจต้องบากหน้ากลับสู่เทียนซาน ระหว่างเดินทางอย่างล่องรอยไร้จุดหมาย หยางหยุนชงกลับได้พบกับหญิงสาวสองคนที่เปลี่ยน แผ่นการเดินทางสู่เทียนซานของเขาไปตลอดกาล เฟยหงจิน (ไช่เส้าเฟิน) นางโจรผู้นำของกองกำลังที่เรียกว่า อินทรีทะเลทราย ปกครองผู้คนเร่ร่อน ในเขตนอกด้านที่คอยต่อสู้กับพวกแมนจู ตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก เฟยหงจิน ก็ตกหลุมรักแก่จอมยุทธหนุ่มจากเทียนซานทันที

หญิงสาวคนที่สองที่ หนาหลานหมิงฮุ่ย (หลี่เสี่ยวหรัน) ลูกสาวคนเดียว ของนายพลหนาหลาน แห่งกองทัพแมนจู นางได้มีโอกาสช่วยเหลือ พยาบาลยามยางหยุนชง ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ บุญคุณแปรเปลี่ยนเป็นความรัก สุดท้ายทั้งสองชอบพอ และถึงขั้นลักลอบได้เสียกัน แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นลูกสาวของศัตรู ความรักที่บังเกิดจึงเป็นไปไม่ได้ และเต็มไปด้วยขวากหนาม การดิ้นรนเพื่อหญิงคนรัก กลับทำลาย สมาธิ และความสุขุม ของหยางหยุนชง ไปจนสิ้น

ขณะที่หยางหยุนถูกทำลายความเยือกเย็นไป จอมยุทธที่แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยกำลัง และฝีมือมากที่สุดในกลุ่มอย่าง จูเส้าหนาน (เจ้าเหวินจั๋ว) กลับถูกทำลายความเชื่อใจไปจนหมดสิ้น ความศรัทธาต่อความดีงาม ของมนูษย์ ที่ถูกอาจารย์ปลูกฝังมากลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย จูเส้าหนาน มีพื้นแพที่น่าสงสัย รวมถึงความใจร้อน การตัดสินใจกระทำการโดยไม่ฟังคำคนอื่น กลับสร้างความสงสัย ไม่เชื่อใจจากคนรอบข้าง

แม้กระทั่งอาจารย์ที่มอบกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับเขา ใยต้องมอบกระบี่คู่อะริ “กระบี่ไร้รูป” ที่สร้างมาเพื่อสยบให้กับยอดกระบี่มังกร เขาถือ ให้กับศิษย์น้อง หยางหยุนชงด้วย จูเส้าหนานได้พบกับเรื่องราวแห่ง การทรยศหักหลัง มุกมรกตหญิงสาวคนรัก ชาวบ้านที่เขาลงทุนลงแรงปกป้อง แม้กระทั่งอุดมคติของเขาเอง

ศิษย์ทั้ง 3 ของนักพรตอาจจะเรียกได้ว่าอ่อนด้อยประสบการ แต่ศิษย์คนเล็กที่ชื่อว่า มู่หลัน (เจียวเฉินหยู) ดูจะต้องเผชิญปัญหาอันหนักข้อนี้มากกว่าใคร เขาเป็นคนหนุ่มที่อ่อนต่อโลก ไม่เคยย่างกรายลงจากเขาเลยแม้ซักครั้ง เมื่อมู่หลันย่างเท้าลงสู่โลกยุทธจักร เขากลับพบว่าเพลงยุทธที่ร่ำเรียนมาแต่เล็กนั้น ไม่อาจจะใช้การได้ที่นี้

ความวุ่นวายที่จอมยุทธอย่างเขาไม่เคยคาดคิดมากก่อน ความยากจน การหาเงิน การทำงาน มู่หลัน พึ่งรู้ว่าตัวเองไร้ประโยชน์แค่ไหนในโลกแห่งนี้ จอมยุทธผู้องอาจไม่มีเงิน ก็ต้องนอนข้างถนน เหมือนขอทานคนหนึ่ง เหมือนหมาตัวหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาสำคัญแม้กระทั่งเพลงกระบี่ที่เชื่อมั่น ก็แทบไม่สามารถปกป้องใครได้เลย

ศิษย์ของนักพรตที่ชื่อว่า ซิ่นหลงซี รูปกายภายนอก ดูแตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ เขาเป็นชายวัยกลางคน ท่าทางคุ้มดีคุ้มร้าย แท้จริงแล้วเขาขึ้นเขา กราบอาจารย์ขอเป็นศิษย์เพียงเพราะต้องการ หนีจากอดีตอันเจ็บปวด ภรรยาคบชู้ และลูกชายคนเดียวที่ตายเพราะความผิดพลาดของเขาเอง การกลับสู่ยุทธจักร ก็คือการหวนคืนสู่อดีตอันเจ็บปวดของ ซิ่นหลงซี อีกครั้ง

สุดท้ายความหมายของความฝันแห่งจอมยุทธ อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่เหล่ากระบี่เทียนซานตามหา ไม่ใช่เรื่องของความดีความเลวแบบตื้นเขิน แต่เป็นขัดเกลาตนเอง ต่อสู้กับความอ่อนแอ และเปราะบางในจิตใจ อดทนต่ออุปสรรค ละวางซึ่งกิเลสส่วนตัว และความอ่อนไหวใดๆ ที่มารบกวนจิตใจ เพื่อหล่อหลอมสู่การเป็นจอมยุทธที่แท้จริง

ถึงที่สุดแล้ว แม้เจ็ดกระบี่จะต้องจบสิ้นไป แตกกระสานซ่านเซ็นไปกันคนละทาง อย่างไม่มีชิ้นดี เด็กหนุ่มชาวบ้านอย่าง ฮั่นจือปัง และอู๋หยวนหยิน ก็ดูจะเติบโตไปในทางที่ดี ทั้งสองก้าวมาจากคนพื้นฐานต้อยต่ำ ค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของจอมยุทธอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนจอมยุทธเฒ่า

Seven Swords of Heaven Mountain มีเนื้อเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และทะเยอทะยาน ผมเอง (ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับหนังจีนชุดเท่าไหร่) รู้สึกสนุกกับหนังอยู่ไม่น้อยนะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนังยังไม่สามารถเดินทางไปสู่จุด ที่จะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หนังมีปัญหาในจุดเดียวกับหนังจีนชุดหลายๆ เรื่อง ที่นำเสนอพล็อตหลัก พล็อตรอง มากมาย แต่กลับไม่สามารถจัดให้เป็นสัดเป็นส่วนได้ บางพล็อตที่น่าสนใจก็รวบรัดเกิดเหตุ แต่บางอันกลับถูกเสนอแบบ ยืดยาว ยืดยาดน่ารำคาญ

ไอ้ความน่ารำคาญประเภทหลังที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การผูกเรื่องราวรักสามเส้า แบบอุรังตังนังในทำนองหนังน้ำเน่า ที่ตัวละคร รักซ้อนซ่อนเงื่อนสามเส้า สี่เส้า ผูกผันหลากหลายตัวละคร กันเสียจนวุ่นวาย ตั้งแต่ ฮั่นจื่อปัง หนึ่งในเจ็กกระบี่ ที่มีคู่หมั่นเป็นลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้าน หลิวหยูฟาง โดยมู่หลันก็แอบหลงรักนางอยู่ลึกๆ แต่สาวเจ้าเกิดหลงรัก พี่ใหญ่แห่งเจ็ดกระบี่อย่าง จูเส้าหนาน ซึ่งมีคนรักเป็น ทาส และนางบำเรอสาวของขุนพลแมนจูนาม มุกมรกต

ยังไม่จบครับ เมื่อมุกมรกต เสียชีวิต จูเส้าหนานได้พบกับหญิงสาวอีกคนที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหว นางโจรชุดแดง เฟยหงจิน ผู้ห้าวหาร แต่นางหลงรักศิษย์น้องของเขา อย่าง หยางหยุนชง อยู่ก่อนแล้ว หยางหยุนชง ไม่ตอบรับรักนั้นเพราะเขา มีสัมพันธ์ทั้งทางใจ และทางกายกับ ลูกสาวนายพลแมนจู หนาหลานหมิงฮุ่ย อยู่แล้ว แต่ความรักของทั้งสองก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากหญิงสาวสูงศักดิ์ได้ หมั่นหมายกับองค์ชายแห่งแมนจูไว้ก่อนหน้าแล้ว

เรื่องราวความรักในหนังกำลังภายในนั้นช่วย สร้างความชุ่มชื่น อบอุ่นให้กับหนังกำลังภายในได้ไม่น้อย แต่ถ้ามากเกินเหตุ และไม่สมเหตุสมผล ก็ทำลายหนังได้เหมือนกัน Seven Swords of Heaven Mountain เป็นตัวอย่างที่ผู้สร้าง ใช้เรื่องรักจนเลยเถิด สร้างความน่าเบื่อน่ารำคาญ และทำลายเนื้อเรื่องหลักไปไม่น้อย

Seven Swords of Heaven Mountain เป็นงานที่สร้างโดยฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ เห็นได้จากดาราที่มาจากทั้งสองแห่ง หนังดำเนินงานสร้างโดยคนฮ่องกงอย่างฉีเคอะ เช่นเดียวกับผู้กำกับที่มีด้วยกันอยู่หลายคน และกำกับคิวบู๊โดยนักบู๊รุ่นลายคราม หยวนบัน (Yuen Bun)

โดยหนังถ่ายทำในประเทศจีนตลอดทั้งเรื่อง หนังอาจจะไม่ได้อลังการงานสร้างในระดับ มักรหยก (ที่สร้างโดย CCTV และผู้กำกับ เจิ้งจงจี) แต่ก็ถือว่ามีระดับใช้ได้ การใช้โลเกชั่นที่แตกตางจำพวก ทะเลทรายอันแร้นแค้น และภูเขาหิมะอันอ้างว้าง ก็ช่วยสร้างบรรยากาศพิเศษให้กับหนัง แตกต่างจากหนังประเภทเดียวกันเรื่องอื่นๆ โดยทั่วไป

สิ่งที่ฉุดอารมณ์ และคุณค่าโดยรวมของหนัง อีกประการก็คือ การใช้เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์แบบไม่ประมาณต้น หนังใช้ CG สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจอยู่หลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากหลอมกระบี่ หรือสร้าง รัศมี หรือพลังนุภาพ จากท่วงท่า กำลังภายใน การออกอาวุธ เหวี่ยงกระบี่ ของบรรดาตัวละครจอมยุทธทั้งหลายในเรื่อง เอาใจว่าการใช้เทคนิคพิเศษลักษณะนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมชาวจีน ที่ชื่นชอบเป็นเพิเศษ กับหนังกำลังภายในเทคนิคลักษณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยแสง หรือเหาะเหิรเดินอากาศ

แต่เทคนิคที่ Seven Swords of Heaven Mountain ดูราคาถูกไม่สมจริง ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับเทคนิคทางต่างประเทศอื่นๆ แค่ลำพังหนังกำลังภายในหลายๆ เรื่อง Seven Swords of Heaven Mountain ก็แพ้หลุดลุ้ยแล้ว ปัญหานี้ทำลายความน่าเชื่อถือ ความหนักแน่นนของหนังไปไม่น้อย แต่อย่างน้อยการกำลังคิวบู๊ก็ยังใช้การได้ เป็นฉากต่อสู้ที่สร้างความน่าตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะการดวลกระบี่ทั้งหลาย

ดาราทั้งหลายสนเรื่อง ก็แสดงบทบู๊ได้ดี ที่น่าชื่นชม ที่เป็นเพิเศษก็คือ เจ้าเหวินจั่ว เด็กปั่นเมื่อซักสิบกว่าปีก่อนของฉีเคอะ ที่ได้มีโอกาศกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ส่วนคนที่สองก็คือดารา อาวุโส หยูเจิ้งฮุย ที่แฟนจีนรุ่นเก่า อาจจะยังจำหน้ากันได้บ้าง จากบทตัวร้ายในหนัง “เสี้ยวลิ้มยี่” ของหลี่เหลียงเจี๋ย ทั้งสองภาค ก็กลับมาไว้ลายในหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าในบทเดียวกันกับหนังใหญ่ ที่แสดงโดย ปรมจารย์หลิวเจียเหลียง หยูเจิ้งฮุยก็แทบไม่ได้ด้อยกว่า และติดจะเหลื่อมหน้านิดๆ ด้วยซ้ำ

  • Credits
    กำกับ – Jacob Cheung Chi Leung, Clarence Ford, Lam Kin Lung, Marco Mak Chi Sin, Gary Sing
    อำนวยการสร้าง – Tsui Hark
    บทภาพยนตร์ – Tsui Hark, Cheung Chi Sing, Chun Tin Nam, Wu Jiu Xi, Liu Yu Zhu, Li Chang Fu
    กำกับคิวบู๊ – Billy Chan Wui Ngai, Yuen Bun, Lau Kar Leung, Ku Huen Chiu, Yu Cheng Hui, Ling Chi Wah, Xu Xiang Dong, Hung Yan Yan
    แสดงนำ -Vincent Chiu Man Chuk, Yu Cheng Hui, Ji Chun HuaAda Choi Siu Fan, Sang Wei Lin, Gallen Law Ka Leung, Ray Lui Leung Wai, Liu Yue, Leung Kar Yan, Ai Dai, Kiu Chen Yu, Patrick Tam Yiu Man, Wong Hok Ping
  • Thailand Distribution - ชื่อไทยว่า “เจ็ดกระบี่ ไร้เทียมทาน” ออกเป็น VCD DVD แล้ว
  • Rating – 4/5
About these ads
เรื่องต่อไป
ใส่ความเห็น

4 ความเห็น

  1. เยี่ยมเลยครับ น่าดูน่าชม พึ่งได้เข้ามา Blog นี้น่าสนใจมั่กๆครับ

    ตอบกลับ
  2. miss auraiporn Thongkhaw

     /  สิงหาคม 25, 2010

    I is form Thailand I kene speke Einglish a little How are you สบายดีไหม

    ตอบกลับ
  3. คอหนัง

     /  กุมภาพันธ์ 8, 2011

    ผมดูแล้วครับ สนุกมาก แอ็คชั่นทำได้เท่ห์ดีครับ สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คก็ดีนะครับ คะแนนส่วนนี้7.5/10ครับ เนื้อหาก็ไม่ซับซ้อน ดูเพลินๆ วิวสวย ฉากอลังการดี ชอบฉู่จาวหนาน(จ้าวเหวินจั๋ว)แสดงดีครับ แต่อยากให้ฉากจบสมบูรณ์กว่านี้ ให้ทั้ง7กรบี่ได้สุ้ศึกพร้อมกันและนานกว่านี้ เพราะปูและปั้นตัวละคร+เหตุผลที่ต้องสู้ไว้เยอะ น่าจะแสดงให้เห้นถึงความยากลำบากในการต่อสู้กับศัตรูเสียหน่อย จะดีมาก หนังหลายเรื่องมาเสียตอนจบนี่แหละครับ ตอนจบควรจะเล่นกับอารมร์คนดูให้มากๆ มันส์เป็นมันสืให้จดจำ แต่โดยรวมโอเคนะครับ อยากให้ทำภาคต่อด้วย

    ตอบกลับ
  4. คอหนัง

     /  พฤศจิกายน 26, 2011

    และ7กระบี่เทวดา ถ้าจะทำภาคต่อ ผมว่าจัดคิวบู๊กระหน่ำไปเลย เพราะปูพื้นฐานมากพอแล้วในภาคแรก

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers

%d bloggers like this: