50 หนังกังฟูยอดเยี่ยมตลอดกาล

MIHK ได้รวบรวมหนังกังฟูขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พยายามคัดสรรหนังที่มีความเป็นกังฟู ในความหมายของการต่อสู้, เตะต่อย, เอาชีวิตกัน จากหลายแหล่งข้อมูล และจากประสบการณ์ตรงในการดูหนังเหล่านั้น นำมาคลุกเคล้าคัดสรรจัดลำดับความ ‘สุดยอด’ บางเรื่องอาจเป็นหนังดี บางเรื่องอาจเป็นหนังปานกลาง คละกันไป แต่รับรองได้ว่า ทั้งหมดนี้ให้ความเพลิดเพลินกับคนดูในแง่ของ ‘กังฟู’ ได้อย่างหลากหลาย และครบถ้วน

หนังกลุ่มนี้คัดสรรจากประเทศที่เป็นต้นแบบของหนังกังฟูพันธุ์แท้ คือ ฮ่องกง และ ไต้หวัน (นั่นเป็นเหตุให้ไม่มีหนังกังฟูพันธุ์เทียมของฮอลลีวู้ดอย่าง The Matrix หรือกระทั่งหนังไทยอย่าง องค์บาก ติดโผมาด้วย!) เป็นหนังร่วมสมัยด้านการออกฉาย (คือไม่ใช่หนังเก่าเกินไปนั่นเอง) ที่สำคัญ ต้องตีตรามาแต่ไกลเลยว่าเป็นหนังกังฟู (ดังนั้นแล้ว A Chinese Ghost Story ที่มีรูปลักษณ์แฟนตาซีเกินไป, A Touch of Zen ซึ่งมีความเป็นหนังกำลังภายในมากกว่า จึงไม่ติดโผ ณ ที่นี้)

ข้อมูลหนังโดย Somyos, คัดเลือกและจัดอันดับโดย Somyos, ar

หมายเหตุ รูป และข้อมูลประกอบการจัดอันดับ จาก http://www.hkcinemagic.com, http://www.kungfucinema.com, และนิตยสาร Pulp

50. Burning Paradise – 1994

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : หลินหลิมตง

กำกับคิวบู๊ : หลี่เจี้ยนเซิง

แสดง : ชิเทียนเซิง, หลี่ยั่วถง, หยางซิง, หวงจินกัง

เรื่องราวของสองวีรบุรุษเส้าหลิน ปึงซีเง็ก (ชิเทียนเซิง) และ หงซีกวน (หยางซิง) ในช่วงตกยาก โดนพวกแมนจูจับไปขังไว้ในวัดเล่งเน่ยยี่ ที่ใช้คุมขังเหล่านักโทษซึ่งเต็มไปด้วยกับดักแสนอันตราย สุดท้ายสองพระเอกต้องต่อกรกับเหล่าร้าย เพื่อที่จะพาเหล่านักโทษแหกคุกนรกนี้ออกมาให้ได้ … หลินหลิมตง ทำหนังเรื่องนี้โดยไม่เดินตามราชาหนังกังฟูอย่าง หงจินเป่า และ หลิวเจียเหลียง แต่ใช้ประโยชน์จากดารากังฟูเกรดบีอย่าง ชิเทียนเซิง และ หยางซิง มาสร้างสไตล์ที่แตกต่าง ซึ่งทำให้หนังเต็มไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้นปนตระหนก จนคนดูร่ำลือไปตาม ๆ กัน

ฉากเด็ด หนังได้ หลี่เจี้ยนเซิง เข้ามากุมบังเหียนในฉากแอคชั่น ซึ่งก็ปรากฏว่า พี่เจี้ยนเซิงใช้เทคนิคกล้องสั่นไหว และตัดต่อฉึบฉับ เล่นเอาฉากพะบู๊ที่ได้ออกมามันส์ไม่ใช่เล่น ๆ (แต่ดูมึนนิด ๆ นะ) ฉากที่ถูกกล่าวถึงมากก็คือ ฉากประลองยุทธ์ในคุกใต้ดิน ระหว่างชิเทียนเซิงกับหยางซิง ที่น่าจะถูกใจแฟนหนังศิลปะการต่อสู้กันบ้างไม่มากก็น้อยแหละน่า

49. Story of Ricky – 1991

ประเภท : Horror, Action, Martial Arts, Manga-In-Motion

กำกับ : หลี่เจียหมิง

กำกับคิวบู๊ : กั๊วะจุย

แสดง : เหอเจียจี้, ยูคาริ โอชิมะ, ฟ่านเหมยเซิง

Story of Ricky ดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นปี 1988 เรื่อง Rikki-Oh ของ เท็ตสึยะ ซารุวาตาริ เล่าเรื่องราวการต่อสู้สุดมันส์ของ ริคกี้ (เหอเจียจี้) คนคุกที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักสู้ (ทั้งที่เป็นคนคุกเหมือนกัน และผู้คุม) มากมาย เพื่อเรียกร้องอิสรภาพ … นี่คือหนังที่มาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของพระเอกกล้ามใหญ่ตาโต เหอเจียจี้ แม้ว่าทุกฉากทุกซีนในหนัง แทบเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม แต่เราก็ดูได้อย่างเพลิดเพลินจำเริญตา โดยเฉพาะฉากโหดเกินพิกัดทั้งหลาย!! ต้องยอมรับว่า รูปโฉมของหนังแอคชั่นเลือดสาดเรื่องนี้ คาบเกี่ยวกับการเป็นหนังเกรดบีอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากงานด้านภาพ หรือเนื้อหาสาระ รวมไปถึงทุนสร้างที่แสนจะเบี้ยน้อยหอยน้อย ทำให้มันไม่ใช่หนังที่คนดูวงกว้างจะชอบ

แต่ก็ถือเป็นหนังฮ่องกงอีกเรื่อง ที่กล้าหาญ และมันส์ที่สุดในช่วงต้นยุค’90

ฉากเด็ด หนังอุดมไปด้วยฉากการฆ่า และประทุษร้ายสุดโหด ซึ่งท้าทายขอบเขตความรุนแรงบนจอภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง หลายฉากหลายตอนที่ไม่ควรปล่อยให้เด็กนั่งดูกันตามลำพัง โดยเฉพาะฉากการประลองกลางแจ้งที่ตัวละครฝ่ายธรรมะ-อธรรมชกกันจนท้องทะลุ ท้ายที่สุด ตัวร้ายเห็นท่าจะแย่ จึงควักไส้ออกมารัดคอพระเอก … ทั้งแรงและโหดแบบฉบับผู้กำกับ หลี่เจียหมิง เช่นนี้ ถ้าใครขวัญอ่อน ไม่แนะนำให้ดู …

48. The Victim – 1980

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : หงจินเป่า, หยวนเปียว, หลินเจิ้นอิง, ฮุ่ยอี้ชาน

แสดง : เหลียงเจียเหยิน, หงจินเป่า, จางอี้

หนังเรื่องนี้คือ แอคชั่นกังฟูที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของ หงจินเป่า และ เหลียงเจียเหยิน แม้ว่าชื่อชั้นจะดูด้อย เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของทั้งคู่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ก็คือ ความยอดเยี่ยมในการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ ของคิวบู๊ที่ผสานไปพร้อมกับการเล่าเรื่องของมัน ซึ่งยากจะหาหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่น ๆ มาเทียบได้เช่นกัน … หนังผสมดราม่า, ศิลปะการต่อสู้ และคอเมดี้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่า ครบสูตรทีเดียว ที่สำคัญ บรรดานักวิจารณ์ต่างชื่นชมหนังเรื่องนี้กันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกับการแสดงอย่างเข้าขากัน ของเหลียงเจียเหยินกับหงจินเป่าในเรื่อง … ใครรัก ‘หงจินเป่า’ ใครรัก

‘เหลียงเจียเหยิน’ ใครรัก ‘หนังกังฟู’ รีบไปหามาดูโดยพลัน …

ฉากเด็ด จริงอยู่ที่ว่า หนังอุดมไปด้วยฉากต่อสู้อันยอดเยี่ยม แต่ที่เราขอแนะนำกลับเป็น ‘ฉากฮา ๆ’ ฉากหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นเรื่อง เมื่อตัวละครของหงจินเป่า โถมทะลวงกระแทกท้องน้อย ของเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินที่แสดงโดย เมาะเจีย ด้วยหมัดพลังช้าง ชนิดสุดแรงเกิด!! จนหลวงจีนชราถึงกับหน้าซีด แถมยังเหงื่อแตกซิก ๆ อีกต่างหาก … หลังจากเกิดอาการหมั่นไส้ ท่าทีขี้โอ่ของหลวงจีนเฒ่าผู้นี้มาได้พักหนึ่ง นี่คือการทำให้คนดูสะใจ กับมุขตลกอย่างถึงที่สุด … ถือได้ว่าจังหวะการกำกับอารมณ์ขันของมุขนี้ ยอดเยี่ยม และร้ายกาจ อีกทั้งยังต้องยกนิ้วให้กับเมาะเจีย ที่สามารถเล่นตลกทางสีหน้าท่าทางได้แบบฮาสุดกึ๋น

47. Born Invincible – 1978

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : กัวะหนานหง

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง

แสดง : หวังเจียต้า, หลงคุนอู๋, หลอลี่, หลงกวนอู่

สิ่งที่น่าแปลกใจของ Born Invincible ก็คือ หนังใช้ทุนสร้างต่ำมาก เทคนิคการถ่ายทำก็ห่วยแสนห่วย แต่ กัวะหนานหง กลับเนรมิตการหาจุดอ่อนของวิชาอยู่ยงคงกระพัน ให้กลายเป็นความมันส์สุดยอด ชนิดยากจะหาใครในยุคเดียวกันเทียบได้ ไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นหนึ่งในหนังกังฟู ที่สนุกที่สุดของยุค’70 ด้วยซ้ำ!! … ซึ่งนอกจาก หยวนหวูปิง จะสามารถอัพเกรดหนังเรื่องนี้ให้อลังการใหญ่โต ด้วยคิวบู๊แปลกใหม่ที่มหัศจรรย์เกือบ ๆ จะเป็นแฟนตาซีแล้ว ดาวเด่นของหนังก็คงจะหนีไม่พ้น หวังเจียต้า ในบทจอมมารผมขาว เถียนอู๋ซิง ที่น่าเกรงขาม ถึงขนาดกลบรัศมีของพระเอกอย่าง หลงคุนอู๋ เสียมิด จนกลายเป็นเจ้าพ่อหนังกังฟูเกรดบีไปเลย

ฉากเด็ด เมื่อได้ยินชื่อ ‘หยวนหวูปิง’ ว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังลีลาหมัดมวยอันพลิ้วไหว ของเหล่านักแสดงในหนังเรื่องใดแล้วล่ะก็ … อุ่นใจได้เลยว่า หนังเรื่องนั้นต้องอุดมไปด้วยซีเควนซ์กังฟูแอคชั่นเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอน และฉากพะบู๊ในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังจริง ๆ โดยเฉพาะฉากดวลอาวุธในช่วงต้นเรื่องระหว่าง สองนักฆ่าฮีไถ้ (หยวนขุย และ หยวนชุนอี้ ใช้ทวนสู้ทั้งคู่เลย) กับลูกศิษย์สำนักกังฟูเหล่ยผิง (ชุ่ยจงซาน) ผู้ใช้กระบี่ ที่โอเวอร์นิด ๆ พิศดารหน่อย ๆ ถือเป็นฉากต่อสู้คลาสสิคอีกฉากหนึ่งของลุงหวูปิงไปแล้ว

46. Operation Scorpio – 1992

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : หลี่ต้าไหว

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, หยวนเต๋อ, หยวนขุย

แสดง : เฉินเจียเล่อ, วอนจุนคิม, หลิวเจียเหลียง

หนุ่มนักเขียนการ์ตูน (เฉินเจียเล่อ) ผู้ฝันอยากจะเป็นจอมยุทธ์ ได้เรียนกังฟูจาก ตาลุงคนขายราดหน้า (หลิวเจียเหลียง) เพื่อที่จะเอาชนะ ราชันย์แมงป่อง (วอนจุนคิม) จอมวายร้าย ให้จงได้ … แม้หนังจะมีเนื้อเรื่องน่าสนใจ ที่นำชีวิตจริงมาผสม เข้ากับจินตนาการของตัวละครได้อย่างมีชั้นเชิง แต่ ‘ฉากแอคชั่น’ ของ หลิวเจียเหลียง นี่สิ! ที่ช่วยทำให้ Operation Scorpio กลายเป็นหนังศิลปะการต่อสู้ชั้นยอด … หนังดูมืด ๆ ทึม ๆ ไปนิด จนอาจจะบั่นทอนรายละเอียด ในฉากแอคชั่นไปบ้าง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเจ๋งอยู่ดี … ผู้กำกับ หลี่ต้าไหว จับหลิวเจียเหลียงมาประชันบทบาทกับ เฉินเจียเล่อ ได้อย่างน่าดู แถมยังได้ หยวนขุย และ หยวนเต๋อ มาร่วมกำกับคิวบู๊ให้อีกต่างหาก แต่ส่วนที่คนพูดถึงมากที่สุด กลับกลายเป็น ‘ราชันย์แมงป่อง’ ตัวร้ายของเรื่องอย่าง วอนจุนคิม ที่มาพร้อมทักษะการเตะสไตล์เทควันโดอันร้ายกาจ …

ฉากเด็ด อาจจะไม่ได้โดดเด่นอะไร เมื่อเทียบกับฉากฝึกวรยุทธ์ในหนังดังเรื่องอื่น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่า ฉากที่ลุงหลิวเจียเหลียงสอนวิชาให้กับเฉินเจียเล่อ ผ่านการผัดราดหน้านั้น ดูคลาสสิคแบบหนังกังฟูร่วมสมัยดีจริง ๆ … แม้ว่าเมื่อพิจารณาคุณภาพโดยรวมแล้ว จะดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก แต่สิ่งที่หลิวเจียเหลียงใส่เข้ามาชดเชย ความสมจริงของซีนฝึกยุทธ์ซีนนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ก็คือ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ที่มีมากไม่แพ้ฉากประเภทเดียวกันในหนังยุคแรก ๆ ของลุงหลิวเลย

45. Heroes of the East – 1978

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง

แสดง : หลิวเจียฮุย, ยูกะ มิซุโนะ, ยาสุอากิ คุราตะ

การนำเสนอจิตวิญญาณของวัฒนธรรม และศิลปะการต่อสู้ ด้วยภาพยนตร์ ผ่านตัวละครที่มีเสน่ห์ และมุขตลกคมคาย เป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้ในหนังทุกเรื่องของ หลิวเจียเหลียง แต่สิ่งที่ทำให้ Heroes of the East เป็นที่จดจำ และประทับใจผู้ชม นอกจากฉากต่อสู้ที่ต่อเนื่อง ยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังน่าจะเป็นเพราะพล็อตเรื่องในหนัง เน้นไปที่ประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ด้วยแง่มุมอบอุ่น, ขบขัน (แอบโรแมนติคเล็กน้อย ผ่านตัวละครสองผัวเมียต่างเชื้อชาติ) และเป็นกลาง ต่างจากหนังสไตล์เดียวกันอย่าง Fist of Fury หรือ The King Boxer ที่รักชาติได้จัดจ้านสุด ๆ … ซึ่งหลิวเจียเหลียงได้รับเสียงสรรเสริญไปเต็ม ๆ ร่วมด้วยการแสดงอันทรงประสิทธิภาพ ของสองนักแสดงนำชาย หลิวเจียฮุย และ ยาสุอากิ คุราตะ ที่ช่วยหนุนนำ เพิ่มน้ำหนัก ให้กับตัวหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ … Heroes of the East ยังได้รับคำชม ในส่วนของฉากต่อสู้ ที่ผสมผสานลีลาการต่อสู้ทั้งจีนและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างเมามันส์ ไม่ว่าท่านจะชอบ การต่อสู้มือเปล่าอย่าง กังฟู, คาราเต้, นินจา, หมัดเมา, ยูโด หรือการใช้อาวุธ อาทิ หอก, ดาบ, กระบองสองท่อน ฯลฯ … หลิวเจียเหลียงมีทุกอย่างให้ท่านดู ดังนั้น Heroes of the East จึงกลายเป็นหนึ่งในหนังกังฟูคลาสสิคที่คนยกย่องกันมากที่สุดของยุคสมัย

ฉากเด็ด ท่ามกลางฉากต่อสู้ดุเดือดมากมายในหนัง ด้วยท่าทีลีลาการนำเสนอแบบร่วมสมัย ฉากหลายฉากสามารถเรียกเสียงฮือฮา สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ไม่ยากเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง! ฉากการดวลวิชานินจาในยามค่ำคืน ระหว่างหลิวเจียฮุยกับยาสุอากิ คุราตะ ที่เราขอยกให้เป็น ซีนพะบู๊ที่แปลกแหวกแนว และโดดเด่นที่สุดฉากหนึ่ง แห่งโลกภาพยนตร์ศิลปะ การป้องกันตัว … ต้องชื่นชมหลิวเจียเหลียง ที่สามารถสร้างฉากแอคชั่นธรรมดา ๆ นี้ออกมาได้เปี่ยมสีสัน และน่าจดจำเป็นที่สุด

44. Clan of the White Lotus – 1980

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลอลี่

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง

แสดง : หลิวเจียฮุย, หลอลี่, ฮุ่ยอิงหง, หวังหลงเหว่ย

เมื่อ ไป๋เหม่ย (นักพรตคิ้วขาว) แห่ง Executioners from Shaolin ได้กลายเป็นตัวโกงคลาสสิคแห่งโลกภาพยนตร์ไปแล้ว หลอลี่ จึงคิดจะกำกับหนังเองสักเรื่อง พร้อมกับการปั้นวายร้ายอีกสักตัวที่ ‘ตายยาก’ ยิ่งกว่า โดยเขาจะขอแสดงบทนั้นเอง … คิดชื่อตัวร้ายตัวนั้นไป ๆ มา ๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็น ‘นักพรตบัวขาว’ (จะคิดทำไม?) เขาเชิญสองพี่น้องตระกูลหลิว … หลิวเจียเหลียง และ หลิวเจียฮุย ให้มาทำงานร่วมกันในหน้าที่ที่คุ้นเคย คนแรกทำหน้าที่คิดคิวบู๊ ส่วนคนหลังก็แสดงนำร่วมกับ ฮุ่ยอิงหง … แม้จะรุ่มรวยไปด้วย ‘ท่าบังคับ’ ของหนังกังฟูแอคชั่น แต่หลอลี่และหลิวเจียเหลียง ก็สามารถผสมผสานทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ ให้ออกมากลมกลืนลงตัว สร้างความถูกใจแก่ผู้ชม จึงไม่น่าแปลกที่หนัง ‘พรรคบัวขาว’ นี้ จะโด่งดังไปทั่วอเมริกา แถมยังกลายเป็น หนึ่งในหนังคัลต์ที่ฮิตที่สุดของหลิวเจียฮุยอีกต่างหาก …

ฉากเด็ด จะมีสักกี่ครั้งในหนังกังฟูที่ตัวละครสองตัวสู้กัน โดยมีฝ่ายหนึ่งใส่ชุดวันเกิด … คำตอบคือ ครั้งหนึ่ง หรือ มากกว่าหนึ่งครั้ง … หนังเรื่องอื่น ๆ เราไม่รู้ แต่ใน Clan of the White Lotus เราได้เห็นฉากที่ว่านี้เต็ม ๆ ตาเลยทีเดียว เมื่อตัวละครของหลิวเจียฮุย แอบลอบเข้าไป ในห้องอาบน้ำของพรรคบัวขาว เพื่อจัดการกับนักพรตบัวขาวที่กำลังนั่งแช่อยู่ในสระน้ำ ส่วนจอมวายร้าย เมื่อรู้ว่ามีคนนอกบุกเข้ามา จึงกระโดดพุ่งตัวในชุดเปลือย!! ไปหยิบเสื้อผ้ามาสวม … ในฉากนี้ ผู้เขียนตอบไม่ได้ว่า หลอลี่ใช้สตั๊นท์แมน หรือใจกล้าขอแสดงเอง … อย่างไรก็ตาม เรานิยามฉากเด็ด ฉากนี้ได้เพียงสองคำสั้น ๆ ว่า … ‘สยึมกึ๋ย’

43. The Hot, The Cool and the Vicious – 1976

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : ตู้หลอเป่า

กำกับคิวบู๊ : หลี่จินหมิง

แสดง : ถันเต้าเหลียง, หวังเต้า, หลี่จินหมิง

ในบรรดาหนังเตะต่อยของ ถันเต้าเหลียง เรื่องที่ดูจะมีศักดิ์ศรีดีกว่าเพื่อน เห็นจะเป็น The Hot, The Cool and the Vicious โดยได้ผู้กำกับ ตู้หลอเป่า มากำกับ เสริมทัพด้วยดารากังฟูเกรดบีอย่าง หวังเต้า และ หลี่จินหมิง … แม้ตัวหนังจะมีซับพล็อต และมีความเป็นหนังจำพวก ‘วางอุบาย’ อยู่มาก แต่เมื่อได้ถันเต้าเหลียงมาแสดงนำ แถมหลี่จินหมิงยังมากำกับคิวบู๊ให้อีกต่างหาก จึงหายห่วงได้เลยว่า มันส์แน่ ๆ … หนังบรรจุความรุนแรงเอาไว้ไม่น้อย ร่วมด้วยการแสดงที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของหวังเต้า ทำให้ The Hot, The Cool and the Vicious กลายเป็น หนึ่งในหนังกังฟูสัญชาติ ไต้หวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

ฉากเด็ด ต้องยอมรับว่า ลีลาการเตะแบบเทควันโดของถันเต้าเหลียง สยบหนังเรื่องนี้ได้อยู่หมัดจริง ๆ เพราะฉากบู๊เด่น ๆ ทั้งหมดใน The Hot, The Cool and the Vicious ล้วนเป็นฉากโชว์เพลงเตะของเขาทั้งสิ้น ที่โดดเด่นที่สุด เห็นจะเป็นฉากไคลแมกซ์สองต่อหนึ่ง ระหว่างสองพระเอก-หนึ่งวายร้ายที่ดุเดือด โดยเฉพาะตอนที่ ถันเต้าเหลียงกระโดดฟาดส้นเท้า เผด็จศึกฝ่ายตรงข้ามที่ข้อศอกดังกร๊อบ! … พูดได้คำเดียวว่า ‘สุดยอด!!’

42. Legend of the Wolf – 1997

ประเภท : Martial Arts, Drama

กำกับ : เจินจื่อตัน

กำกับคิวบู๊ : เจินจื่อตัน, ม่ายฮุ่ยจาง, ถันเจิ้นตง, หลิวเต๋อไหว

แสดง : เจินจื่อตัน, หลี่ยั่วถง, หวังจื่อหัว

จะมีหนังแอคชั่นศิลปะป้องกันตัวยุคหลังเรื่องใด กลายเป็นที่เล่าขานกันได้เท่าหนังดราม่าเรื่องนี้อีก!? แม้เนื้อหาจะสุดแสนคลุมเครือ วุ่นวายวิงเวียนลึกล้ำ เดินเรื่องเร็วชนิดที่ผู้ชมต้องหยิบมานั่งดูหลาย ๆ รอบกว่าจะรู้เรื่อง แต่คิวบู๊ฉากต่อสู้ดุเดือดทั้งหลาย ได้กลายเป็นงาน ‘คลาสสิค’ ในทันทีที่มันออกฉาย … ‘มังกรตัวสุดท้าย’ เจินจื่อตัน แจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับจากการทำหนังแอคชั่นทุนต่ำเรื่องนี้ เพียงแค่ 500,000 เหรียญฯ!! ด้วยความต้องการผลงานที่ออกมาเนี้ยบที่สุด … ผลลัพธ์ที่ได้คือ Legend of the Wolf กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา … เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการปกป้องคนรักของ หมาป่าจ้าวตำนาน (เจินจื่อตัน) จากกลุ่มโจร … แม้ว่าหนังจะดูยาก เนื่องจากการเล่าเรื่องที่น่ามึนหัว ย้อนไปย้อนมา สลับกับฉากแฟลชแบ็ค แต่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เจินจื่อตัน เป็นหนึ่งในดาราแอคชั่นฮ่องกง เพียงไม่กี่คนที่กล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อปฏิวัติวงการหนังบู๊โลก … หากจะมีหนังศิลปะป้องกันตัวยุคหลัง ๆ สักเรื่อง ถูกยกขึ้นหิ้ง ‘หนังคลาสสิค’ … Legend of the Wolf ย่อมอยู่ในรายชื่ออันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน!!

ฉากเด็ด เจินจื่อตันกำกับหนังทั้งที มีหรือจะคิดอะไรสามัญธรรมดา ยิ่งเป็นหนังเรื่องแรกด้วยแล้ว ยิ่งต้องออกแบบให้เจ๋งสุด ๆ และกับฉากตะลุมบอนในป่า เมื่อคนรักโดนวายร้ายจับตัวไป เจินจื่อตันต้องวิ่ง วิ่ง วิ่งตามไปช่วย เป็นฉากที่ทั้งเร็ว, ทั้งมึน ร่วมด้วยการถ่ายภาพ, จังหวะตัดต่อ, องค์ประกอบศิลป์ และคิวบู๊ ที่อยู่ในระดับยอดเยี่ยม ก็ทำให้ฉากสู้ไปวิ่งไปนี้ กลายเป็นฉากแอคชั่นสุดมันส์ที่ติดตายากจะลืมเลือน พร้อมกับพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘หมอนี่มันเจ๋งจริง ๆ’

41. Lion vs. Lion – 1981

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : ฉินยัตเซิง, ฉีเซี่ย

กำกับคิวบู๊ : ฉินยัตเซิง, ฉีเซี่ย

แสดง : หลอเมิ่ง, หวังยี่, หวังหลงเหว่ย, หยางพ่านพ่าน

เป็นอีกหนึ่งหนังกังฟูที่มีฉากแอคชั่นหวือหวา สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินไม่หยุดหย่อน … หนังได้ หลอเมิ่ง กับ หวังยี่ มานำแสดงในบทคู่หู อาหยี และ อาเฉิน ที่ต้องร่วมมือกันกับ เหม่ยหลิง (หยางพ่านพ่าน) ผู้ส่งสารสาว กำจัดกบฏราชวงศ์ชิง (หวังหลงเหว่ย) … แค่การดึงเอาหลอเมิ่งแห่ง The Venoms ออกจากภาพ ‘จอมโหด’ มาแสดงเป็น หนุ่มเถรตรงแสนซื่อ ก็น่าดูพออยู่แล้ว แต่นี่ยังมีหวังยี่มารับบทจอมเจ้าเล่ห์ คอยปล่อยมุขตลกอีก จึงไม่ต้องพูดถึงความมันส์ … โปรดอย่าได้คิดว่า หนังเรื่องนี้มีดีที่ฉากแอคชั่นเพียงอย่างเดียว เพราะโปรดัคชั่นส่วนอื่น ๆ ของมัน อยู่ในระดับที่เรียกว่า ‘ยอดเยี่ยมกระเทียมทอด’ …

ฉากเด็ด ถึงแม้ชื่อเสียงจะไม่โด่งดังเท่าหนังกังฟูระดับคลาสสิคเรื่องอื่น ๆ แต่ Lion vs. Lion ก็มีฉากต่อสู้ที่ช่วยเชิดหน้าชูตาให้ด้วยเหมือนกัน นั่นก็คือ ฉากที่ หวังหลงเหว่ย สู้ตัวต่อตัวกับ ฉินยัตเซิง … ด้วยการใช้เก้าอี้ และโซ่เหล็กคล้ายแส้ของทั้งคู่ รวมไปถึงการรีเวิร์ดภาพให้เร็วกว่าปรกติ เพื่อเพิ่มความเร้าใจ ทำให้ฉากนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น ฉากที่ชวนให้ลุ้นระทึกที่สุด ฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้เลยทีเดียว

40. Monkey Kung Fu – 1979

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลอหม่า

กำกับคิวบู๊ : เฉิงเสี่ยวตง

แสดง : เฉิงเสี่ยวตง, โหวเฉาเซิน, กวนเฟิง

ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่ เฉิงเสี่ยวตง จะกลายมาเป็นผู้กำกับคิวบู๊มือฉมังของวงการหนังฮ่องกงนั้น เขาเคยเป็นดาราชอว์บราเดอร์ส เคยแสดงนำในหนังกังฟูเล็ก ๆ ที่คุณภาพไม่เล็กเรื่องหนึ่ง … Monkey Kung Fu ก็คือหนังเรื่องที่ว่านั่นเอง … จะว่าไป หนังเรื่องนี้ไม่มีพล็อตเรื่อง หรือสาระหนักแน่นอะไรให้ได้เห็นเลย แถมบทสนทนาก็ไม่เยอะ แต่เหตุที่มันหลุด เข้ามาติดโผนี้ได้ เพราะฉากแอคชั่นบู๊เตะต่อยไล่ล่าโชว์กายกรรมระดับ ‘สุดยอด!!’ ของมันนั่นเอง … ซึ่งเพียงแค่นี้ คอหนังกังฟูหรือแฟน ๆ ของเฉิงเสี่ยวตง ก็คงเปรมปรีดิ์กันถ้วนหน้าแล้ว

ฉากเด็ด จากที่เคยโดนปรามาสว่าเป็นจุดอ่อน เหล่าสตั๊นท์แมนฝีมือดี (ที่เดินกันให้ขวักทั้งเรื่อง) กลับกลายเป็นจุดแข็งของหนัง … โดยเฉพาะฉากต่อสู้ของพวกเขา ที่ดูสนุกตื่นเต้นตลอดเรื่อง ตัวอย่างที่โดดเด่นก็คือ ฉากบู๊ในคุกระหว่างเฉิงเสี่ยวตงกับตัวละครนักโทษชรา ที่สู้กันด้วยกายกรรมผาดโผน ไฮไลท์ของฉากนี้คือ อาวุธที่ทั้งคู่เอามาใช้เล่นได้สะดุดตาผู้ชมสุด ๆ อย่าง ‘เก้าอี้’ ซึ่งยากที่ใครดูแล้ว จะอดไม่ทึ่งกับฉากนี้ไปได้

39. Shaolin Soccer (2001

ประเภท : Comedy, Fantasy, Martial Arts

กำกับ : โจวซิงฉือ

กำกับคิวบู๊ : เฉิงเสี่ยวตง

แสดง : โจวซิงฉือ, เจ้าเหว่ย, อู๋ม่งต๊ะ, เซียะเสียน

หลังจากหายหน้าหายตาไปปีเต็ม ๆ พร้อมกับความล้มเหลวของ The Tricky Master แล้ว ‘จิม แคร์รี่ฮ่องกง’ … โจวซิงฉือ ก็กลับมาอย่างน่าภาคภูมิใจกับ Shaolin Soccer ในปีถัดมา องค์ประกอบทุกอย่างที่มีในหนังตลกเวอร์เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่แฟน ๆ เคยพบเห็นมาแล้วทั้งหมด ในงานชิ้นก่อน ๆ ของเขา แต่ก็เป็นการนำมาพูดใหม่ด้วยลีลาสนุกสนาน และพิถีพิถัน ที่ชัดเจนที่สุด คือ การใช้สเปเชี่ยลเอฟเฟคต์ ที่ไม่ได้ใช้เพื่อโชว์ออฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เพื่อสร้างอารมณ์ขัน และความน่าเชื่อถือ ให้กับพล็อตเรื่องที่สุดจะโม้ โอเวอร์แอคอีกด้วย … นอกเหนือจากเทคนิค มาดใหม่ดังว่าแล้ว ตัวเนื้อเรื่องก็จัดอยู่ในขั้นสนุกมาก ๆ เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมุขตลกเฉียบคมมากมาย เป็นหนังที่ ‘เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี’

ฉากเด็ด ฉากที่ทีมศิษย์วัดเส้าหลินทั้งเจ็ดคน ถูกรุมกระทืบ ขณะเล่นฟุตบอล ทั้งน่าสงสาร และน่าขบขัน แต่สองอารมณ์สามารถผสานกันได้ลงตัว เพราะความโอเวอร์ของความรุนแรง ที่ได้แรงเสริมจาก สเปเชี่ยลเอฟเฟคต์ จนดูเกินจริง ช่วยเปิดประตูให้ความตลก เข้ามาร่วมห้องกับความสงสาร ได้อย่างปรองดอง … สรุปว่า ซีน ‘สองอารมณ์’ นี้ เป็นซีนที่พิสูจน์ความเป็นผู้กำกับหนัง ชั้นยอดของเฮียโจวซิงฉือได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

38. Shaolin vs. Lama – 1983

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : ตู้หลอเป่า

กำกับคิวบู๊ : เผิงกัง

แสดง : อเล็กซานเดอร์ โล, เฉินซัน, ซุนจงจื่อ

หนังเรื่องนี้เป็นหนังไต้หวันเกรดบี เหมือนกับ The Hot, The Cool and the Vicious (โดย ตู้หลอเป่า ผู้กำกับคนเดียวกันอีกต่างหาก) … ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นหนังทุนต่ำ แต่มันก็เป็นหนังที่ ‘แอคชั่นกังฟู’ สุด ๆ เรียกว่า เตะต่อยกันเหงื่อไหลไคลย้อยตลอดเรื่อง … นอกจาก พระเอกหน้าเข้มอย่าง อเล็กซานเดอร์ โล จะทำหน้าที่ที่เขาถนัดได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ผู้ออกแบบคิวบู๊ เผิงกัง ยังอัดฉากแอคชั่นระดับสุดยอดลงไปอีก จนทำให้มันเป็น หนังกังฟูไต้หวันระดับ ‘ขึ้นหิ้ง’ เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว … แม้ว่าบรรยากาศหนังจะเบาโหวง เหมือนการ์ตูนไปสักนิด แต่ฉากต่อสู้สวย ๆ มันส์ ๆ ของ ‘เส้าหลิน ปะทะ ลามะ’ เรื่องนี้ ก็เพลิดเพลินจำเริญตา สะใจคอหนังกังฟูเหลือหลาย

ฉากเด็ด ท่ามกลางเหล่าแคแร็คเตอร์ใน Shaolin vs. Lama … อาจารย์ของพระเอก (ที่แสดงโดย ซุนจงจื่อ) คือ ตัวละครที่น่าจับตามองที่สุด ด้วยการผสมผสานมุขตลก เข้ากับท่วงท่าและจังหวะแอคชั่น ที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติของซุนจงจื่อนี่เอง ทำให้แทบทุกฉากที่ตัวละครตัวนี้มีส่วนร่วม อาทิ ฉากที่เขาเคี้ยวไก่ไปพลาง สู้กับอเล็กซานเดอร์ โลไปพลาง หรือแมทซ์พะบู๊ระหว่างเขากับ เฉินซัน ดูสนุกน่าตื่นตา และถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลยก็ว่าได้ … ทั้งนี้ ต้องขอยกย่องเผิงกัง ที่ผสมผสานทักษะการต่อสู้ของนักแสดง เข้ากับมนต์เสน่ห์แห่งภาพยนตร์ได้สมบูรณ์แบบจริง ๆ

37. Tai Chi 2 – 1996)

ประเภท : Martial Arts, Comedy

กำกับ : หยวนหวูปิง, จางซิมอิง

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง

แสดง : อู๋จิง, จงลี่ถี, หูฮุ่ยจง, หวีไห่, โจวเพ่ยหลุย

ในจำนวนหนังที่เป็นทั้ง Classic Kung Fu และ Modern Martial Arts ในเรื่องเดียวกัน … หนังของ หยวนหวูปิง เรื่องนี้ ถือเป็นผลงานที่น่าหยิบมาดูที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว … หนังเล่าเรื่องของ แจ็คกี้ (อู๋จิง) จอมยุทธ์หนุ่ม ผู้ใช้ ‘หมัดไทเก๊ก’ และ ‘ผมเปีย’ ในการต่อสู้กับพวกลักลอบขนฝิ่นเข้าประเทศ … จุดเด่นของหนัง นอกจากลีลาวูซูขั้นสุดยอด ของหนุ่มน้อย อู๋จิง แล้ว ก็คือ การรวบรวมทุกสิ่งที่หนังกังฟู ‘ต้อง’ มี ไว้ครบถ้วน … ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่น่าจดจำ, มุขตลกบ้า ๆ บวม ๆ, การแสดงสุดไหล, ซับพล็อตโรแมนซ์หวาน ๆ แถมด้วยซีเควนซ์การต่อสู้ที่ผสมผสาน กังฟูเข้ากับลวดสลิงได้อย่างลงตัว … ที่ว่ามาทั้งหมดคือคุณสมบัติของหนังปี 1996 เรื่องนี้ สรุปได้ว่า นี่คือหนังศิลปะการต่อสู้ที่เจ๋งมาก ๆ เกินกว่าที่จะอยู่นอกสายตา!

ฉากเด็ด ลวดสลิง, มวยเหนือ และการเคลื่อนไหวสไตล์อุปรากรจีน เป็นสิ่งคู่กัน กับหนังกังฟูของหยวนหวูปิงแทบทุกเรื่อง และในหนังเรื่องนี้ ก็เอาทั้งสามสิ่งที่ว่ามาเล่นกับคนดู กับฉากการต่อสู้ระหว่างอู๋จิงกับ Darren Shahlavi ที่ชวนระทึกใจมาก เพราะนอกจากทั้งคู่จะดวลกัน ด้วยสปีดชนิดที่คนดูห้ามกะพริบตาแล้ว สามองค์ประกอบ สไตล์หยวนหวูปิง ก็ช่วยอัดฉีดความมหัศจรรย์ เกินคำบรรยายให้กับฉากนี้ จนภาพที่ออกมาถึงพร้อมทั้งในแง่ของความตื่นเต้นเร้าใจ และความงดงาม

36. The Sword Stained with Royal Blood – 1981

ประเภท : Wuxia Pien

กำกับ : จางเชอะ

กำกับคิวบู๊ : เจียงเซิ่ง, กั๊วะจุย, ลู่เฟิง

แสดง : กั๊วะจุย, เหวินเซียะเอ๋อ, เจียงเซิ่ง, หวังลี่

สำหรับหนังศิลปะการต่อสู้ทั่ว ๆ ไป แน่นอนว่า ‘บท’ ย่อมไม่ใช่สิ่งสำคัญ และโดยเฉพาะ หนังของผู้กำกับ จางเชอะ ที่พูดได้ว่าไม่สามารถคาดหวังความน่าเชื่อถือใด ๆ ได้เลย แต่กับ The Sword Stained with Royal Blood นี้ แตกต่างกันไป ด้วยพล็อตเรื่องที่ ‘แน่น’ และ ‘เหนือ’ มาตรฐาน ของหนังประเภทนี้ ในขณะที่ฉากแอคชั่น ก็ยังคงความยอดเยี่ยม ตามมาตรฐานของ The Venoms เช่นเดิม … แน่นอนว่าองค์ประกอบสไตล์จางเชอะ อาทิ คุณธรรมของบุรุษ ที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและพวกพ้อง, วีรบุรุษผู้เด็ดเดี่ยว และความรุนแรงโชกเลือด ยังคงมีอยู่ครบถ้วน แต่คราวนี้ สิ่งที่ว่ามาทั้งหมดมาพร้อมกับ ‘อารมณ์’ และ ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับผลงานชิ้นนี้ อย่างเหลือล้น พูดได้ว่า ความดีเด่นในด้านนี้ของ The Sword Stained with Royal Blood เทียบเท่าได้กับจุดเด่นเดียวกันในผลงานของ คิงฮู, ฉู่หยวน และ ฉีเคอะ เลยทีเดียว

ฉากเด็ด นอกจากจะแสดงแล้ว สามจอมโหดแห่ง The Venoms … กั๊วะจุย, เจียงเซิ่ง และ ลู่เฟิง ยังรับหน้าที่กำกับคิวบู๊ให้กับ The Sword Stained with Royal Blood อีกด้วย โดยฉากที่แสดงให้เห็นถึงความสุดยอดของพวกเขาก็คือ การต่อสู้แบบ 10 รุม 1 ในฉากไคลแมกซ์ ที่อลังการงานสร้างที่สุดของเรื่องนั่นเอง … ฉากนี้จัดได้ว่า เปี่ยมจินตนาการสุดลึกล้ำ ด้วยการประยุกต์ศิลปะป้องกันตัวที่ใช้ได้จริง เข้ากับเทคนิคการต่อสู้สไตล์แฟนตาซี ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงเป็นฉากที่อาจสร้างความประทับใจ ให้กับผู้ชื่นชอบภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้ได้ไม่ยาก

35. The Young Master – 1980

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : เฉินหลง

กำกับคิวบู๊ : เฉินหลง, ฟางฮักออน

แสดง : เฉินหลง, หว่องอินซิค, หยวนเปียว, เซียะเกียน

หลังจากหมดสัญญากับ ซีแซนนอลฟิล์ม แล้ว … เฉินหลง ก็ผละเข้าสังกัด โกลเด้น ฮาร์เวสต์ อีกครั้ง และนี่คือผลงานประเดิมบ้านใหม่ในฐานะ ‘ผู้กำกับ’ ของเขา (หลังจากที่เคยเป็นตัวประกอบต๊อกต๋อย ในสตูดิโอนี้ อยู่พักหนึ่ง) … The Young Master เล่าเรื่องของ จิงเฉียน (เหวยไป่) ศิษย์สำนักเชิดสิงโต ที่ถูกไล่ออกจากสำนัก ไปเข้ากับกลุ่มโจรร้ายที่ทางการกำลังหมายหัว โดยหารู้ไม่ว่า หัวหน้าโจร (หว่องอินซิค) คิดหักหลังให้เขาเป็นแพะรับบาป ซึ่งก่อนที่จิงเฉียนจะรับความผิดไปคนเดียวเต็ม ๆ นั้น อาหลง (เฉินหลง) ศิษย์น้องร่วมสำนัก ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือเขาไว้เสียก่อน … เห็นได้ชัดว่า หนังผูกเรื่องได้ค่อนข้างซับซ้อนผิดวิสัยของเฉินหลง แต่แฟนหนังกังฟูไม่ต้องห่วง เพราะหนังยังเดินเรื่องด้วย ฉากต่อสู้สุดดุเดือด และยาวยืด (ไปนิด) สไตล์เฮียแจ็คกี้ ชานเช่นเดิม … จากที่เคยมีฉากฝึกฝนพิศดารเป็นจุดขาย จนถูกผู้สร้างหนังรายอื่น ๆ ทำเลียนแบบ มาคราวนี้ เฉินหลงจึงต้องทำในสิ่งที่แตกต่าง … เขาให้ตัวละคร ‘อาหลง’ ของเขาเก่งกาจมาแต่ต้นเรื่อง แทนที่ซีนฝึกยุทธ์ด้วยมุขตลกเป็นชุดถี่กระชั้น ไม่เว้นแม้แต่ขณะที่ตัวละครกำลังชกต่อยกัน อันแสดงให้เห็นถึง ความสามารถของพระเอกจมูกโต ในการหลอมรวมเสียงหัวเราะ กับลีลากังฟูแบบเฉพาะตัว ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวของเขา … ถ้าคุณมองหา หนังกังฟูคอเมดี้อยู่ล่ะก็ … นี่คืออีกหนึ่งทางเลือกที่คุณไม่ควรพลาด

ฉากเด็ด ต้องขอยกนิ้วมือนิ้วเท้าทั้งหมดให้เลย สำหรับ หว่องอินซิค ผู้ขโมยซีนในทุก ๆ ฉากที่เขาปรากฏตัวได้เด็ดขาดจริง ๆ!!! โดยเฉพาะฉากแนะนำ ตัวละครของดาวร้ายผู้นี้ในช่วงกลางเรื่อง ที่หัวหน้าโจรซัดลูกเตะใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ … แม้ว่าหนังจะมีฉากแอคชั่นขึ้นชื่อเต็มเหยียด อาทิ ‘ฉากกระโปรงเริงระบำ’ สุดพลิ้ว หรือ ‘ฉากดวลม้านั่ง’ ที่สนุกสนานมันส์ฮา ไปจนถึง ‘ฉากพัดร้อยเทค’ อันลือลั่น!! แต่ด้วยการใช้ ‘ลวดสลิง’ และ ‘แป้งฝุ่น’ ที่ทำให้การกระเด็นกระดอนของเหล่าสตั๊นท์แมน ดูรุนแรงหนักหน่วงยิ่งขึ้น บวกกับฟุตเวิร์คการใช้เท้าเข้าขั้น ‘เทพ’ ของหว่องด้วยแล้ว ก็ทำให้ ‘ฉากเตะแหลก’ นี้ ขึ้นแท่นฉากแอคชั่นที่เจ๋งที่สุดของ The Young Master ไปโดยปริยาย

34. Boxer from Shantung – 1972

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : จางเชอะ, เซียะลี่เป่า

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, หลิวเจียหย่ง, ตงเจีย, เฉินชวน

แสดง : เฉินกวนไถ้, จิงลี่, เดวิด เจียง, กุ๊ฟง

The Boxer from Shantung โดดเด่นในฐานะที่เป็นหนังกังฟูเรื่องแรกของผู้กำกับ จางเชอะ และดาราทำเงินของชอว์บราเดอร์สอย่าง เฉินกวนไถ้ … จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือ การถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเรียบง่าย ทว่าแม่นยำในส่วนของการเร้าอารมณ์

และอยู่ในแบบฟอร์มของสูตรสำเร็จที่น่าทึ่ง ก่อนจะสรุปทิ้งท้าย ด้วยผลลัพธ์บั้นปลาย ในเชิงคติสอนใจว่า ‘ไม่มีใครพานพบกับชีวิตที่ดี อย่างแท้จริงในโลก ที่ข้องแวะพัวพันกับอาชญากรรม’

ฉากแอคชั่นโชกเลือดฝีมือของสี่ยอดผู้กำกับคิวบู๊แห่งยุค หลิวเจียเหลียง, หลิวเจียหย่ง, เฉินชวน และ ตงเจีย ทำให้หนังติดอันดับใช้เลือดปลอมมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังฮ่องกง และเป็นหนึ่งในหนังที่รุนแรงที่สุดของจางเชอะ ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยองค์ประกอบ และรายละเอียดของหนังกังฟูแก๊งสเตอร์ ชนิดที่แฟนพันธุ์แท้ของหนังประเภทนี้ ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

ฉากเด็ด ขอแนะนำ ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องซึ่งเป็นการต่อสู้ตะลุมบอนชนิดดุเดือดเลือดพล่าน จางเชอะทำให้ฉากดังกล่าวเจือปนด้วยอารมณ์อันหลากหลาย มีทั้งความสนุกตื่นเต้นชวนติดตาม, การขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบด้วยเล่ห์เหลี่ยม, ความโหดเหี้ยมรุนแรง และอารมณ์เศร้าสลด หดหู่น่าสะเทือนใจ (อีกทั้งยังกลายเป็นต้นแบบของฉากต่อสู้สาขา ‘พระเอกตายยาก’ ที่คลาสสิค ยากจะหาใครทำได้เหมือนหรือดีเทียบเท่า) ที่สำคัญ มันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนัง Martial Arts ยุคหลังอีกหลายเรื่อง (ฉากนองเลือดใน ‘บ้านใบไม้สีน้ำเงิน’ ใน Kill Bill Vol.1 ของพี่ เควนติน ทารันติโน ก็น่าจะได้แรงบันดาลใจ มาบ้างไม่มากก็น้อยล่ะน่า … )

33. Crippled Avengers – 1978

ประเภท : Classic Kung Fu, Wuxia Pien

กำกับ : จางเชอะ

กำกับคิวบู๊ : ลู่เฟิง, เจียงเซิ่ง, ไถ้เอ้อเถียน

แสดง : เฉินกวนไถ้, กั๊วะจุย, หลอเมิ่ง, ซุนเจี้ยน, ลู่เฟิง, เจียงเซิ่ง

งี่เง่า, ป่าเถื่อน, เหลือเชื่อ และบ้าบอ คือ 4 คำนิยามของหนังเรื่องนี้ … The Venoms กลับมาอีกครั้ง กับท่วงท่าการต่อสู้แบบคนพิการที่โดนใจสาวกคัลต์เป็นอย่างยิ่ง เรื่องของ 4 หนุ่มใจกล้า (กั๊วะจุย, หลอเมิ่ง, ซุนเจี้ยน และ เจียงเซิ่ง) ที่อาจหาญไปมีเรื่อง กับจอมยุทธ์พ่อลูกใจอำมหิต ตู้เทียนต้า (เฉินกวนไถ้) และ ตู้ฉาง (ลู่เฟิง) จนโดนทำร้ายกลายเป็นคนพิการ ทั้ง 4 เลยไปฝึกวิชา แล้วก็กลับมาแก้แค้นสองพ่อลูก … แม้หนังดูจะเดินตามรอย The Five Venoms ไปสักหน่อย แต่ยังดีที่ในส่วนของ ฉากต่อสู้สุดโหดสไตล์ จางเชอะ ช่วยทำให้ Crippled Avengers กลายเป็นหนังคลาสสิค และที่ลืมไม่ได้เลยจริง ๆ คือ กลุ่ม Venoms ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขามีพลังดาราในตัวอยู่อย่างล้นเหลือ และกลายเป็นเครื่องการันตีความ ‘ฮิต’ ของหนังกังฟูฮ่องกงได้จริง ๆ (เห็นได้จากความสำเร็จถล่มทลายของหนังเรื่องนี้ ที่ปักหลักฉายในโรงกรินด์เฮาส์ของอเมริกา อยู่นานเป็นปี)

ฉากเด็ด แทบทุกฉากที่มี เจียงเซิ่ง มารับบทจอมยุทธ์ปัญญาอ่อนนั้น ฮาอย่าบอกใคร ทั้งตอนที่เขาหัวเราะก๊ากชนิดหลุดโลก หรือตบไม้ตบมืออย่างกับเด็ก ๆ!! … จริงอยู่ที่ตัวละคร ‘หวังยี่’ อาจจะเป็นบทบาทตายตัวของเจียงเซิ่งไปสักหน่อย แต่ความสามารถ ในการผสมผสานศิลปะการต่อสู้ เข้ากับความฮาแบบคนสติแตกของ The Cutie Pie แห่ง The Venoms นั้น ไม่น่าพลาด …

32. Dragons Forever – 1988

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : หงจินเป่า, หยวนขุย

กำกับคิวบู๊ : ทีมสตั๊นท์แมนของ หงจินเป่า, ทีมสตั๊นท์แมนของ เฉินหลง

แสดง : เฉินหลง, หงจินเป่า, หยวนเปียว, หยางเป่าหลิง

หาก ‘สามพี่น้อง’ มารวมตัวกันเมื่อใด เรื่องบู๊สะบั้นมันส์ฮา ชนิดล้นจอต้องบังเกิดขึ้นเมื่อนั้น … และ Dragons Forever คืออีกเรื่องที่ทั้งสามให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมอย่างเต็มเปี่ยม โดย เฉินหลง รับบทเป็น แจ็คกี้ ทนายจอมเจ้าชู้ ซึ่งรับว่าความให้เจ้าพ่อรายหนึ่ง (หยวนหัว) ที่ถูกสาวใหญ่เจ้าของบ่อปลารายหนึ่งฟ้องร้อง ต่อมา แจ็คกี้ได้เห็นความไม่ชอบมาพากล ของลูกความ จึงไหว้วานเพื่อนซี้ 2 คนคือ หวังเฟยหง (หงจินเป่า) และ อาเปียว (หยวนเปียว) ช่วยสืบความจริง จนได้ทราบถึงความร้ายกาจของเจ้าพ่อ … นั่นทำให้เราได้ดู หนังแอคชั่นศิลปะการป้องกันตัว ที่ถ่ายฉากดวลหมัดมวย ได้โฉบเฉี่ยวที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้หนังดูจะดำเนินตาม สูตรการตลาดหนังแอคชั่นไปนิด แถมออกจะไร้สาระก็ตาม แต่สำหรับคนที่ชอบศิลปะการต่อสู้ และชื่นชม ‘สามพี่น้อง’ เป็นวีรบุรุษ คงจำเป็นต้องเก็บหนังเรื่องนี้ไว้เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นส่วนตัว

ฉากเด็ด เคยคิดกันบ้างมั้ยว่า ถ้า ‘สามพี่น้อง’ ถูกจับมาสู้กัน … ฉากต่อยตีฉากนั้น จะออกมาเป็นเช่นไร? คำตอบมีให้เห็นใน Dragons Forever กับซีนที่เฉินหลง, หงจินเป่า และ หยวนเปียว เตะปากกันแก้กลุ้ม ซึ่งเราขอยกให้เป็นซีนเด่นประจำเรื่อง … ขอย้ำ!! ว่าเป็นการตีกันแก้กลุ้มจริง ๆ ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ด้วยลีลาแบบทีเล่นทีจริง ที่ทั้งสามใช้ซัดกันเองนั้น ดูลงตัวเข้าขามาก ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แถมเมื่อสู้เสร็จแล้ว ยังกลับมาญาติดีกันได้อีกแน่ะ … เล่นเอาผู้ชมหลาย ๆ คน (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย) นึกอยากมีเพื่อนแท้แบบนี้บ้างจัง … !?

31. The Five Venoms – 1978

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : จางเชอะ

กำกับคิวบู๊ : ลู่เฟิง, หลงติง, ไถ้เอ้อเถียน

แสดง : เจียงเซิ่ง, ซุนเจี้ยน, กั๊วะจุย, หลอเมิ่ง, ลู่เฟิง, เหวยไป่

ผู้สันทัดหนังยุค’70 ยกย่องให้หนังเรื่องนี้เป็น ‘แอคชั่นกังฟู’ สุดเจ๋ง!! ว่าด้วยการปะทะนองเลือดระหว่างลูกศิษย์ทั้ง 5 ของ ‘บ้านห้าพิษ’ ที่แยกกันเป็น 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายธรรมะ (กั๊วะจุย, หลอเมิ่ง) และอธรรม (ซุนเจี้ยน, ลู่เฟิง และ เหวยไป่) พ่วงด้วยน้องนุชสุดท้อง (เจียงเซิ่ง) ที่ตามมาสมทบในภายหลัง … The Venoms กลุ่มนักแสดงกำลังภายใน ที่เล่นหนังชอว์บราเดอร์สด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง แจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม … ฉากต่อสู้อาจดูยืดยาว และจืดชืดไปสักหน่อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ หนังแนวทางเดียวกันในยุคปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม หนังระดับตำนานฝีมือผู้กำกับ จางเชอะ เรื่องนี้ ถือว่าให้ความบันเทิงตามสูตรสำเร็จ สมดังที่คนดูคาดหวังไว้แน่นอน

ฉากเด็ด ถ้าความร้ายกาจของวิทยายุทธ์บ้านห้าพิษจะถูกถ่ายทอดผ่านฉากไหนออกมาได้ดีที่สุด ก็น่าจะเป็นฉากฝึกฝนวรยุทธ์ (หรือจะเรียกว่า ‘สาธิต’ ดีล่ะ) ของนักสู้ทั้ง 5 ในฉากเปิดเรื่องนั่นแหละ จุดเด่นของฉากนี้ นอกจากบรรดานักแสดงสวมหน้ากาก (เก๋สุด ๆ) และท่าต่อสู้เลียนแบบสัตว์มีพิษ สุดครีเอตของปรมาจารย์มวยหย่งชุน หลงติง แล้ว ก็คือ ข้าวของอุปกรณ์ประกอบการฝึก ที่เอามาให้เหล่านักสู้ซัดแตกกระจุยกระจายนั่นเอง … อาจจะไม่โดดเด่นทัดเทียมกับฉากฝึก 35 ด่านเส้าหลินของ The 36th Chamber of Shaolin แต่ซีนฝึกยุทธ์ที่ปูพื้นความฉกาจฉกรรจ์ของกลุ่ม The Venoms ซีนนี้ ก็เปี่ยมสีสัน และอยู่ในระดับ ‘คลาสสิค’ ตลอดกาล

30. Fist of Legend – 1994

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : กอร์ดอน ชาน

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง, หยวนชุนอี้, หยวนเจิ้งเหยิน

แสดง : หลี่เหลียนเจี๋ย, เฉินเสี่ยวหาว, โจวเพ่ยหลุย, ยาสุอากิ คุราตะ

นี่คือหนังรีเมคที่ยอดเยี่ยมน่าประทับใจสุด ๆ ของ Fist of Fury อันโด่งดังของ บรูซลี

และมันก็เป็นหนึ่งในหนังรีเมคเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ทำได้ดีไม่แพ้ต้นฉบับ!! … ผู้กำกับ กอร์ดอน ชาน ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นมาสเตอร์พีซของเขา ด้วยการรวบรวมสี่ดารากังฟูร่วมสมัยอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ย, เฉินเสี่ยวหาว, โจวเพ่ยหลุย และ ยาสุอากิ คุราตะ มาอยู่ด้วยกัน แค่นี้หนังก็เริ่มเปล่งรัศมีเจิดจ้าแล้ว แต่นี่ยังท่วมท้นไปด้วยฉากแอคชั่นสุดมันส์อีก ก็ยิ่งทำให้หนังศิลปะป้องกันตัว เรื่องนี้ถูกกล่าวถึงในแง่บวกเรื่อยมา

ฉากเด็ด นอกจากตัวหนังจะเป็นผลงานที่ดีที่สุด ของผู้กำกับและนักแสดงแล้ว ฉากแอคชั่นของ Fist of Legend ก็ยังสร้างชื่อเสียงในอเมริกาให้กับผู้ออกแบบคิวบู๊ตระกูล ‘หยวน’ อันประกอบด้วย หยวนหวูปิง, หยวนชุนอี้ และ หยวนเจิ้งเหยิน อีกด้วย (โดยเฉพาะสองคนแรกที่ถูกสองพี่น้องตระกูล วาร์ชอว์สกี้ เชิญให้ไปทำหน้าที่เดียวกัน ในไตรภาคสุดดังของทั้งคู่อย่าง The Matrix!!!) … ซึ่งใครที่ได้ดูแล้ว คงไม่เถียงว่า ท่ามกลางฉากต่อสู้ระดับ ‘Perfect’ ของพวกเขา … ซีนที่ครีเอต และติดตาที่สุดคือ ซีเควนซ์ ‘ปิดตาสู้’ ระหว่างหลี่เหลียนเจี๋ยกับยาสุอากิ คุราตะ ที่ชวนอุทานเหลือเกินว่า ‘คิดได้ไง!!!’

29. Martial Club – 1981

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, เสี่ยวโหว, หลี่คิงจุย

แสดง : หลิวเจียฮุย, หวังหลงเหว่ย, ฮุ่ยอิงหง

ใครจะคิดว่า หวังหลงเหว่ย ก็แสดงเป็นคนดีมีคุณธรรมกับเขาได้!! ที่สำคัญ ดันทำได้ดีเสียอีก!!! เขาควรจะคารวะยกย่องผู้กำกับ หลิวเจียเหลียง ที่จับเขามาแสดงบทบาทเช่นนี้ ส่งผลให้หนังออกมาน่าติดตามเกินคาด! Martial Club เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่ม หวังอินหลิน (ม่ายเต๋อหลอ) ที่ไปมีเรื่องกับ ลู่ซานเหา (หลี่คิงจุย) จอมอันธพาล วันหนึ่ง อินหลินได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับ ซ่านสง (หวังหลงเหว่ย) ยอดยุทธ์ที่ซานเหาเชิญมา ร้อนถึง หวงเฟยหง (หลิวเจียฮุย) คู่หูของอินหลิน ที่ทนเห็นเพื่อนเจ็บไม่ได้ จึงรีบบุกไปหาซ่านสง หวังเรียกร้องความเป็นธรรม จนเกิดการประลองกันขึ้น … หนึ่งในผลงานสุดคลาสสิค ของหลิวเจียเหลียง ที่อัดแน่นไปด้วยคิวบู๊สุดระทึก พร้อมกับการแสดงอันยอดเยี่ยม ของหวังหลงเหว่ย ที่ขโมยซีน นักแสดงทุกคนในเรื่องได้อย่างหมดจด จนทำให้ ‘จอมยุทธ์ซ่านสง’ ของเขา กลายเป็นตัวละครที่ดีที่สุดของหนัง ทั้งยังเป็น บทบาทการแสดงที่ดีที่สุด บทหนึ่งในชีวิตนักแสดงของดาวร้ายหน้าหนวดผู้นี้อีกด้วย

ฉากเด็ด แน่นอนล่ะว่า ฉากไคลแมกซ์ที่ หลิวเจียฮุย กับหวังหลงเหว่ย ซัดกันนัวเนีย 10 กว่านาที ด้วยมวยกังฟูหลากสไตล์ในตรอกแคบ 3 ฟุต คือ ฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่อง แม้ว่าจะสู้กันในซอกแคบ ๆ แต่ทั้งคู่ก็ยังงัดวิทยายุทธ์ออกมาสาดระดมใส่กัน จนกำแพงทะลุ … จึงไม่น่าแปลกใจที่ฉากนี้ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มฉากพะบู๊สุดเก๋า ที่แฟนหนังกังฟูคลาสสิคพากันหลงใหลคลั่งไคล้เป็นที่สุด!!

28. Executioners from Shaolin – 1976

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง

แสดง : เฉินกวนไถ้, หลอลี่, หวังยี่

นี่คือหนังฮิตระดับโลกอีกเรื่องของ หลิวเจียเหลียง และตัวละคร ไป๋เหม่ย ในเรื่องยังสร้างชื่อให้ หลอลี่ กลายเป็นดาวร้ายคลาสสิคในฐานะศิษย์ทรยศของเส้าหลิน ที่สมคบกับแมนจูวางเพลิง วัดเส้าหลินจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง จนคนหนุ่มผู้รักชาติ หงซีกวน (เฉินกวนไถ้) ต้องเก็บตัวฝึกวิชากว่า 10 ปี เพื่อมาชำระแค้นกับไป๋เหม่ย แต่ก็ยังพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนลูกชายนั่นคือ หงเหวินติ้ง (หวังยี่) ต้องคิดค้นวิชาพยัคฆ์กระเรียนไปล้างแค้นให้บิดา … เมื่อเข้าฉายในอเมริกา มันสามารถยืนอยู่ในกลุ่มหัวแถวของหนังกังฟูทำเงิน และกลายเป็นหนังในดวงใจของชมรมคนรักหนังกังฟูอย่างไม่ต้องสงสัย หนึ่งในนั้นคือ ผู้กำกับหน้ายาว เควนติน ทารันติโน ที่ชื่นชอบจนถึงขั้นคิดจะเชิญหลอลี่มารับบทไป๋เหม่ย ในหนังไหว้ครูภาคสอง ของเขาอย่าง Kill Bill : Volume 2 อีกด้วย (แต่เมื่อหลอลี่ป่วยหนัก และชิงเสียชีวิตไปเสียก่อน บทนี้จึงไปตกอยู่ในมือของ หลิวเจียฮุย ที่รับบท จอห์นนี่ โม หัวหน้าแก๊ง 88 คนคลั่งในภาคแรกแทน) ขณะที่ทางฝั่งนักวิจารณ์ แม้จะพร่ำบอกว่า ทุกอย่างในหนัง เป็นไปตามสูตรสำเร็จซ้ำซาก ทว่ายังเผลอชมออกมาว่า พล็อตเรื่องต้านชิงกู้หมิง, อารมณ์ขัน และฉากแอคชั่น ในระดับกำลังพอดีของหนังเรื่องนี้ ทำได้ลงตัวมาก ๆ และว่ากันว่า บทนักพรตคิ้วขาวนี้ คือบทวายร้ายที่ดีที่สุดของหลอลี่เลยทีเดียว

ฉากเด็ด สำหรับเรา … ซีเควนซ์ที่โดดเด่นที่สุดของ Executioners from Shaolin คือฉากพะบู๊ระหว่างเหล่าศิษย์วัดเส้าหลินกับพวกแมนจู ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งมีดารากังฟูชื่อดังมากมายร่วมแสดง แต่ทุกคนก็ต้องยอมสยบแทบฝ่าเท้า ของตัวประกอบเล็ก ๆ (ในยุคนั้น) อย่างหลิวเจียฮุย ที่มาโผล่หน้าปรากฏตัวในฉากนี้เพียงฉากเดียว (ก่อนจะตายอย่างเท่มาก ๆ และโชว์ลีลาความสามารถในการ ‘ขโมยซีน’ ไปเต็ม ๆ)

27. The Avenging Eagle – 1978

ประเภท : Wuxia Pien

กำกับ : ซุนจง

กำกับคิวบู๊ : ตงเจีย, หวงเพ่ยจื่อ

แสดง : ตี้หลุง, อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง, กุ๊ฟง

หนังกำลังภายในมักขาดแคลนสาระ ส่วนหนังสาระมักขาดแคลนกำลังภายใน แต่แล้ววันหนึ่ง ซุนจง ก็ทำให้หนังกำลังภายในมีสาระขึ้นมาจนได้! นี่คือก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ในสายงานการกำกับหนังของซุนจง ผลงานของเขาพัฒนาก้าวหน้า ไปจากหนังศิลปะการต่อสู้แบบที่เรา ๆ คุ้นเคย ด้วยการเพิ่มแง่มุมเชิงดราม่าเรียกน้ำตา และปูมหลังของตัวละคร แฝงสาระเกี่ยวกับ ปรัชญาการล้างแค้น รวมไปถึงการ เชือดเฉือนด้วยคำพูด ที่น่าประทับใจในหลายฉากหลายตอน … มันทำให้หนังเรื่องนี้ ‘ไม่ธรรมดา’ และขึ้นแท่น ‘หนังคลาสสิค’ ไปอย่างชนิดไร้ข้อกังขา

ฉากเด็ด คงไม่มีใครกล้าเถียงว่า ตัวละครทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีมิติทางอารมณ์ และดูมีเลือดเนื้ออย่างกับมนุษย์จริง ๆ โดยเฉพาะซีนไคลแมกซ์ที่ ตี้หลุง พูดกับ กุ๊ฟง ว่า “คิดเลี้ยงคนให้เติบโต เป็นเรื่องง่าย แต่คิดจะปลูกฝังจิตใจคน เป็นเรื่องยาก” … ลำพังแค่อ่านนี่ก็ทึ่งกับฝีมือคนเขียนบท (‘สองประสาน’ … กิมย้ง และ อี้กวง!!!) แทบใจขาดดิ้นอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อปรากฏอยู่ในหนัง ร่วมด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยมของคู่ดารานำ บทพูดเฉียบคมดังกล่าว ก็กลายเป็นคำพูดบาดลึก และให้ความรู้สึกซาบซึ้งเหลือเกิน

26. The Chinese Boxer – 1970

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หวังอยู่

กำกับคิวบู๊ : ตงเจีย

แสดง : หวังอยู่, หลอลี่, หวังผิง, ชิวหง

หลายคนยกย่องให้ นี่เป็นหนังกังฟูฮ่องกงขนานแท้เรื่องแรก! ก่อนที่จะแพร่พันธุ์ และพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ … และยังเป็นงานสร้างให้กับ หวังอยู่ ผู้กำกับสุดเพี้ยน (ควบตำแหน่งดารานำในเรื่องด้วย) … เล่าเรื่องของ ศิษย์สำนักกังฟูที่ซุ่มฝึกวิชาฝ่ามือเหล็ก เพื่อล้างแค้นให้อาจารย์ของเขา ที่ตายด้วยน้ำมือของนักสู้ญี่ปุ่น … ด้วยพล็อตน่าเบื่อเช่นนี้ บวกกับตัวละครร้าย ๆ (โดยเฉพาะนักสู้แดนปลาดิบที่แสดงโดย หลอลี่) และฉากแอคชั่นเชื่องช้า!! ทำให้ The Chinese Boxer ไม่ป็อปปูลาร์ในวงกว้างเหมือนหนังกังฟูทั่วไป แต่ด้วยรูปแบบผิดมาตรฐาน และเสน่ห์แบบประหลาด ๆ ก็ทำให้มันได้รับการยกย่องว่า ไม่มีหนังกังฟูเรื่องไหนเจ็บเท่าอีกแล้ว …

ฉากเด็ด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฉากไคลแมกซ์ที่ตัวละครของหวังอยู่ ต้องดวลกับ 3 วายร้ายชาวญี่ปุ่น (หลอลี่, เฉินซิง และ หวังจง) เป็นฉากที่น่าจดจำที่สุดของ The Chinese Boxer … เหลือเชื่อว่า องค์ประกอบพื้น ๆ ของหนังศิลปะการต่อสู้อย่าง ‘เลือดปลอม’ เท่านั้น ที่ทำให้ฉากนี้น่ากลัว น่าสยดสยอง แต่ขณะเดียวกัน มันก็โดดเด่นมาก เสียจนเรายังเห็นฉากแบบนี้ในหนังใหม่ ๆ ที่สร้างกันออกมาทุกวันนี้ และคงไม่ผิดถ้าเราจะกล่าวว่า นี่คือหนึ่งในซีเควนซ์พะบู๊คลาสสิค ที่ยอดเยี่ยมที่สุดซีเควนซ์หนึ่งที่เคยมีการสร้างมา

25. Warriors Two – 1978

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : หงจินเป่า, ฟางฮักออน, ฮุ่ยอี้ชาน

แสดง : เหลียงเจียเหยิน, คาสโนวา หว่อง, หงจินเป่า, ฟางฮักออน

ถ้าเอ่ยถึงคนทำหนังกังฟูแนวตลกมือวางอันดับต้น ๆ ของโลก ต้องมีชื่อ หงจินเป่า ด้วยเสมอ จากลีลา ‘อนุรักษ์นิยม’ ที่หยิบเอามุขตลกมาผสมผสานเข้ากับกังฟูได้อย่างลงตัว … Warriors Two เป็นหนึ่งในหนังกังฟูคอเมดี้ที่ฉลาด และร้ายกาจที่สุดของเขา ว่าด้วยชะตากรรมของ เฉินหัว (คาสโนวา หว่อง) เสมียนหนุ่มในโรงรับจำนำ ที่แม่และอาจารย์ถูกเหล่าร้ายฆ่าตาย เขาจึงหลบหนีไปฝึกฝนวิชา เพื่อที่จะกลับมาแก้แค้น (อีกแล้ว) … หนังเต็มไปด้วยฉากแอคชั่น ศิลปะการต่อสู้สุดระทึก ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้เหล่านักแสดงโชว์ลีลาบู๊กัน ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น คาสโนวา หว่อง, ฟางฮักออน และ หลี่ไห่เซิง แต่ที่โดดเด่นที่สุด … กลับเป็นตัวละครที่โดนฆ่าตาย ในช่วงกลางเรื่อง ‘เหลียงจ้าน’ (ตัวละครเดียวกันกับที่ หยวนเปียว แสดงใน The Prodigal Son นั่นแหละ) ที่แสดงโดย เหลียงเจียเหยิน …

ฉากเด็ด ฉากแอคชั่นที่ขึ้นชื่อที่สุดของ Warriors Two คือ ฉากการตายของเหลียงจ้าน ในช่วงกลางเรื่อง ที่กินความยาวเกือบ 4 นาที ซึ่งหงจินเป่า ในฐานะผู้กำกับ ก็ไม่ทำให้ 4 นาทีนี้สูญเปล่า เขาใช้การแสดงที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเหลียงเจียเหยิน พร้อมทั้งมุมกล้องที่สร้างความกดดัน และหวาดหวั่น สร้างพลังให้กับฉากนี้ได้ไม่น้อย ซึ่งนอกจากจะทำให้คนดูช็อก ไปกับการฆ่าตัวละครยอดยุทธ์ฝีมือดีที่สุดของหนังแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็น นักบู๊ตัวฉกาจของเฮียเหลียงเขาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

24. Dance of the Drunken Mantis – 1979

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หยวนหวูปิง

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง, หยวนชุนอี้

แสดง : หยวนเสี่ยวเถียน, หยวนชุนอี้, หว่องจังลี

นี่เป็นหนึ่งในหนังที่ถูกมองว่า สร้างตามกระแส ‘Drunken Fever!!’ ซึ่งคุณภาพของหนังเหล่านี้ มักห่วยมากถึงห่วยที่สุด ยกเว้นหนังเรื่องนี้ที่ถึงจะถูกมองว่าเป็น ‘ของปลอม’ แต่ Dance of the Drunken Mantis หรือ Drunken Master 2 ฉบับเก๊เรื่องนี้ ก็ยังเป็นหนังกังฟูชั้นเยี่ยม ที่สร้างออกมาได้ตามมาตรฐานของผู้กำกับ หยวนหวูปิง … หนังมีงานสร้าง ที่อยู่ในขั้นกล้ำกลืนฝืนทน, ตัวละครแปลกประหลาด และการเดินเรื่องสุดทื่อ ทว่าคิวบู๊ กลับออกมาตรงกันข้าม หยวนหวูปิงออกแบบฉากต่อสู้ได้ยอดเยี่ยม ไม่แพ้งานยุคหลัง ๆ ของเขาเลย ร่วมด้วยการตัดต่อภาพ ชั้นเซียน ที่ทำให้หนังออกมามันส์ระเบิด

ฉากเด็ด หนังมีฉากแอคชั่นผาดโผน และการต่อสู้สุดมันส์มากมาย โดยเฉพาะการดวลด้วย ‘จอกเหล้า’ และ ‘โต๊ะ’ ในโรงเตี๊ยมระหว่าง ‘สองผู้เฒ่า’ หยวนเสี่ยวเถียน กับ หว่องจังลี (คนแรกนอกจากจะเป็นผู้เฒ่าจริง ๆ แล้ว ยังเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของหยวนหวูปิงอีกต่างหาก … นัยว่า พ่อลูกเชื้อไม่ทิ้งแถว) ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก บางคนถึงกับบอกว่า มันอยู่บนหิ้งคลาสสิคเลยทีเดียว!!

23. Drunken Master 2 – 1994

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, ทีมสตั๊นท์แมนของ เฉินหลง

แสดง : เฉินหลง, เหมยเยี่ยนฟาง, ตี้หลุง, หลอฮุ่ยกวง

แม้ ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ ภาคแรก จะมีคนชื่นชมว่า ‘ยอดเยี่ยม’ แต่ภาคสองที่ได้ หลิวเจียเหลียง มารับหน้าที่ผู้กำกับแทน หยวนหวูปิง นี้ กลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ทำให้หนังประสบความสำเร็จ อย่างมากทั้งในฮ่องกง และอเมริกา แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็น เครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า หลิวเจียเหลียง ยังคงครองตำแหน่งผู้กำกับหนังกังฟูที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา … เรื่องของ หวงเฟยหง (เฉินหลง) เด็กหนุ่มผู้เชี่ยวชาญวิทยายุทธแปดเซียนเมาเหล้า ที่ได้เข้าไปพัวพันกับ แผนลักลอบสมบัติข้ามชาติของเหล่าร้าย (ที่มีทั้งคนจีนและคนฝรั่ง) สุดท้ายเขาจึงเข้า ทำลายแผนการนี้ ด้วยวรยุทธ์หมัดเมาอันร้ายกาจของเขา … ภาคแรกนั้น ดราม่าน้อย, แอคชั่นเยอะ แต่ภาคนี้จะมีดราม่ามากขึ้น, สนุกมากขึ้น และไม่จำเป็นต้อง ดูภาคแรกมาก่อนก็ได้ เฮียจมูกโต เฉินหลง หรือ แจ็คกี้ ชาน ของชาวฮอลลีวู้ด … ดูท็อปฟอร์มมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ เนื่องจากเขาสามารถผสมผสาน อารมณ์ตลกโปกฮา เข้ากับฉากแอคชั่นเสี่ยงตายได้สุดเนียน โดยมีนักแสดงหญิงมือทอง เหมยเยี่ยนฟาง คอยปล่อยมุขเสริมตลอดเรื่อง …

ฉากเด็ด เหลือเชื่อว่า สตั๊นท์แมนเชื้อสายไทยอย่าง วิโรจน์ แซ่โล้ว (หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ หลอฮุ่ยกวง หรือ Ken Lo นั่นเอง) เมื่อมาขึ้นจอร่วมกับเฉินหลง (แถมในฐานะวายร้ายเสียด้วยสิ!) กลับขโมยซีนพระเอกจมูกโตได้อย่างสุดฤทธิ์ … ไม่ว่าจะเป็นฉากเปิดตัวลีลายุทธ์สุดเท่ของเขา ที่เฮียเฉินถึงกับลอยละลิ่วกระแทกโต๊ะพัง เมื่อเจอเท้าของพี่วิโรจน์เข้าไป ไม่นับฉากพะบู๊ไคลแมกซ์ ที่บอดี้การ์ดในชีวิตจริง ของเฉินหลงผู้นี้ เตะเจ้านายของเขาชนิดไม่ยั้ง … ด้วยลูกเล่นในการตัดต่อ บวกกับฝีมือการแสดงฉากแอคชั่นที่ยอดเยี่ยมของหนุ่ม Ken นี่เอง ทำเอาทุกกระบวนยุทธ์หมัดเมา ของเฉินหลงดูจืดชืดไปเสียฉิบ …

22. Five Shaolin Masters – 1974

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : จางเชอะ

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, หลิวเจียหย่ง

แสดง : ตี้หลุง, อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง, เดวิด เจียง, ชิกวนชุน, เมิ่งเฟย

หนึ่งในหนังกังฟูรวมดาวที่ดีที่สุดของชอว์บราเดอร์ส ผู้กำกับ จางเชอะ นำเอาห้าเทพบุตรสุดหล่อ (ในยุคนั้น) อย่าง ตี้หลุง, เดวิด เจียง, ชิกวนชุน, เมิ่งเฟย และ อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง มาปะทะกับทีมดาวร้ายทั้งห้า อันประกอบด้วย ไฉ่หวัง, กังโด, ฟางฮักออน, เหลียงเจียเหยิน และ หวังหลงเหว่ย!! ร่วมด้วยคิวบู๊ฝีมือ หลิวเจียเหลียง และ หลิวเจียหย่ง … หนังเล่าเรื่อง ในช่วงหลังจากที่วัดเส้าหลิน ถูกพวกแมนจูเผาราบเป็นหน้ากลอง เมื่อห้าลูกศิษย์ฆราวาสฝีมือดีที่หนีรอดมาได้ รวมตัวกัน และตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชา เพื่อรอวันล้างแค้น … ด้วยการคลุกเคล้าส่วนผสมต่าง ๆ ให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี ทำให้หนังเรื่องนี้ไ ปได้ไกลกว่าหนังประเภทเดียวกันเรื่องอื่น ๆ ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว มันก็เป็นการเล่นวนเวียนกับอะไรเดิม ๆ อยู่นั่นเอง …

ฉากเด็ด Five Shaolin Masters ได้ดาราดัง ๆ หลายคนมาร่วมแสดงในฐานะตัวประกอบ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า คนที่โดดเด่นที่สุดคือ กอร์ดอน ลิว หรือ หลิวเจียฮุย ที่ถึงแม้จะโผล่มาเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ฉากที่ ‘หลวงจีนซานเต๋อ’ เวอร์ชั่นผมดกดำ ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือเมิ่งเฟยนั้น ถือเป็นหนึ่งในฉาก ที่น่าจดจำที่สุดของหนังเลยทีเดียว

21. King Boxer – 1972

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : เจิ้งจางเหอ

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, เฉินชวน

แสดง : หลอลี่, หวังผิง, ชิวหง

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ เจิ้งจางเหอ เรื่องนี้ ถูกใจคอหนังกังฟูใต้ดินทั่วโลกสุด ๆ ด้วยกลิ่นอายความเป็นหนังคัลต์ที่โชยหึ่งอย่างรุนแรง (เพราะรูปแบบกังฟูแอคชั่นแบบนัน-สต็อป

ฆ่ากันเลือดสาดทั้งเรื่องของมันนั่นเอง … ) ทั้งยังทำให้ หลอลี่ กลายเป็นหนึ่งในดารากังฟู ที่คนทั่วโลกรักมากที่สุดอีกด้วย … ตอนออกฉายครั้งแรกในประเทศบ้านเกิด ชอว์บราเดอร์ส เจ้าของหนังไม่รู้จะทำการตลาดยังไงเลยทำให้ King Boxer เจ๊งแถมโดนด่าเละ อีกทั้งพระเอกของเรื่องก็ถูกติจุบ ๆ จิบ ๆ ว่าหน้าตาไม่หล่อบ้าง, รูปร่างไม่เท่บ้าง, แสดงหนังห่วยแตกบ้าง … แต่ก็ใช่ว่าโชคดีจะไม่เข้าข้างเสมอไป เมื่อ Warner Brothers ซื้อมันมาฉายที่อเมริกา ด้วยจำนวนเงินเพียง 300,000 ดอลลาร์ พร้อมกับถูกตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Five Fingers of Death และออกฉายในฤดูใบไม้ผลิปี 1973 มันโกยเงินไปกว่า 3,000,000 ดอลลาร์ จนปักหลักฉายในสหรัฐฯ และอีกหลาย ๆ ประเทศแถบยุโรปอยู่นานหลายปี อีกทั้งยังสร้างกระแส ‘Crazy Kung Fu’ ไปทั่วโลกด้วย และมีแฟนหลายคนประกาศว่า “ฉันดูมาแล้วกว่า 100 รอบ!!”

ฉากเด็ด เควนติน ทารันติโน เคยกล่าวไว้ว่า King Boxer คือ หนึ่งในแรงบันดาลใจ ให้กับหนังเรื่อง Kill Bill Vol. 1–2 ของเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเราเห็นอยู่ฉากหนึ่ง ในหนังต้นแบบที่ ตงหลิน ควักลูกตาของ หนานกังฟาน ออกมา เหมือนกันเปี๊ยบกับสิ่งที่ อูม่า เธอร์แมน ทำกับ ดารีล ฮันนาห์ ในหนังคารวะเลย (แต่ดูน่าแหวะอี๋กว่ามาก)

20. Master of the Flying Guillotine (1976)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หวังอยู่

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, หลิวเจียหย่ง

แสดง : หวังอยู่, จินกัง, หลงชุนเอ๋อ

สองปีหลัง The Flying Guillotine หนังกังฟูไฟท์ติ้งที่ดีที่สุดของ เหอเมิ่งหัว ออกฉาย…หวังอยู่ ก็ได้หยิบอาวุธจักรโลหิตในเรื่องนั้น มาดัดแปลงเป็นผลงานมาสเตอร์พีซสุดคลาสสิคของเขาที่ชื่อ Master of the Flying Guillotine…เรื่องราวของ ฮงเซ้งบ่อกี้ (จินกัง) ที่ออกตามฆ่า หยีเทียนหลง (หวังอยู่) จอมยุทธ์แขนด้วน เพื่อแก้แค้นให้กับศิษย์สองคนที่ถูกไอ้ด้วนฆ่าตาย.. ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้เรื่องนี้ รวมเอาทั้งความสนุก และแหวกแนวไว้ด้วยกัน มันเต็มไปด้วยฉากต่อยเตะ และสเปเชี่ยลเอฟเฟคต์ที่สร้างขึ้นแบบง่าย ๆ (เช่น การเดินบนกำแพงของหวังอยู่ หรือศีรษะที่หมุนได้รอบทิศของ จินกัง) นอกจากพล็อตเรื่องแล้ว ตัวละครรวมถึงทุกฉากทุกซีน ล้วนไม่ต่างจากหนังการ์ตูนแอคชั่น (กังฟู) สักเรื่อง (ซึ่งเราก็เชื่อว่า ผู้สร้างตั้งใจให้หนังออกมาเป็นแบบนี้) แม้ว่ามันจะดูบ้า ๆ บอ ๆ แต่หนังเรื่องนี้ก็คือ บทพิสูจน์การบริหารงานสร้าง ด้วยงบประมาณอันจำกัด ภายใต้ความทะเยอทะยานอันสูงล้น และเป็นกรณีศึกษาที่ว่าด้วยการนำเงินทุนเพียงน้อยนิด มาสร้างเป็นหนังที่สนุกมหาศาล

ฉากเด็ด ใครที่เป็นแฟนหนังของหวังอยู่ และลูกเล่นหลุดโลกของเขา ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง!! เพราะ Master of the Flying Guillotine อุดมไปด้วยสไตล์อันหวือหวา, รุนแรง และเอามันเข้าว่า โดยเฉพาะแขนทั้งสองข้างที่ยืดหดได้ ของนักสู้ผิวคล้ำเชื้อสายแขก ซึ่งทีมงานสามารถทำออกมาได้ดูตะกุกตะกัก และพิลึกพิลั่นดีจริง ๆ…อยากขอแนะนำทุกท่านว่า น่าจะลองหาหนังเรื่องนี้มาชมกันสักครั้ง แล้วจะติดใจ!

19. SPL (2005)

ประเภท : Action, Martial Arts, Drama

กำกับ : เยี่ยฮุ่ยชุน

กำกับคิวบู๊ : เจินจื่อตัน, เคนจิ ทานิกาคิ (ผู้ช่วย), เหยินหัว (ผู้ช่วย)

แสดง : หงจินเป่า, เยิ่นต๊ะหัว, เจินจื่อตัน, อู๋จิง

นี่คือหนังแอคชั่นฮ่องกงที่ดีที่สุดและประสบความสำเร็จที่สุดแห่งปี 2005!!!…ว่าด้วยสงครามระหว่างสองตำรวจ (เยิ่นต๊ะหัว และ เจินจื่อตัน) กับเจ้าพ่ออาชญากรรม (หงจินเป่า) ที่ยุติปัญหาความขัดแย้งด้วยกำปั้น, เท้า และลูกปืน…หนังตำรวจชกกับผู้ร้ายเรื่องนี้ ได้รับการยกย่องในแง่ชั้นเชิงการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการใส่รายละเอียดที่ลึกซึ้งให้กับตัวละคร, การวางปมดราม่าให้คนดูเกลียดคนร้ายไม่ลง รวมไปถึงคิวบู๊ฉากต่อสู้ที่ระเบิดออกมาได้ระห่ำสะใจมาก ๆ ลีลาแอคชั่นที่ปรากฎบนจอแทบทุกช่วง หวือหวาน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง…หนังได้สองผู้กำกับที่ ‘เจ๋ง’ ในคนละด้าน อย่าง เจินจื่อตัน และ เยี่ยฮุ่ยชุน เข้ามาคุมงานร่วมกันได้อย่างเข้าขา ทำให้ SPL กลายเป็นหนังแอคชั่นร่วมสมัยที่ผสมผสานศิลปะการต่อสู้เข้ากับความหม่นมืด และอาชญากรรมที่เข้มข้น ได้อย่างกลมกลืน อย่างที่นักวิจารณ์ฮ่องกงท่านหนึ่งพูดว่า “SPL เป็นหนังที่คนดูหนัง และคนทำหนังไม่ควรพลาด”

โดยรวมแล้ว SPL อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตของหนังศิลปะการต่อสู้ฮ่องกง แต่มันก็ทำให้เราอุ่นใจขึ้นได้ในระดับหนึ่งว่า หนังประเภทนี้ไม่มีวันสูญสิ้น หรือถึงจุดอิ่มตัวอย่างแน่นอน…

ฉากเด็ด สไตล์เฉพาะตัวในการออกแบบท่าต่อสู้ของเจินจื่อตัน ก็คือ รวดเร็ว, แข็งกร้าว และเต็มไปด้วยอารมณ์สะพรึง ซึ่งมีให้เห็นครบถ้วนในฉากต่อสู้ระหว่างเขากับนักบู๊เลือดใหม่อย่าง อู๋จิง…มันเป็นการแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์ที่น่าตื่นเต้นระหว่าง ‘กระบองตำรวจ’ กับ ‘มีดยาว’ ในตรอกแคบ ที่เร้าใจผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง…เรียกว่า ฉากแอคชั่นสุดระทึกฉากนี้ ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเจินจื่อตัน ในฐานะผู้กำกับคิวบู๊เลยก็ว่าได้… และคุณอาจจะไม่ได้เห็นฉากต่อสู้ในที่แคบแบบนี้ที่ไหนอีกแล้ว

18. My Young Auntie (1980)

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, หลี่คิงจุย, เสี่ยวโหว

แสดง : ฮุ่ยอิงหง, หลิวเจียเหลียง, เสี่ยวโหว

จะมีหนังกังฟูสักกี่เรื่อง ที่นักแสดงนำหญิงของเรื่อง คว้ารางวัลหนังฮ่องกงประจำปี สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม!? จริง ๆ แล้วคำกล่าว (กึ่งโฆษณา) ที่ว่าอาจจะไม่จำเป็นเลย เพราะสำหรับนักดูหนังกังฟูท่านชายจำนวนไม่น้อย แค่บทบาทการแสดงของ ฮุ่ยอิงหง เพียงอย่างเดียว ก็หนักแน่นเกินพอที่จะทำให้หลายคนตัดสินใจดูหนังเรื่องนี้แล้ว…บทอาสะใภ้รอง เฉินไต้หนาน นี้

คือบทบาทที่ดีที่สุด อันเปิดโอกาสให้ฮุ่ยอิงหงได้ฉายฝีมืออย่างเต็มที่ และเธอก็เล่นได้ดีจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวหญิง, สาวบ้านนอกคอกนา, จอมยุทธ์หญิง และเซ็กซ์ซิมโบล (!?) จนคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของฮ่องกงในปี 1981 ไปครองได้อย่างสบายอุรา

กล่าวโดยรวม ๆ แล้ว…My Young Auntie คือหนังกังฟูที่สนุกสนานกับการเล่นมุขตลกล้อเลียน พร้อมทั้งได้สอดแทรกประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างของวัฒนธรรม และช่องว่างระหว่างวัย ในแง่มุมขำ ๆ ซึ่งเราพูดได้คำเดียวว่า ‘ไม่น่าพลาด’

ฉากเด็ด ถือเป็นฉากแอคชั่นที่โดดเด่นที่สุดของเรื่องเลยก็ว่าได้ กับฉากตะลุยรังเหล่าวายร้ายในยามวิกาล ที่มีคู่ย่าเหลน (ในเรื่อง) คอยโชว์ลีลากังฟูผนวกกายกรรม เรียกร้องความสนใจจากผู้ชมได้เจ๋งสุด ๆ ทั้งตีลังกา, กลิ้งตัวหลบหลีก ไปจนถึงศิลปะการต่อสู้ ที่มีให้ชมกันอย่างจุใจ และอีกเหตุผลที่ออกจะส่วนตัวสำหรับผู้เขียนนิด ๆ ก็คือ ชอบการแสดงของเจ๊ฮุ่ยอิงหง กับ เฮียเสี่ยวโหว ในฉากนี้จัง… ดูเหมือนการผจญภัยของคู่รักคู่หนึ่งเลยเชียว!

17. Ninja in the Dragon’s Den (1982)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หยวนขุย

กำกับคิวบู๊ : หยวนขุย, เมิ่งไห่

แสดง : หลี่หยวนป้า, ฮิโรยูกิ ซานาดะ, หว่องจังลี

นี่คือหนังศิลปะการต่อสู้สไตล์นินจาที่ดีที่สุดของฮ่องกง!! นักบู๊ระดับพระรอง หลี่หยวนป้า สมัยยังหน้าเด๋อ

(และยังไม่ตกอับ) แสดงหนังเรื่องแรกเป็น อาจิง เด็กหนุ่มที่ต้องปกป้องผู้เฒ่าเมืองยุ่น จากเหล่าบุรุษชุดดำผู้ลึกลับที่นำทีมโดย เจินมู่ (ฮิโรยูกิ ซานาดะ)… นี่เป็นหนังกังฟูคลาสสิคทุนสูงอีกเรื่องที่ใช้ทรัพยากรมนุษย์ (และธรรมชาติ) ได้อย่างคุ้มค่า ความเจ๋งของหนังอยู่ที่การดีไซน์ท่าต่อสู้สุดโอเวอร์ของ หยวนขุย ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง, การตัดต่อ, อุปกรณ์ประกอบฉาก รวมไปถึงฉากหลัง… ทุกอย่างล้วนทำให้ฉากแอคชั่นของ Ninja in the Dragon’s Den โดดเด่นเหนือกาลเวลา… ซึ่งหมายรวมถึงความมันส์สะใจระหว่างชมด้วยอย่างแน่นอน

ฉากเด็ด ฉากแอคชั่นที่น่าสนใจที่สุดของ Ninja in the Dragon’s Den คือ ฉากพะบู๊ในเจดีย์ของคู่พระเอก ฮิโรยูกิ ซานาดะ กับหลี่หยวนป้า…มันเป็นการจับคู่ศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองแขนงแห่งโลกตะวันออก ซึ่งสร้าง ‘เสน่ห์’ ให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างเหลือล้น นอกจากนี้ หนัง ‘นินจาในถ้ำมังกร’ ก็ยังมีฉากแอคชั่นหมัดมวยระดับมหัศจรรย์จำนวนมากจากฝีมือของหยวนขุยและ เมิ่งไห่ อย่างการดวลบนไม้ต่อขาของหลี่หยวนป้า และฉากไคลแมกซ์ ที่เป็นการต่อสู้แบบสองรุมหนึ่งระหว่างซานาดะกับหลี่หยวนป้า vs. หว่องจังลี ก็น่าจดจำไม่แพ้กัน

16. Once Upon a Time in China 2 (1992)

ประเภท : Martial Arts, Wire Fu

กำกับ : ฉีเคอะ

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง

แสดง : หลี่เหลียนเจี๋ย, เจินจื่อตัน, กวนจือหลิน, สงฉินฉิน

หลังจากที่สามารถพลิกโฉมหนังกำลังภายในได้สมดังความตั้งใจแล้ว… ฉีเคอะ ก็หันมาลองของกับหนังกังฟูดูบ้าง โดยจับเอาอดีตนักกีฬาวูซูอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ย มาสวมวิญญาณ ‘หวงเฟยหง’ ในหนังฟอร์มยักษ์ปี 1991 อย่าง Once Upon a Time in China…ผลลัพธ์ที่ได้คือ หนังประสบความสำเร็จถล่มทลาย!!! หนึ่งปีถัดมา ฉีเคอะและหลี่เหลียนเจี๋ย ก็นำภาค 2 ของตำนาน ‘หวงเฟยหง’ (ที่สร้างเครดิตให้กับทั้งคู่มากที่สุด) ออกฉาย ในชื่อ Once Upon a Time in China 2…หนังภาคต่อเรื่องนี้ผสมผสานทั้งแนวคิดทางการเมือง, วัฒนธรรมต่างเชื้อชาติ และฉากแอคชั่นพิศดาร (เข้าขั้นหนังอาร์ท) ได้อย่างกลมกลืน…หลี่เหลียนเจี๋ยแสดงเป็น ‘หวงเฟยหง’ ได้อย่างไร้ที่ติ ขณะที่ เจินจื่อตัน ก็โดดเด่น และน่าจับตามองไม่แพ้กัน (ก็เล่นประกบหลี่เหลียนเจี๋ย แต่รัศมีดาราไม่ถูกกลบหายนี่นา) แม้หนังจะมีเทคโนโลยีด้านภาพรุดหน้า มีฉากต่อสู้สุดระทึก แต่ก็ยังอุตส่าห์เทน้ำหนักให้กับตัวเรื่องราว และตัวละครได้อย่างสมดุลย์ จน ‘สตีเว่น สปีลเบิร์ก แห่งฮ่องกง’ ได้รับคำชมเป็นกระบุงเกวียน นักวิจารณ์ฮ่องกงชื่อดังบางคน ถึงกับยกให้เป็นหนังอันดับหนึ่งแห่งปี!!

ฉากเด็ด ในหนังกังฟูชิ้นมาสเตอร์พีซของฉีเคอะเรื่องนี้ บรรจุฉากต่อสู้ระดับคลาสสิคจำนวนมากเอาไว้ ที่เด็ดสุด สร้างความระทึกที่สุด ก็คือ ฉากพะบู๊ด้วย ‘ไม้ไผ่’ และ ‘พลองผ้า’ ระหว่างหลี่เหลียนเจี๋ยกับเจินจื่อตัน โดยมีกำแพงหินโอบล้อมอยู่รายรอบ อันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง ที่ได้ หยวนหวูปิง มากำกับท่าต่อสู้ให้…อันที่จริง ฉากนี้ตีคู่มากับฉากต่อสู้ในวัดบัวขาว ทว่าด้วยลีลากระบวนยุทธ์ของหลี่เหลียนเจี๋ยและเจินจื่อตัน ร่วมด้วยการถ่ายภาพ, จังหวะตัดต่อ และองค์ประกอบศิลป์ ก็ทำให้คิวบู๊ในที่แคบนี้ แซงหน้าไปได้เล็กน้อย และกลายเป็นฉากต่อสู้ระดับตำนานยากจะลืมเลือน

15. Pedicab Driver (1989)

ประเภท : Martial Arts, Drama

กำกับ : หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : ทีมสตั๊นท์แมนของ หงจินเป่า, เมิ่งไห่, หยวนชุนเหว่ย

แสดง : หงจินเป่า, หลี่จือ, โจวเพ่ยหลุย, หลิวเจียเหลียง

หลังจากสร้างหนังแอคชั่นคอเมดี้ ฮิตติดลมบนติดต่อกันมานานหลายปีแล้ว หงจินเป่า จึงหันมาลองสร้างหนังดราม่า (ปนแอคชั่น) ดูบ้าง…แม้จะไม่ใช่หนังรูปแบบเก่าที่เคยทำ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่หนังยังเป็น ‘แอคชั่นศิลปะการต่อสู้’ ก็เชื่อมือป๋าแซมโม ฮงได้เลย…หนังเล่าเรื่องของสองหนุ่มคู่หูขับรถลาก ม่ายเจี้ยนถัง (ม่อเส้าชง) และหลอตง (หงจินเป่า) ที่ไปตกหลุมรักสองสาว แต่โชคของเจี้ยนถังดันไม่เข้าข้าง เมื่อพบว่า สาวน้อยที่เขากำลังจีบอยู่นั้น เป็นโสเภณีของหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมประจำถิ่น (ปอมฟู) ส่วนหลอตงที่กำลังอินเลิฟ เมื่อพบว่า เพื่อนซี้กำลังตกอยู่ในอันตราย จึงใช้ ‘รถลาก’ และ ‘กังฟู’ ตามไปช่วยทันที… นี่เป็นหนึ่งในหนังบู๊ที่รวบรวมสตั๊นท์แมนชั้น แนวหน้าของฮ่องกงไว้มากที่สุด อาทิ

หลินเจิ้นอิง, หยวนขุย, เสี่ยวโหว, เฉิงหลุง ฯลฯ โดยหงจินเป่าเหมารับหน้าที่หลัก ๆ ในกระบวนการผลิตเองทั้งหมด!…หนังผสมผสานแอคชั่นสุดมันส์ (ขอเน้นว่า ‘มันส์!!’ จริง ๆ) เข้ากับเมโลดราม่าเร้าอารมณ์ได้อย่างกลมกลืนลื่นไหล จนถูกยกย่องให้เป็น หนึ่งในหนังแอคชั่นดราม่าที่ดีที่สุดแห่งยุค’80 เลยทีเดียว

ฉากเด็ด หนังได้รับคำวิจารณ์ที่ดีเกี่ยวกับฉากต่อสู้ ซึ่งเข้มข้นดุเดือด โดยเฉพาะฉากหงจินเป่าปะทะ หลิวเจียเหลียง น่าจะเป็นผู้ชนะในสาขา ‘ขวัญใจมหาชน’ ของผู้รักหนังกังฟูค่อนข้างแน่ เพราะมันเป็นฉากที่ทำออกมาได้น่าตื่นเต้น

เป็นการต่อสู้ที่น่าติดตาม ด้วยฉากหลัง, ตัวละคร, อาวุธ และที่สำคัญ มันเป็นการจับคู่สองปรมาจารย์คิวบู๊ชั้นนำของฮ่องกง ที่จะทำให้ผู้ชมต้องลุ้นระทึกไปกับการแลกหมัดกันของพวกเขา ชนิดแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้…

14. The 36th Chamber of Shaolin (1978)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, ตงฮุ่ยเซิง

แสดง : หลิวเจียฮุย, หลอลี่, หวังยี่, ตงฮุ่ยเซิง

นี่คือ หนึ่งในหนังศิลปะการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮ่องกง!!! ผู้กำกับ หลิวเจียเหลียง ได้รับคำชื่นชม ได้รับการกล่าวขวัญถึงกระบุงโกย…ในการที่เขาจับมือกับ หลิวเจียฮุย น้องชายบุญธรรม แปรรูปหนังกำลังภายในให้กลับไปสู่จุดเริ่มต้น ของประวัติศาสตร์กังฟู นั่นก็คือ การนำเอาวัดเส้าหลิน และการฝึกกำลังภายใน มาใช้เป็นเนื้อเรื่อง… หนังเล่าเรื่องของหนุ่มน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหง ของพวกแมนจู ต่อมาเขาได้เดินทางไปยังวัดเส้าหลินเพื่อฝึกวรยุทธ์ เพื่อที่จะกลับมาแก้แค้นศัตรูที่ฆ่าล้างตระกูลของเขา… หนังประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้เกิดหนังเลียนแบบตามมาเป็นพรวน

และมันก็ขึ้นทำเนียบสไตล์หลักของหนังกำลังภายในแห่งยุค พร้อมทั้งทำให้หัวเหม่งในชุดพระ กลายมาเป็นยี่ห้อของหลิวเจียฮุยอีกด้วย

ฉากเด็ด เนื้อเรื่องของหนังกังฟูสุดคลาสสิคเรื่องนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ทว่า… ฉากแอคชั่นเจ๋ง ๆ กลับถูกบรรจุเอาไว้เพียบ ทีเด็ดสุด อยู่ตรงช่วงเวลาประมาณสี่สิบนาทีกลางเรื่อง เมื่อหลิวเจียฮุยต้องฝึกฝน เรียนรู้วิชาการต่อสู้ทีละขั้นตอนอย่างละเอียด เริ่มจากการฝึกกำลังขา, กำลังแขน, กำลังข้อมือ, การฝึกประสาทสัมผัสตา รวมไปถึงการฝึกหมัดมวย และการใช้อาวุธที่สุดแสนจะพิศดารพันลึก ส่วนนี้ทำได้สนุกมีชีวิตชีวามาก จนได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ฉากฝึกวิทยายุทธ์ที่ดีที่สุดในแวดวงหนังศิลปะการต่อสู้’ พร้อมทั้งได้รับการขนานนามอย่างไม่เป็นทางการว่า ‘คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของโลก

13. Vengeance ! (1970)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : จางเชอะ

กำกับคิวบู๊ : ตงเจีย, หยวนเจิ้งเหยิน

แสดง : เดวิด เจียง, ตี้หลุง, กุ๊ฟง, หวังผิง

ต้นตำรับหนังตระกูล ‘เพื่อเพื่อนสับมันเลย’ ของผู้กำกับ จางเชอะ ที่แม้ฉากหลังของหนังจะเปลี่ยนจากยุทธภพ มาเป็นช่วงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ตัวละครส่วนใหญ ่ก็ยังสมัครใจที่จะถือมีดพร้าไล่เชือดศัตรูคู่อาฆาต โดยไม่คิดจะคว้าปืนมาไล่ยิงกันอยู่ดีนั่นแหละ.. .พล็อตเรื่องคร่าว ๆ ของหนัง ว่าด้วย ปฏิบัติการแก้แค้นให้กับพี่ชายที่ถูกฆ่าตายอนาถของ กวนเสี่ยวหลง (เดวิด เจียง)…Vengeance! ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์คุณภาพของจางเชอะ ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนดูหนังในแง่บวก ที่ได้รับการยกย่องว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกภาพยนตร์ฮ่องกง โดยทีเด็ดของหนัง นอกเหนือไปจากการดวลมีดชนิดเลือดสาด ที่ เควนติน ทารันติโน ต้องขอยืมไปใช้ใน Kill Bill แล้ว หนังยังช็อกคนดูด้วยความรุนแรง และภาพสโลว์โมชั่นสุดพลิ้ว สไตล์เดียวกับ Bonnie and Clyde และ The Wild Bunch แถมท่ามกลางบรรยากาศการต่อสู้ และการตามไล่ล่า ร่วมด้วยการเผชิญหน้ากันแบบเข้าขั้นคลาสสิคของตัวละคร หนังยังสามารถขับเน้นห้วงรักโรแมนติคออกมา ได้บาดลึกในแง่ของอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งตัวละคร…และผู้ดู

ฉากเด็ด ในการตัดสลับระหว่างฉากที่ กวนยู่หลง (ตี้หลุง) ถูกเหล่าอันธพาลนับสิบรุมเชือด และยืนโซซัดโซเซเลือดกระเซ็นกระสายแบบสโลว์โมชั่น กับภาพการแสดงงิ้วที่ใกล้จะปิดม่านนั้น เป็นซีเควนซ์ต่อเนื่องที่ดูดีเกินกว่าที่ ‘เจ้าพ่อหนังกำลังภายใน’ จะปล่อยผ่านมือ…ต้องขอคารวะจางเชอะ ที่แสดงฝีมือการตัดต่อได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการผสมผสาน ‘ศิลปะ’ กับ ‘ความรุนแรง’ เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว จนผู้ชมต้องถูกตรึง ให้หยุดนิ่งด้วยบทสรุปของความรุนแรงอันแช่มช้อยนี้

12. Wing Chun (1994)

ประเภท : Martial Arts, Comedy

กำกับ : หยวนหวูปิง

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง, หยวนชุนอี้, เจินจื่อตัน

แสดง : หยางจื่อฉุง, เจินจื่อตัน, ฉีเส้าเฉียน, หงซิน

หยางจื่อฉุง แสดงเป็น หย่งชุน สาวขายเต้าหู้มาดทอมบอย ที่ช่วยสาวงามนาม เยี่ยเนี้ย (หงซิน) จากพวกโจรร้าย โดยหารู้ไม่ว่า การช่วยคนครั้งนี้ของเธอ จะทำให้เกิดเรื่องวุ่น ๆ ตามมาอีกมากมาย… แฟนหนังกังฟูมหากาพย์ย้อนยุคคงจะไม่ผิดหวังกับผลงานกำกับของ หยวนหวูปิง เรื่องนี้ เพราะองค์ประกอบแบบ ‘Epic’ ที่หนังใส่มา สมบูรณ์แบบมาก คิวบู๊ตระการตายอดเยี่ยม สมศักดิ์ศรีหยวนหวูปิง (โดยเฉพาะฉากพะบู๊บนหลังม้าที่เท่ขาดใจ!!) อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในการแสดงบทคอเมดี้เพียงไม่กี่ครั้งของ นักแสดงนำอย่างหยางจื่อฉุงและ เจินจื่อตัน เสียด้วยสิ!

ฉากเด็ด เทียบกับหนังศิลปะการต่อสู้ทั่ว ๆ ไปแล้ว ความรุนแรงของ Wing Chun อยู่ในระดับน้อยมากถึงน้อยที่สุด (แม้ว่าจะเทียบกับผลงานเรื่องอื่น ๆ ของผู้กำกับที่มาตรฐานปกติ ก็เบาพออยู่แล้วก็เถอะ)… แต่ในส่วนของความครีเอตกลับไม่ได้ด้อยตามเลย เพราะหนังมีฉากแอคชั่นเบา ๆ ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ ‘ฉากแย่งเต้าหู้’ ที่พลิ้วไหว และงดงาม ซึ่งสามารถพิสูจน์ฝีมือของหยวนหวูปิง ในการสร้างฉากแอคชั่นที่ไม่ได้เป็นฉากต่อสู้ได้เป็นอย่างดี… ฉากดังกล่าวนี้ถือได้ว่าคลาสสิคในระดับเดียวกับฉาก ‘เก็บกระดาษ’ ใน Iron Monkey เลยทีเดียว

11. Encounter of the Spooky Kind (1981)

ประเภท : Classic Kung Fu, Horror, Comedy

กำกับ : หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : หงจินเป่า, หลินเจิ้นอิง, หยวนเปียว, ฮุ่ยอี้ชาน

แสดง : หงจินเป่า, จงฝา, เฉิงหลุง, หลินเจิ้นอิง

ที่มาของตำนานหนังคัลต์ชั้นสูงเรื่องนี้ เกิดจากการที่ หงจินเป่า คิดทำการคารวะต่อเรื่องเล่าสยองขวัญสุดโปรดในสมัยเด็กของเขา…เรื่องราวของ จางต้าตั่น (หงจินเป่า) หนุ่มขับรถม้า ที่ร่วมมือกับ ฉีอู่ (จงฝา) หมอผีฝ่ายธรรมะ เพื่อปราบหมอผีฝ่ายอธรรม (เฉิงหลุง)…หนังฝีมือการกำกับของ ‘มังกรอ้วน’ เรื่องนี้ เพียบพูนด้วยฉากชวนสะพรึงสไตล์หนังผีฮ่องกง แต่ขณะเดียวกัน ผู้กำกับก็ยังไม่วายสอดแทรกมุขตลกและฉากพะบู๊ระหว่างคนกับผีเข้าไป จนคนดูทั้งตื่นเต้น, หัวเราะน้ำตาไหล และหลงรักมันไปด้วยพร้อม ๆ กัน…

ฉากเด็ด จะมีฉากไคลแมกซ์ของหนังกังฟูเรื่องไหนอีกที่นำเอา ซุนหงอคง กับ นาจาไทจื้อ ในร่างทรงมาซัดหมัดใส่กัน!! นอกจากความคิดสุดแสนบรรเจิด ที่หงจินเป่านำการเข้าทรงมาประยุกต์กับศิลปะการต่อสู้ ได้อย่างกลมกลืนแล้ว ลีลาบู๊ที่รวดเร็วว่องไวปานวอกที่ไม่น่าเชื่อของเขากับ หยวนเหมี่ยว ก็ทำให้ฉากนี้กลายเป็น หนึ่งในฉากจบที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ของหนังกังฟูไปโดยปริยาย

10. Way of the Dragon (1972)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : บรูซลี

กำกับคิวบู๊ : บรูซลี, ยูนิคอร์น ชาน

แสดง : บรูซลี, ชัค นอร์ริส, เหมียวเข่อซิ่ว

นี่คือหนังฮ่องกงเรื่องแรกที่ยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันในยุโรป!! จึงไม่น่าแปลกใจที่โลเคชั่นและตัวประกอบ จะดูแปลกตากว่าหนังเอเชียเรื่องอื่น ๆ ในยุคนั้น… บรูซลี คือหัวเรือใหญ่ของงานนี้ ด้วยการรับหน้าที่ทีเดียว 3 อย่าง… ทั้งกำกับ, เขียนบท ควบตำแหน่งดารานำ ในผลงานชิ้นที่ 3 ของเขา… เป็นเรื่องของไอ้หนุ่มซินตึ๊งนาม ถังหลง (บรูซลี) ที่เดินทางไปกรุงโรม เพื่อช่วยเหลือญาติ ที่ถูกกลุ่มอิทธิพลมืดรังควาน… นี่อาจจะเป็นครั้งแรก, ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายที่บรูซลีเล่นบทคอเมดี้ ถึงแม้จะไม่ฮาแตก แต่ก็ถือเป็นความแปลกใหม่ที่เราไม่เคยเห็น จากหนังของราชากังฟูหน้าหยกผู้นี้… Way of the Dragon ถ่ายทำที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี บรูซลีดึงนักศิลปะยุทธ์ชาวต่างชาติสามคนมาโชว์บู๊บนแผ่นฟิล์ม อันประกอบด้วย ตำนานคาราเต้ยอดฝีมือ โรเบิร์ต วอลล์, ปรมาจารย์เทควันโด หว่องอินซิค และนี่คือหนังที่แจ้งเกิดให้กับแชมป์คาราเต้อเมริกัน…ชัค นอร์ริส…

ฉากเด็ด หลังจากเล่นซ่อนหากันในซากโคลีเซียมอยู่พักหนึ่งแล้ว ในที่สุดก็ได้ฤกษ์สู้กันสักที กับหนึ่งในการดวลที่เข้มข้นหนักหน่วงที่สุดใน ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้ ระหว่างบรูซลีกับชัค นอร์ริส ในช่วงท้ายเรื่อง เป็นซีนแอคชั่นระดับ ‘อมตะ’ ที่ยังคงได้รับการกล่าวขวัญมาจนถึงปัจจุบัน.. .ตอนที่ Way of the Dragon ออกฉาย นักวิจารณ์รายหนึ่งบอกว่า แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็คุ้มค่าแล้ว!!

9. Iron Monkey (1993)

ประเภท : Martial Arts

กำกับ : หยวนหวูปิง

กำกับคิวบู๊ : หยวนเจิ้งเหยิน, หยวนชุนอี้, กู้ฮวนชิว

แสดง : อู๋หย่งกวง, เจินจื่อตัน, จางเซียะหมิ่น, เจินชิกวาน

หวงเฟยหงฉบับตลกก็ทำมาแล้ว ฉบับจริงจังก็ทำมาแล้ว หยวนหวูปิง จึงนึกสนุก ทำหนังหวงเฟยหงสมัยยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกดูซะเลย โดยมี ฉีเคอะ เป็นโปรดิวเซอร์ให้สร้าง Iron Monkey เรื่องนี้ขึ้น หนังเล่าเรื่องของ หวงฉีอิง (เจินจื่อตัน) พ่อของหวงเฟยหง (จางเซียะหมิ่น) ที่ต้องกระเตงลูก ออกล่าตัวโจรนินจาผู้เยี่ยมยุทธ์ฉายา ‘ไอ้ลิงเหล็ก’ (อู๋หย่งกวง) ที่ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน ก่อนที่ทั้งคู่จะตาสว่าง หันมาแท็คทีมกันปราบคนชั่วตัวจริง…บทหนังอ่อนยวบยาบมาก แต่ฉากแอคชั่นแข็งปั๋งจนหาที่ติไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่า เควนติน ทารันติโน เลือกหนังเรื่องนี้ไปฉายที่อเมริกาเองกับมือเลย… เอ่อ… แต่เราอย่าไปพูดถึงภาคต่อของมันดีกว่าเนอะ!!!

ฉากเด็ด หลายคนที่ได้ดูแล้ว ต่างก็ยอมรับว่า

ฉากแอคชั่นทุกฉากในหนังของหยวนหวูปิงเรื่องนี้ อลังการงานสร้างสุด ๆ!! หลายฉากที่ได้รับการยกย่องให้กลายเป็นฉากแอคชั่นระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นฉากพะบู๊ของหวงเฟยหงรุ่นเยาว์ที่แสดงโดยสาวน้อย จางเซียะหมิ่น หรือ ‘ฉากเก็บกระดาษ’ อันยอดเยี่ยม แต่ที่เอาชนะใจคนรักหนังกังฟูได้ชนิดขาดลอย คือฉากไคลแมกซ์ที่ เจินจื่อตัน กับ อู๋หย่งกวง ต้องต่อสู้กับ เจินชิกวาน เหนือทะเลเพลิง โดยมีท่อนไม้เล็ก ๆ ไม่กี่แท่งเป็นที่หยั่งขา…ต้องชื่นชมหยวนหวูปิง ที่สามารถจัดสรรองค์ประกอบต่าง ๆ ขึ้นมาได้เนี้ยบเฉียบขาด และดูมหัศจรรย์แบบที่ไม่เคยมีหนังกังฟูเรื่องใดเป็นได้เท่านี้เลย

8. The Magnificent Butcher (1979)

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หยวนหวูปิง, หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : หยวนหวูปิง, หงจินเป่า, หลินเจิ้นอิง

แสดง : หงจินเป่า, ฟ่านเหมยเซิง, หลี่ไห่เซิง, กวานตั๊กฮิง

นี่คือหนึ่งในหนังศิลปะการต่อสู้ระดับคลาสสิคที่ดีที่สุดตลอดกาล และถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของ หงจินเป่า ในฐานะดารากังฟูอีกด้วย…เรื่องของการล้างแค้นให้ญาติพี่น้องที่ถูกฆ่าตาย อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับหนังกังฟู แต่การเล่าเรื่องราวง่าย ๆ ในแง่มุมที่ซับซ้อน และฉากแอคชั่นมหากาฬที่ทั้งมันส์ ทั้งตื่นเต้นเร้าใจ ของผู้กำกับ หยวนหวูปิง นั้น ต้องใหม่แน่ ๆ ขณะเดียวกันนั้น หนังก็มีอารมณ์ขันเบา ๆ แทรกอยู่ไม่น้อย…เหล่านี้ทำให้ The Magnificent Butcher ประสบความสำเร็จล้นหลามด้านรายได้ อีกทั้งยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์อีกด้วย

ฉากเด็ด นี่เป็นหนังกังฟูอีกเรื่องที่ตัวร้ายฝ่ายอธรรมโดดเด่น จนผู้ชมอาจจะลืมพวกวีรบุรุษผดุงคุณธรรมไปเลยก็ได้ เพราะนอกจากจะมีวิชาการต่อสู้ที่แสนร้ายกาจแล้ว วายร้ายยอดยุทธ์ในหนังเรื่องนี้ ยังมีลุคส์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ที่ขโมยซีนที่สุด คือ หลินเจิ้นอิง ที่มาพร้อมเมคอัพหนาเตอะ (ดูเผิน ๆ อย่างกับร็อคสตาร์ยุค’70) เขาโผล่เข้ามาบู๊กับ หยวนเปียว ในฉากแอคชั่นเล็ก ๆ ฉากหนึ่งได้น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง… หยวนหวูปิงออกแบบท่าต่อสู้ในฉากนี้ออกมาได้ทั้งสวยงามและรวดเร็วในเวลาเดียวกัน แถมยังมีการประยุกต์ลีลาคิวบู๊ โดยการเสริมอาวุธเด็ดอย่าง ‘พัด’ เข้าไปอีกด้วย

7. Odd Couple (1979)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียหย่ง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียหย่ง, หงจินเป่า, หลินเจิ้นอิง

แสดง : หงจินเป่า, หลิวเจียหย่ง, เหลียงเจียเหยิน

นักดูหนังกังฟูหลายคนตื่นตาตื่นใจไปกับฉากการต่อสู้ใต้ท้องรถไฟระหว่าง เฉินหลง กับ หลิวเจียเหลียง ใน Drunken Master 2 เพราะนอกจากจะสนุกสนานตื่นเต้นแล้ว

นี่ยังถือเป็นหนึ่งในการจับคู่ระหว่า งสองปรมาจารย์กังฟูต่าง สตูดิโอภาพยนตร์เพียงไม่กี่ครั้งที่น่าจดจำที่สุดอีกด้วย… แต่ย้อนไปไกลกว่านั้น ในช่วงปลายยุค’70 …Odd Couple คือหนังเรื่องแรก ๆ ที่จับเอานักบู๊ระดับพระกาฬของ โกลเด้น ฮาร์เวสต์.. .หงจินเป่า มาปะทะกับ หลิวเจียหย่ง แห่ง ชอว์บราเดอร์ส ในการดวลอาวุธสุดมันส์ ได้อย่างคู่คี่สูสียิ่ง…เรื่องราวของคู่กัดจอมยุทธ์ ระหว่าง ยอดกระบี่ (หงจินเป่า) ที่มีลูกศิษย์ (หลิวเจียหย่ง) คอยติดตามอยู่ไม่ห่าง กับยอดทวน (หลิวเจียหย่ง) ที่หอบลูกศิษย์ร่างท้วม (หงจินเป่า) มาด้วย…หนังเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นบู๊ดุเดือดด้วยศาสตราวุธโบราณของจีนเจ๋ง ๆ และมุขตลกติงต๊องเรียกเสียงฮา…ซึ่งนั่นคือความสนุก และเจตนาของผู้สร้างหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้!

สำหรับเรา…Odd Couple ถือเป็นหนังศิลปะการต่อสู้ประเภท ‘อาวุธ’ ที่ดีที่สุดของโลก

ฉากเด็ด อยากแนะนำเหลือเกิน กับฉากพะบู๊ด้วย ‘ทวน’ และ ‘กระบี่’ ระหว่างหงจินเป่ากับหลิวเจียหย่ง บนภูเขานั้น ให้ความตื่นเต้นเร้าใจได้ไม่แพ้เรื่องไหน ๆ…แม้ว่าจะดูธรรมดาไปสักนิด

เมื่อเทียบกับหนังศิลปะการป้องกันตัวยุคไซเบอร์ แต่ฉากนี้ก็กลายเป็นฉากเด็ด ไป ด้วยการออกแบบคิวบู๊ของคู่ดารานำ (ก็หลิวเจียหย่งกับหงจินเป่านั่นแหละ…) และ หลินเจิ้นอิง ที่นำทักษะการใช้อาวุธผนวกเข้ากับกายกรรมผาดโผน สร้างฉากต่อสู้นี้ออกมาได้ทั้งสมจริงสมจัง และมันส์สุด ๆ

6. The Eight Diagram Pole Fighter (1983)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลิวเจียเหลียง

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง, คิงจุย, เสี่ยวโหว

แสดง : หลิวเจียฮุย, ฮุ่ยอิงหง, อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง, หวังหลงเหว่ย

ว่ากันว่า หลิวเจียฮุย แสดงบทบาทได้ดีเกินคาดในหนังเรื่องนี้!! เขารับบทเป็น หยางอู่หลาง หนึ่งในขุนศึกตระกูลหยาง ที่รอดชีวิตจากการถูกหักหลัง ณ ศึกหาดทรายทอง ต่อมาเขาได้หลบหนีไปบวชเป็นพระ ฝึกวิชากระบองเขี้ยวหมาป่าที่วัดชินเหลียน

ก่อนที่จะกลับมาชำระบัญชีแค้นกับเหล่าคนโฉดในภายหลัง…ด้วยพล็อตเรื่องที่เข้มข้นจริงจัง บวกกับการแสดงชั้นยอดของหลิวเจียฮุย และดารากังฟูเกรดเอ อาทิ อเล็กซานเดอร์ ฟู่เซิง (ที่เสียชีวิตไปก่อนที่หนังจะถ่ายทำเสร็จ), ฮุ่ยอิงหง, หลีลี่ลี่ ฯลฯ ทำให้ The Eight Diagram Pole Fighter เป็นหนังกังฟูระดับมาสเตอร์พีซที่ไม่ได้มีดีแค่ฉากต่อสู้ หนังสามารถผสมผสานเอาเรื่องราวแสนโศกเศร้าสร้อย เพียบพูนด้วยตัวละครหลากบุคลิก ร่วมด้วยดนตรีประกอบอันยอดเยี่ยม ซึ่งเมื่อผสมผสานกันแล้ว ทำให้หนังคลาสสิคเรื่องนี้อลังการงานสร้าง และละเอียดอ่อนลุ่มลึกในคราเดียวกัน

ฉากเด็ด แม้ว่าหนังจะมีฉากแอคชั่นระดับสุดยอดมากมาย แต่ก็ไม่มีฉากไหนเทียบเท่าการดวลกระบองระหว่างหลิวเจียฮุยกับ เกาเฟย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ฉากพะบู๊ที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังศิลปะการต่อสู้ได้เลย นับตั้งแต่ช่วงที่หนังออกฉายจนถึงตอนนี้ รวมเวลาได้เกือบยี่สิบปีแล้ว ซีนนี้ยังคงความเป็นอมตะ และถือเป็นอีกหนึ่งฉากต่อสู้ระดับคลาสสิคที่ผู้กำกับคิวบู๊รุ่นต่อมา ยึดเป็นแบบอย่างในดวงใจ

5. Seven Grandmaster (1979)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : กัวะหนานหง

กำกับคิวบู๊ : หยวนขุย, หยวนเจิ้งเหยิน

แสดง : หลงคุนอู๋, หลี่อ้ายหมิ่น, ชุ่ยจงซาน

นี่คือหนังที่ดีที่สุดในชีวิตของผู้กำกับหนังกังฟูอินดี้ กัวะหนานหง และดารากังฟูเกรดบีอย่าง หลงคุนอู๋…หนังเล่าเรื่องของ ซางกวนเจิ้ง (หลงคุนอู๋) ปรมาจารย์กังฟูสูงอายุ ผู้ต้องการสร้างชื่อ ด้วยการเอาชนะเจ็ดยอดฝีมือ ก่อนที่จะเกษียณตัวเองออกจากยุทธภพไปตลอดกาล …ชีวิตคนเรามีจุดเปลี่ยนได้เสมอ และหากรักษาโชคดีให้อยู่กับตัวเรื่อยไปได้ โอกาสเป็นซูเปอร์สตาร์ก็อยู่ไม่ไกล สำหรับหลงคุนอู๋ มันคือ การได้ขึ้นสู่จุดท็อปฟอร์มของชีวิตนักแสดง กับบทอาจารย์ยอดยุทธ์ในหนังเรื่องนี้ เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว แน่นอนว่า จากบทบาทที่น่าสนใจ พร้อมด้วยการแสดงชั้นเยี่ยม และจู่ ๆ หนังฮิตระเบิดเถิดเทิง เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว…

อันที่จริง หากหนังมันเลวมาก คงไม่เกิดกระแสขนาดนี้ แต่เพราะกัวะหนานหงสามารถปั้นให้หนังทุนต่ำเรื่องนี้ ออกมามันส์ราวกับทุนสร้างมหาศาล!!! หนังทั้งเรื่องไม่มีหลักตรรกะ หรือสาระสำคัญอะไรให้จับต้องมากนัก คนดูอาจรู้เพียงว่า ท่านผู้เฒ่าซางต้องสู้กับยอดยุทธ์ทั้งเจ็ด…แต่ไม่แค่นั้น หนังยังอัดแน่นไปด้วยฉากต่อสู้มันส์ ๆ และงานโชว์ผาดโผนรุ่นอนุรักษ์นิยม ที่ตอบสนองอารมณ์ดุดันคอหนังกังฟูคลาสสิคได้อย่างถึงอารมณ์ จนสามารถปักหลักฉายในนิวยอร์คได้นานเป็นปี!!

ฉากเด็ด หยวนเจิ้งเหยิน และ หยวนขุย คือ ผู้ที่กัวะหนานหงไว้ใจให้มากำกับคิวบู๊ ซึ่งก็ทำให้แน่ใจได้เลยว่า หนังมีฉากต่อสู้ชั้นดียาวเหยียดตลอดเรื่องแน่นอน แต่ถ้าพูดถึงฉากที่ตรึงตาที่สุด…เราคิดว่าน่าจะเป็นฉากที่หยวนขุยโดดเข้ามาแสดงเป็น ซุนหง หนึ่งในเจ็ดยอดฝีมือ เพื่อดวลอาวุธหลากชนิดกับหลงคุนอู๋…ฉากนี้ออกแบบมาได้ทั้งรวดเร็ว และซับซ้อน แต่ขณะเดียวกันก็แม่นยำตรงเป้าสุด ๆ จนกระชากใจนักดูหนังเน้นฉากแอคชั่นกังฟูได้อย่างเป็นเอกฉันท์

4. Project A (1982)

ประเภท : Action, Comedy

กำกับ : เฉินหลง

กำกับคิวบู๊ : เฉินหลง, หงจินเป่า

แสดง : เฉินหลง, หงจินเป่า, หยวนเปียว, ถูจี๋หลง

นอกจากจะเป็นหนังที่ เฉินหลง เหมาหน้าที่ทั้งกำกับ, แสดงนำ, ออกแบบคิวบู๊ และเป็นสตั๊นท์แมนเองเสร็จสรรพแล้ว ยังเป็นก้าวแรกของการแท็คทีมกันระหว่าง ‘สามทหารเสือ’ นั่นคือ เฉินหลง, หงจินเป่า และ หยวนเปียว อีกด้วย…เนื้อเรื่องว่าด้วย เรื่องราวของตำรวจน้ำ ที่ต้องปราบโจรสลัด (ซึ่งกว่าจะได้ออกทะเลกันจริง ๆ หนังก็ใกล้จบเต็มแก่แล้ว)… นี่คือหนังที่ได้รับการยกย่องว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ในบรรดาหนังที่ทั้งสามคนเคยร่วมงานกันมา… ด้วยเนื้อเรื่องเรียบง่าย และบทบู๊ปนตลกแนวถนัด ที่ส่งให้พวกเขาร่วมทีมกันได้อย่างคล่องตัว รับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล อีกทั้ง ‘สามทหารเสือ’ ยังแข่งกันโชว์ลีลากังฟู และเรียกเสียงฮาจากคนดูชนิดกินไม่ลงจริง ๆ…ซึ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขา ที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

ฉากเด็ด เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า สไตล์การยิงมุขตลก และจังหวะคิวบู๊ของเฉินหลง อิงทางดาราตลกหนังเงียบ มากกว่าดารากังฟูยุคทศวรรษ 70 ซึ่งนอกจากจะยอมรับหน้าตาเฉยว่า เรียนการแสดงจากดาราอย่าง บัสเตอร์ คีตัน และ ฮาโรลด์ ลอยด์ แล้ว เฉินหลงยังหยิบฉากติดตาจากหนังของนักแสดงทั้งสอง มาดัดแปลงใช้ในหนังของเขาอีกด้วย โดยเฉพาะในเรื่องนี้ที่เราจะได้เห็นฉากประเภทดังกล่าวกันชัด ๆ ถึง 2 ฉากด้วยกันเลย นั่นคือ ฉาก ‘จักรยาน’ อันแสนลือลั่นที่ใช้สไตล์ปุ๊ปปั๊บฉับไวได้ชวนขำขัน และหวาดเสียวในเวลาเดียวกัน ฉากนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง The General ของคีตัน ในขณะเดียวกัน เฉินหลงก็แสดงความคารวะต่อลอยด์ ด้วยฉากที่เขาห้อยโต่งเต่งอยู่บนหอนาฬิกายอดตึกที่สูงขนาดตึกสามชั้น ซึ่งเป็นฉากที่ถอดมาจากฉากในหนังของดาวตลกแว่นตาโตผู้นี้ เรื่อง Safety Last แทบทุกกระเบียด

3. Dirty Ho (1981)

ประเภท : Classic Kung Fu, Comedy

กำกับ : หลิวเจียเหลีย

กำกับคิวบู๊ : หลิวเจียเหลียง

แสดง : หวังยี่, หลิวเจียฮุย, หลอลี่

อะไรจะเกิดขึ้น!! เมื่อ องค์ชายสิบเอ็ด (หลิวเจียฮุย) ผู้สูงศักดิ์ ร่วมทีมกับ เหอเจิน (หวังยี่) หัวขโมยหัวดื้อ ในการผจญภัยที่รายล้อมไปด้วยภยันตรายมากมาย…ว่ากันว่า นี่คือหนึ่งในหนังกังฟูตลกที่ฮาและมันส์ที่สุดของฮ่องกงเลยทีเดียว สาเหตุอาจจะเป็นเพราะได้ ‘ผู้กำกับหนังกังฟูที่ดีที่สุดตลอดกาล’ อย่าง หลิวเจียเหลียง มารับหน้าที่กำกับ (ทั้งหนังและคิวบู๊) แถมคู่พระเอก หลิวเจียฮุย และ หวังยี่ ยังรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหลอีกต่างหาก… หนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือตลกขบขันในช่วงเริ่มต้น ก่อนเปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ตื่นเต้นระทึกใจในช่วงท้าย ซึ่งถือว่าทำได้ถึงพร้อมในทุกส่วน…นอกจากมุขตลกที่คมคายพอ ๆ กับฉากต่อสู้แล้ว หนังยังสอดแทรกประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘อาจารย์-ลูกศิษย์’ และข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ได้อย่างลุ่มลึก, สมจริงสมจัง ทั้งยังพ่วงนัยยะแอบแฝงไว้ไม่น้อยอีกด้วย… หนังสนุกสนานเพลิดเพลินมาก จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดของหลิวเจียเหลียง

ฉากเด็ด ฟันธงสั้น ๆ ว่า ฉากแอคชั่นทุกฉากของหนังชื่อแปลกเรื่องนี้ อยู่ในขั้น ‘บรรเจิด’ เป็นที่สุด โดยเฉพาะความคิดสุดครีเอตในส่วนของเครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการต่อสู้ ซึ่งพูดได้ว่า แทบไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในหนังกังฟูของหลิวเจียเหลียง ไม่ว่าจะเป็นการนำเอา จอกเหล้า, ภาพวาด, รถเข็น, ร่ม หรือแม้แต่ ‘ผู้หญิง’ มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้!! ขอแนะนำฉากที่หลิวเจียฮุยใช้อาวุธแสนสวยอย่าง ‘ฮุ่ยอิงหง’ หยอกเย้าหวังยี่ได้เตะตามากที่สุดในหนังอย่าง Dirty Ho ที่รวมเอาฉากพะบู๊เจ๋ง ๆ เข้าไว้ด้วยกันจนนับไม่ถ้วน

2. Prodigal Son (1982)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หงจินเป่า

กำกับคิวบู๊ : หงจินเป่า, หลินเจิ้นอิง, หยวนเปียว, ฮุ่ยอี้ชาน, หลี่อิงชิว

แสดง : หยวนเปียว, หลินเจิ้นอิง, เฉินฟ่านฉี

นี่ไม่ใช่แค่สุดยอดหนังกังฟูที่คอตัวจริงต้องดิ้นรนหามาดูให้ได้ แต่ยังเป็นหนึ่งในหนังคัลต์ระดับคลาสสิคของฮ่องกงที่แสนลือลั่นอีกด้วย หลังจากเสร็จการแสดงคารวะต่อเรื่องผี ๆ ใน Encounter of the Spooky Kind แล้ว ป๋าหงจินเป่า ซึ่งกำลังมือขึ้นเต็มที่ก็จัดการคารวะ ‘มวยหย่งชุน’ ต่อทันที ด้วยผลงานชิ้นนี้ที่นอกจากจะโกยเงินได้ชนิดมหาศาลแล้ว ยังสร้างฐานที่มั่นให้กับดาราหลายคนอีกด้วย หนังเล่าเรื่องของเด็กหนุ่ม เหลียงจ้าน (หยวนเปียว) ที่คิดว่าตัวเองเก่ง เที่ยวประลองกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว จนได้มาพ่ายแพ้ให้กับจอมยุทธ์ตัวจริงอย่าง เหลียงเอ้อตี้ (หลินเจิ้นอิง) เหลียงจ้านขอสมัครตัวเป็นศิษย์ และออกเดินทางติดตามเหลียงเอ้อตี้ไป…

“ทำไม หลินเจิ้นอิง ถึงได้แสดงหนังกังฟูสยองขวัญชุด Mr. Vampire…?” คำตอบก็คือ เพราะเขามีเครดิตจากบทเหลียงเอ้อตี้ในหนังเรื่องนี้น่ะสิ!! ด้วยการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิต ทำให้ ‘นักพรตปราบผี’ ส่องแสงประกายเฉิดฉายในหนังเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะการออกหมัดออกเท้าสไตล์มวยหย่งชุน ที่รวดเร็ว, สวยงาม และรุนแรง จนผู้เชี่ยวชาญวิทยายุทธ์ชนิดนี้บางคนถึงกับออกมายกย่องดาราท่านนี้ชนิดออกหน้าออกตากันเลยทีเดียว

เหตุผลที่ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้เรื่องนี้ ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ก็ไม่ใช่เรื่องยากแก่การคาดเดา เพราะมันสร้างขึ้นตามขนบดั้งเดิมแท้ ๆ ของหนังประเภทนี้ คือ ใช้เรื่องราวเรียบง่าย ทว่าทรงพลัง, นำเสนออารมณ์ และตัวละครอันหลากหลาย, สอดแทรกมุขตลกสลับคั่นกับฉากต่อสู้ได้อย่างไม่มีสะดุด ก่อนจะปิดท้ายด้วยฉากจบที่น่าจดจำ ขณะเดียวกัน ยังเป็นงานฝีมือสุดประณีต ผสานความงามทางด้านภาพและดนตรี ได้อย่างโดดเด่นกลมกลืน ยากจะหาใครเทียบเทียม

ฉากเด็ด แม้หนังกังฟู เจ้าของรางวัลหนังฮ่องกงประจำปีครั้งที่ 2 สาขาออกแบบคิวบู๊ยอดเยี่ยม เรื่องนี้ จะมีข้อถกเถียงมากมายว่า ฉากแอคชั่นฉากไหนในเรื่องที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของหนัง…แต่ถ้าจะต้องเลือกแล้วล่ะก็ คำตอบคือ…ฉากเล็ก ๆ ฉากหนึ่งที่เป็นการประลองฝีมือระหว่างหลินเจิ้นอิงกับ เฉินฟ่านฉี บนเรือ ในช่วงกลางเรื่อง ซึ่งเอาชนะขาดลอย… ด้วยการซัดหมัดที่รวดเร็วว่องไวใส่กันชนิดแทบไม่กะพริบตา…เรียกว่า ทั้งคู่ต่างโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด และอย่างน้อย ฉาก ๆ

นี้ก็แสดงให้เห็นว่า หงจินเป่ามีความคิดพอที่จะพลิกผันเรื่องราวเล็ก ๆ ของหนังด้วยฉากพะบู๊ได้อย่างลงตัวที่สุด..

1. Fist of Fury (1971)

ประเภท : Classic Kung Fu

กำกับ : หลอเหว่ย

กำกับคิวบู๊ : ฮั่นอิงเจี๊ยะ, บรูซลี

แสดง : บรูซลี, เหมียวเข่อซิ่ว, หลอเหว่ย, ริกิ ฮาชิโมโตะ, โรเบิร์ต เบเกอร์

ในตอนที่ ‘หนังไอ้หนุ่มซินตึ๊งภาคแรก’ อย่าง The Big Boss (1971) ประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนัง ต่างรู้ดีว่า ต้องมีการสร้างภาคต่อตามมาอีกแน่ ๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไร…? หากเป็นหนังทั่วไป อาจเกาะกระแสความดังจากภาคแรก ด้วยการสร้างตามมาติด ๆ ให้รู้แล้วรู้รอด จนแทบจะไม่คำนึงถึงคุณภาพที่ออกมา… แต่ไม่ใช่กับผลงานชิ้นโบว์แดงกล่องกำมะหยี่ของสตูดิโอ โกลเด้น ฮาร์เวสต์ ที่ชื่อ Fist of Fury หรือ The Chinese Connection ที่แม้ว่าจะใช้เวลาในการถ่ายทำเพียงปีเดียว!! แต่เมื่อหนังเล็กคุณภาพไม่เล็กเรื่องนี้ออกฉาย มันกลับทำการขุดรากถอนโคนขนบเดิม ๆ ของหนังศิลปะการต่อสู้ พร้อมกับวางรากฐานให้หนังประเภทนี้เสียใหม่ จนขึ้นชาร์ตหนังประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยโน้นเลยทีเดียว

หนังพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในนครเซี่ยงไฮ้ ปีค.ศ.1900 เมื่อการตายของท่านอาจารย์ ฮั่วหยวนเจี๋ย เจ้าสำนักจิงอู่ สร้างความแค้นให้กับเหล่าศิษย์ หนึ่งในนั้นคือ เฉินเจิน (บรูซลี) ผู้ที่สืบรู้มาว่า การตายของอาจารย์เป็นฝีมือของคนญี่ปุ่น เขาได้บุกไปยังสำนักมวยของ ฮิโรชิ (ริกิ ฮาชิโมโตะ) และทำการถล่มสำนัก พร้อมกับปลิดชีพฮิโรชิเสีย…เรื่องราวยิ่งบานปลาย เมื่อพวกญี่ปุ่นยกโขยงพากันปิดล้อมสำนักจิงอู่เพื่ออ้างความรับผิดชอบต่อการตายของฮิโรชิ ทันใดนั้น เฉินเจินได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างมาดมั่น แม้ว่าพวกตำรวจจะเล็งปืนมาที่เขาก็ตาม…

ไม่ว่าจะพิจารณากันในแง่มุมใด (ศิลปะ หรือ บันเทิง) Fist of Fury คือหนังที่ต้องถูกอ้างถึงในอันดับหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลเสมอ อีกทั้งยังถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ บรูซลี หรือ ลี เสี่ยวหลง ผู้เป็นจ้าวตำรับของหนังกังฟูสากลสไตล์ฮ่องกงแห่งศตวรรษด้วย…ทั้งนี้ แม้จะเพ่งมองในองค์ประกอบย่อย ก็ยังคงมีความโดดเด่นอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นดารานำชายอย่างบรูซลี ซึ่งว่ากันว่า บทเฉินเจินในเรื่องนี้ คือบทอมตะ คู่กับตัวเขาตลอดกาล ขณะเดียวกัน การเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ถูกนำมาเอ่ยอ้างถึงอยู่บ่อยครั้ง และไม่ต้องแปลกใจ ว่า ‘มังกรน้อย’ ได้บรรจุเครื่องหมายการค้าของตนเอาไว้อย่างเต็มพิกัด ทั้งสีหน้าเย้ยหยัน, เสียงครางแหลมในลำคอ รวมไปถึงคำพูดสุดเก๋าที่ถือเป็นหมายเหตุแห่งยุคสมัย ‘คนจีนไม่ใช่ขี้โรคเอเชีย!!’…มันเป็นก้าวสำคัญ ที่ทำให้ ‘ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง’ กลายเป็นขวัญใจผู้ชมทั่วโลก และเป็นหนึ่งในดาราเอเชียผู้ทรงอิทธิพลตลอดกาล…

เทียบกับหนังศิลปะป้องกันตัวยุคปัจจุบัน…Fist of Fury ไม่ได้เป็นงานสร้างทุนสูง ไม่มีพล็อตเรื่องที่คมคายกินใจ ไม่มีแอ็คติ้งที่แสดงออกในด้านลึกของอารมณ์…มันมีก็แต่สีสันของการระบายความเกรี้ยวกราด และความแค้นที่ร้อนระอุถึงขีดสุด ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่าน ‘ฉากแอคชั่น’ ที่คนดูถึงกับลืมหายใจ จนว่ากันว่า มีผู้ชมหลาย ๆ คนถึงกับสงสัยว่า ในหนังเรื่องนี้ มีนักแสดงคนไหนที่ถึงกับต้องตายจริง ๆ หรือเปล่า?…เฉินเจินใช้วิชากังฟูอย่างหนักหน่วง และบ้าคลั่ง…เรียกได้ว่า ‘กังฟู’ ในหนังของบรูซลี ไม่มีเรื่องไหนดุเดือดเท่า Fist of Fury อย่างแน่นอน…แม้ว่าประเด็นชาตินิยมที่หนังใส่มาจะค่อนข้างรุนแรง

และเข้าข้างชาติตัวเองอย่างออกนอกหน้า แต่ผู้กำกับ หลอเหว่ย (ที่ดวงเริ่มตก หลังจากเรื่องนี้ออกฉาย) ก็เสริมรสปรุงแต่ง จนทำให้ประเด็นที่ว่านี้ กลมกลืนกับการล้างแค้นที่หนังนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นสูตรสำเร็จของหนังกังฟูเรื่องต่อ ๆ มา

หากใครกล้าออกมาพูดว่า ‘หนังน่าเบื่อ’ คนนั้น คงถูกหาว่าบ้าอย่างแน่นอน เพราะทุกนาทีของหนัง ดำเนินไปอย่างน่าติดตาม ฉากแอคชั่นอาจจะมีไม่มากนัก ทว่าแต่ละฉากที่มีกลับโดดเด่นน่าจดจำ จนถูกนำไปเลียนแบบในหนังเรื่องอื่น ๆ อีกทั้งยังทำให้บรูซลี และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้มีเงินทองจับจ่ายสบายมือ เพราะหนังทำเงินถล่มทลาย แถมพระเอกของเรา ยังโชว์บู๊ได้อย่างเข้าตา จนได้รับรางวัลม้าทองคำ สาขาการแสดงผาดโผนยอดเยี่ยมในปีนั้นมาครอง!!…นอกจากนี้แล้ว Fist of Fury ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความมั่นคงของหนังแนวนี้ในเวลาต่อมาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางเรื่องราว อยู่ในสมัยปัจจุบันมากกว่าจะเป็นในอดีต หรือการนำเสนอที่รวบรวมเอาศิลปะการต่อสู้จากหลากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน ซึ่งยากจะหาหนังศิลปะการต่อสู้เรื่องอื่น ๆ ในยุคเดียวกันมาเทียบได้

ความยิ่งใหญ่ของ Fist of Fury และบรูซลีนั้น ยังต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยคุโณปการที่ลี เสี่ยวหลงมีต่อวงการภาพยนตร์ศิลปะการป้องกันตัว และกังฟูที่ส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวง เขาเป็นผู้บุกเบิกความคิด และให้แรงดลใจแก่ผู้สร้างหนังแอคชั่นประเภทนี้ยุคถัดมา (หงจินเป่า และ เจินจื่อตัน คือสองในนั้น) แม้จะมีการสร้างเลียนแบบ หรือทุ่มทุนสร้างหนังกังฟูฟอร์มยักษ์ขึ้นมา แต่ด้วยฉากต่อสู้ระดับคลาสสิค, พล็อตเรื่องล้างแค้นแทนอาจารย์ และตัวละครที่น่าจดจำ ก็ทำให้ไม่มีเรื่องไหนที่จะคืบคลานเข้าใกล้ความสำเร็จของหนังปี 1972 เรื่องนี้ได้เลย

ฉากเด็ด หลังจากสู้กับคนจีนด้วยกันใน The Big Boss มาแล้ว คราวนี้บรูซลีเลยลองขอบู๊กับฝรั่งดูบ้าง โดยการจับ โรเบิร์ต เบเกอร์ ลูกศิษย์ในชีวิตจริงของเขา มาขึ้นจอร่วมกันในฐานะดาวร้ายชาติหมีขาว…แมทซ์การต่อสู้ตามหลักทฤษฎีศิลปะป้องกันตัว ‘จีทคุนโด้’ ของพวกเขา เป็นไปอย่างรวดเร็วฉับไว (อาจจะใช้เวลาในการจดจ้องคุมเชิงกันบ้างนิดหน่อย)…ทั้งคู่ซัดหมัด, เท้า, ท่าทุ่ม, ท่าจับล็อค ใส่กันและกันไม่มียั้ง (แถมพระเอกของเรายังมีการ ‘งับ’ เป็นอาวุธลับอีกต่างหาก) ก่อนที่บรูซลีจะได้ประกาศศักดาของคนเอเชีย ด้วยการฟันสันมือเข้าที่ลูกกระเดือกของฝรั่งตัวมหึมาตายตาค้าง สะใจฝูงชนคนเอเชียเป็นอย่างยิ่ง จนเมื่อกาลเวลาคล้อยหลังไปหลายปี นักวิจารณ์ภาพยนตร์ถึงกับขนานนามให้เป็นซีนพะบู๊ที่ยอดเยี่ยมที่สุดฉากหนึ่งนับตั้งแต่โลกรู้จักคำว่า ‘ภาพยนตร์’…สำหรับเรา นี่คือฉากต่อสู้สุดคลาสสิค!

About these ads
เรื่องก่อนหน้า
ใส่ความเห็น

24 ความเห็น

  1. ยอดเยี่ยมจริงๆขอบคุณมากครับ

    ตอบกลับ
  2. สุดยอดมาก บรูซลี

    ตอบกลับ
  3. WondeRful GreAtneSs

     /  สิงหาคม 2, 2008

    โอ่โฮ… จัดได้เข้าตามั่ก
    เห็นสมควรยิ่งที่จัด Iron Monkey อยู่ในลำดับด้วย
    เพราะหนังดีมากจริงๆ
    แต่ก็มีบางเรื่อง… อย่าง Tai Chi 2 นี่
    ก็โอเคนะ แต่ว่าดูแล้วปวดหัวยังไงไม่รู้ มุมกล้องดูมึนๆเมาๆพิกล

    โดยรวม ถือว่าดีมากครับ
    ช่วยในการตัดสินใจซื้อหนังได้มากเลย
    ขอบคุณนะครับ

    ตอบกลับ
  4. พำพั้ถัถ

    ตอบกลับ
  5. crouchingtiger hiddendragonทำไมไม่มี

    ตอบกลับ
    • บทความนี้จะเน้นไปที่หนังกังฟู เป็นหลัก CTHD เป็นหนังแนวกำลังภายใน เลยไม่ติดอันดับนะครับ

      ตอบกลับ
  6. คือเราจะเอาหนังที่เตะต่อย ใช้อาวุธบ้าง
    ใช้ลวดสลิงบ้าง
    แต่ไม่ถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศ เหยียบยอดไผ่น่ะครับ
    อย่างนั้นน่าจะเป็นหนังกำลังภายในมากกว่า ซึ่ง CTHD นี่ก็ใช่เลย

    ตอบกลับ
  7. นิรนาม

     /  มิถุนายน 7, 2009

    อเดีรพดร

    ตอบกลับ
  8. ถึงคุณ an
    แล้วทำไมต้องมีเรื่อง CTHD ด้วยล่ะครับ

    ตอบกลับ
  9. เยี่ยม มากครับ ได้ติดตามรับรู้ หนังสมัยเด็ก ๆ ที่เคยได้ดู แต่จำได้ไม่หมด
    ได้ รู้ถึง ผู้กำกับ ผู้แสดงนำ ไม่รู้ว่า มีจัดหนัง แนว God Father Hongkong
    ใหม หรือ แนว กระบี่ กำลังภายใน ใหม

    ตอบกลับ
  10. ใครดูหนังเรื่องนี้มั่งค่ะ ที่พระเอกอย่ในกองถ่ายหนังแล้วแอบชอบนางเอกชื่อคลีโอพัตรา แต่นางเอกไม่ชอบแล้วพระเอกไปลื้อของเจอกระจกโบราณชิ้นหนึ่ง จึงเอามาตั้งไว้ที่โตะแต่งหน้าของนางเอกแล้วนางเอกก้ส่องกระจกพอผ่านไปจึงมีผีออกมาจากกระกจหน้าเหมือนนางเอก ประมารนี้อ่ะค่ะ

    ตอบกลับ
  11. ทำไมไม่มี ยิปมัน ล่ะครับ

    ตอบกลับ
  12. ทำไมไม่มี ยิปมัน ล่ะครับ

    ตอบกลับ
  13. ป้อม

     /  พฤษภาคม 27, 2011

    กังฟู ผมนึกถึงไอ้หนุ่มพันมือ ก่อนเลยนะ

    ตอบกลับ
  14. ที่ไม่มียิปมันก็เพราะว่ายิปมันฉายในท้ายปี 2008 น่ะสิครับ แต่บล็อกนี้เขียนในช่วงกลางปี

    เลยยังไม่มี

    ตอบกลับ
  15. ดเดกเดะ้เัี่้ดกเ้ด้้ปกอแิแปอดเดดอดอดอดออิอิอิอิอิอิอ ิอิพเดแดเ
    ิแเ้เดเ้กเิดกพดหกดหอกหดอดกหดหผกกหแแอกปดผหกฟไะเกปดำกพเดเัะกะ้

    ตอบกลับ
  16. ส่วนใหญเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแต่ ขอแย้งว่า shaolin soccer ใช้ CG เยอะไปไม่น่าเข้าหมวด..

    ตอบกลับ
  17. นิรนาม

     /  มีนาคม 28, 2013

    เยี่ยมแล้วจะหาดูได้ที่ไหน

    ตอบกลับ
  18. Hi! อะไรจำนวนแบรนด์ของคุณ CardsApp?

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers

%d bloggers like this: