School On Fire – กระซวกยกชั้น (1988, Ringo Lam Ling-Tung)

งานสร้างชื่อแจ้งเกิดของผู้กำกับ ริงโก้ แลม (หลินหลิมตง) นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง เป็นหนังแนวอาญากรรม ที่เขาสร้างในช่วงปลายยุค 80s ใช้ชื่อชุดตามชื่อของหนังทั้งสามว่า หนังไตรภาค On Fire
หนังทั้งสามเรื่องนั้นประกอบไปด้วย City on Fire (เถื่อนตามดวง) หนังที่ว่าด้วยสงครามโจรกับตำรวจ กลางใจเมืองฮ่องกง ส่วนเรื่องที่สอง Prison on Fire (มีสองภาค) มีฉากหลังเป็นสงครามในคุก ระหว่างนักโทษสุดห่าม กับผู้คุมสุดโหด และเรื่องสุดท้าย School on Fire สงครามในโรงเรียน
School on Fire นั้น อาจจะเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่น้อยที่สุด เหตุลผลประการสำคัญก็คงเพราะไม่มีพระเอกคู่บุญของผู้กำกับ โจวเหวินฟะ ที่เคยร่วมงานในหนังสองเรื่องก่อนหน้ามาร่วมแสดงด้วย
นอกจากนั้นภาพรวมของหนัง ก็เลือกที่จะสะท้อนชีวิตที่อยู่ใกล้ตัวของเรามากกว่า ที่จะเล่าเรื่องที่ค่อนข้างห่างไกลความรับรู้ของเรา อย่าง ความโหดเหี้ยมในคุก หรือชีวิตของกลุ่มโจรปล้นเพชร อย่างหนังสองเรื่องก่อนหน้า

School on Fire พูดถึงความเลวร้ายของสังคมเมือง ความเสี่ยง และชีวิตที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย จากความเลวร้ายที่เกิดบนท้องถนน ตรอกซอกซอยอันสกปรก ตามแหล่งที่อยู่อาศัย แฟลตของชนชั้นล่าง และชื่อเรื่องว่า School on Fire ก็ไม่ได้หมายความถึง เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นกันในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง โลกด้านมืดของ เด็กวัยรุ่น ที่วนเวียนอยู่กับความรุนแรงที่ผู้ใหญ่เอื่อมมือเข้าไปไม่ถึง จุดศูนย์กลางอยู่ที่ หญิงสาวคนหนึ่ง ที่ชีวิตต้องไปข้องแวะกับพวก เรื่องความรุนแรงนอกกฏหมาย
หญิงสาวนักเรียนมัถยม ที่ชื่อว่า จูหยวนฟง (หยวนเจียะอิง) เป็นนักเรียนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรมากมาย หน้าตาจัดว่าสะสวยไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นจุดเด่น น่าสนใจจนเห็นได้ชัด เธอใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วๆ ไป มีเพื่อนสนิทเป็นสาวแสบประจำโรงเรียน และมีแฟนหนุ่มที่คบกันเล่นๆ อยู่คนหนึ่ง ในวันหนึ่งความยุ่งยากก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ จูหยวนฟง ต้องมาเกี่ยวข้องกับพวกนักเลง โดยที่ตัวเองไม่ได้ร้องขอ
ในเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน ระหว่างเดินทางกลับบ้านอย่างปกติธรรมดา อยู่ๆ ก็เกิดมีเหตุทะเลาะวิวาท ของกลุ่มนักเลงท้องถิ่นขึ้นตรงหน้าของ จูหยวนฟง มีการทำร้ายร่างกายกันจน มีผู้คนบาดเจ็บสาหัส

ตำรวจท้องที่ต้องการจับคนผิดในคดีดังกล่าว ให้มารับโทษซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเพียง เธอ เท่านั้น ที่พอจะมาเป็นพยานให้การในคดีได้ หลังจากการหว่านล้อมโดย จ่าไห่ (หลินเจิ้งอิง) เจ้าของคดี และครูเหวิน (หลิวสงเหยิน) ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในคำให้การของเธอ จนในที่สุด หญิงสาวก็ ยินยอมให้การเป็นพยานในคดีดังกล่าว จนสามารถจับคนกระทำความผิดได้
แต่แล้วชีวิตของเธอ ก็ดูเหมือนจะเริ่มดิ่งลงเหวนับตั้งแต่วันนั้น การรังควานจากพวกนักเลงอย่างหนังหน่วงได้เริ่มต้นขึ้น เพราะคำให้การที่ได้ให้ไป ทำให้พวกพ้องคนหนึ่งของแก๊ง ต้องรับโทษทางกฏหมาย เมื่อ หัวโจ๊กของพวกนักเลง (รอย จาง ดาราเจ้าประจำของ ริงโก้ แลม อีกคนหนึ่ง ที่ให้การแสดงอันที่ไร้มิติ แต่มากสีสรรค์ และน่าสะพรึงกลัว) ได้ยืนคำขาดว่า ทุกอย่างจะจบลงเมื่อ จูหยวนฟง สามารถชดใช้ค่าเสียหาย ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ด้วยเงิน 30,000 เหรียญฮ่องกง ทุกอย่างเพียงไม่จบแต่กลับเป็นจุดเริ่มต้น ที่นำพาให้เธอต้องถลำลึกไปสู่โลกใต้ดิน อย่างช่วยไม่ได้
School on Fire ดำเนินเรื่องราวไปในแบบน้ำผึ้งหยดเดียว จากเรื่องเล็กน้อย สู่ปัญหาอีรุงตุงนัง ริงโก้ แลม ยังคงถนัดในการ การสร้างหนทางที่ตีบตันให้กับตัวละครของเขา ที่เริ่มต้นด้วยความผิดเล็กน้อย ก่อนจะถูกบังคับขู่เข้น ด้วยสถานการณ์รอบข้าง ที่แทบจะหาทางออกที่ดีไม่ได้ ตัวละครนางเอกเป็นหญิงสาวธรรมดา ที่หลุดเข้าไปในวงของการทะเลาะวิวาท ยาเสพติด และการขายตัว ยิ่งเธอดิ้นรนก็ดูเหมือนจะยิ่งบีบรัด จนนำพาไปสู่ความรุ่นแรงแบบสุดขีด ความตาย และการแก้แค้นในตอนท้ายเรื่อง

ความชั่วร้าย ความรุนแรง นั้นไม่ได้เกิดจากพวกมาเฟียนักเลงหัวไม้เพียงแต่อย่างเดียว แต่ตรงกันข้ามกลับปรากฏอยู่ทั่วอนู ในชีวิตของคนชนชั้นล่างอย่าง จูหยวนฟง นั้นตั้งแต่ข้างถนน โรงเรียน แม้แต่ในครอบครัวล้วนเป็นชีวิตที่อยู่นอกเหนือความคลุมครอง จากอำนาจของกฏหมาย
โรงเรียน ที่ถูกนำเสนอในทิศทางแห่งความวุ่นวาย ภาพนักเรียนแออัดยัดเยียน เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ แทบจะหาความสงบสุขใดๆ ไม่ได้ การด่าทอกลั่นแกล้ง ทิ้งชนิดเอาเล่น และเอาตาย ทำให้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่แห่งความวุ่นวายมากเสียมากกว่า ชีวิตเหมือนอยู่บนเส้นด้าย โดยผู้ใหญ่แทบไม่สามารถยื่นมือมาถึงได้
ในตอนกลางของเรื่องนางเอก หมดความอดทนต่อความ ทุเรศ ในโรงเรียน จนไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป จนปานปลายไปสุ่ การก่อเรื่องวางเพลงเผาโรงเรียนกันเลยทีเดียว
ท่ามกลางความวุ่นวาย จุดศูนย์กลางของความดำมืดในสังคม ที่ถูกนำเสนอในหนัง คือความเลวร้ายของพวกแก๊งมาเฟียนอกกฏหมาย มีตอนนึงในตำรวจบ่นแบบเหนื่อยหน่ายถึงพวกนักเลงเหล่านี้ ว่าไอ้พวก นักเลงพวกนี้ มีรถเบ๊นซ์นั่ง เป็นความโก้หรู และสุขสบาย ที่มาจากความเดือดร้อนของผู้อื่นแท้ๆ

คำที่ใช้เรียกตัวละครพวกนี้ว่า “กู๋หว่าไจ๋” (นักเลงวัยรุ่น) เป็นคำคำเดียวกับชื่อหนัง จิ๊กโก๋สุดเท่ห์เรื่องนั้น ดูมีหลายๆ อย่างใกล้เคียงกัน แต่ตัวเท่ห์ ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่ให้ผลที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โลกใน School on Fire ที่ถูกสร้างโดย ริงโก้ แลม นั้น อาจจะถูกตีความว่า ค่อนข้างให้ภาพที่เป็นขาวจัดดำจัด ฝั่งผู้ดี และฝั่งผู้เลว ถูกแบ่งแยกอย่างตัดขาด (ที่ทำให้หนังดูจะหลุด จากความสมจริงไปบ้าง) คนดีแม้จะดูจะพึ่งพาอะไรไม่ได้ แต่ก็แสดงออกถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง ขณะที่คนเลว แทบจะมองหาความเป็นมนุษย์ไม่ได้ เหมือนเกิดมาจากนรกขุมที่ 18 ที่สามารถใช้ชีวิต บนความเจ็บปวดของผู้อื่น ได้อย่างอิสระไร้การควบคุม
ที่สุดแล้วใจความสำคัญของเรื่อง ดูเหมือนอยู่ตรงที่ การฉายภาพของสังคมที่ยอมแพ้ ยอมผ่อนปรน ประณีประนอม เจรจา แก่ความผิด ความเลว เพื่อเอาชีวิตรอดเป็นสำคัญ ผู้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตที่เป็นเบี้ยล่าง มาอย่างยาวนานจนเกินไป อาจจะด้วยความจำยอม หรือความอ่อนแอก็แล้ว กว่าจะรู้สึก พวกเขาก็ถอยจนไปอยู่ที่ขอบเหวแล้ว
เมื่อหนังดำเนินไปได้ซักระยะ เราถึงรู้ว่าสภาพชีวิตของ จูหยวนฟง นั้นหาได้บริสุทธิผุดผ่องอย่างที่เราคิดไม่ เธอมีพ่อวัยชรา ที่เคยใช้ชีวิตวัยหนุ่มเป็นพวกอันพาล มาก่อน เมื่อแก่เฒ่าก็ยังพยายามรักษาเส้นสายในแก๊งเอาไว้ เช่นเดียวกับแฟนหนุ่มของนางเอก ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนส่งยาเสพติด อยู่ในแก๊งระยำนั่นนั้นเอง ส่วนเพื่อนสาวสนิทของนางเอกเป็นโสเภณีข้างถนน

ฉากที่น่าเจ็ดปวดมากๆ สำหรับตัวละคร ก็คือ พ่อต้องบากหน้าพาลูกที่เป็นเหยื่อไปขอคมา ต่อหน้าคนชั่ว ที่พึ่งรังแกลูกสาวเมื่อไม่นานมาอยู่แท้ๆ แฟนหนุ่มที่ต้องทนยืนเห็นพวกพ้องตัวเอง บังคับขู่เข็นทั้งร่างกาย และจิตใจ หญิงสาวคนรัก อยู่ตรงเบื้องหน้า แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้ เพื่อสาวหาหนทางช่วยเหลือเพื่อน ด้วยการยื่นเงิน 30,000 เหรียญที่ได้มาจากการขายตัว
เนื้อเรื่องของ School on Fire ก็ถือว่าแตกต่าง จากหนังมาเฟีย อาชญากรรมฮ่องกงโดยตัวไป นอกจากนั้น ริงโก้ แลม ยังประสบความสำเร็จในการ สามารถสร้างงานภาพ ได้อย่างทรงพลังน่าสนใจ งานภาพที่ดูเรียบง่าย ถ่ายทอดความสกปรกของชีวิตชนชั้นล่าง
รวมถึงการให้พลิกมุมมอง โดยการสร้างมิติที่แตกต่าง ให้กับฉากประเภทพิมพ์นิยมในหนังอาชญากรรม การต่อยตีข้างบาทวิถี ถือมีดพร้านไล่ฟันกัน ขับรถมอร์เตอร์ไซท์ซิ่งไล่ล่ากันตามถนน ยามค่ำคืน ตะลุมบอนกันในไนท์คลับ ฉายที่แสดงความรุนแรงเหล่านี้ ถูกเสนอในแบบ ที่ดูล้มลุกขลุกคลาน น่าอะเน็จอะนาจ หาความลื่นไหล ความบันเทิงทางภาพได้อย่างยากเย็น
ริงโก้ แลม อาจจะโด่งดังมาพร้อมๆ กับ จอห์น วู มีโจวเหวินฟะเป็นนักแสดงคู่ใจเหมือนกัน ได้โกอินเตอร์ไปทำหนังที่อเมริกาทั้งคู่ School on Fire นั้นก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ริงโก้ แลม นั้นแตกต่างจาก จอห์น วู โดยสิ้นเชิง

- Credits
บริษัทผู้สร้าง- Cinema City
บริษัทจัดจำหน่าย- Cinema City
กำกับ – Ringo Lam Ling-Tung
อำนวยการสร้าง – Ringo Lam Ling-Tung, Karl Maka
บทภาพยนตร์ - Nam Yin
ตัดต่อ - Cinema City Production Co. Ltd. Editing Unit, Tony Chow Kwok-Chung
กำกับศิลป์ - Luk Chi-Fung, Tai Chan-Ching
ดนตรีประกอบ - Lowell Lo Koon-Ting
ถ่ายภาพ - Joe Chan Kwong-Hung
ออกแบบเครื่องแต่งกาย - Thomas Chong Chi-Leung, Tong Ping
กำกับคิวบู๊ - Lau Chi-Ho, Joe Chu Kai-Sang
แสดงนำ - Fennie Yuen Kit-Ying, Sarah Lee Lai-Yui, Roy Cheung Yiu-Yeung, Damian Lau Chung-Yan, Lam Ching-Ying, William Ho Ka-Kui, Victor Hon Kwan, Tommy Wong Kwong-Leung, Raymond Lee Wai-Man, Tse Wai-Kit, Terrence Fok Shui-Wa - Thailand Distribution - เข้าฉายในเมืองไทย ใช้ชื่อว่า “กระซวกยกชั้น”
- Rating – 4.5/5
Tags: ริงโก้ แลม, หลินเจิ้งอิง, หลิวสงเหยิน
You can comment below, or link to this permanent URL from your own site.
ตุลาคม 16, 2008 at 7:36 am
หนังในความทรงจำของผมเลยนะเนี่ย ตอนท้ายที่ไล่กระซวกมีดกัน ตื่นเต้นจริงๆ
รบกวน ผมมีหนังอีกเรื่องที่ชอบจังตอนนั้น ชื่อเรื่องมีคำว่า …ตะวัน..มีหยวนเปียวเล่น เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการหักหลังตามล่ามือปืนสาวแผ่นดินใหญ่ ที่ช่วยเด็กลูกใครสักคน
ที่ชอบเพราะเธอเล่นได้เท่ นิ่ง ดีครับ ถ้าพอมีขอมูลช่วยรีวิว
จะเป็ฯพระคุณครับ
ตุลาคม 17, 2008 at 1:06 am
ที่คุณ TylerDurden ถามถึงน่าจะเป็นเรื่อง On the Run นะครับ ชอบเหมือนกันครับ เรื่องนี้
http://www.hkcinemagic.com/en/movie.asp?id=963
ตุลาคม 20, 2008 at 8:45 am
โอ ใช่เลย
ขอบคุณมากครับ
ตุลาคม 21, 2008 at 2:45 pm
ชื่อเรื่องคือ บ้าตะลุยแดด on the run หยวนเปียว เล่นคู่กับดาราสาว เซี่ยเหวินซี
ฉายปี 1988 ลิขสิทธิ์ ของนนทันันท์