Biography: เล่อตี้ ความงามแห่งยุคสมัย

วงการหนังฮ่องกงในยุค 50 – 60 นั้นถึอว่าเป็นยุคทองดาราหญิงอย่างแท้จริง เป็นยุคสมัยสิ่งความเพ้อฝันของเนื้อหา ฉากเต้นรำ เนื้อเรื่องว่าด้วยการเกี้ยวพาราศี และความงามของสตรี เป็นสิ่งเรียกร้องความสนใจ และดึงคนดูจากบ้านให้เข้าโรงหนัง

ชอว์บราเดอร์เองก็มีนักแสดงหญิงระดับซุปเปอร์สตาอยู่มากมาย แต่ละคนก็มีจุดขาย และบุคลิคลักษณะ ที่แตกต่างกันไป หลินปอ เน้นแสดงบทผู้ชายในหนังเพลง หลินไต้ ดาราสาวผู้น่ารัก เจิ้งเผ่ยเผ่ยหน้าตาจิ้มลิ้ม เล่นบทบู๊ได้ลื่ไหลเป็นพิเศษ แต่ถ้าพูดถึงความงาม เล่อตี้ คืออันดับหนึ่ง ในยุค 50 คงไม่มีใบหน้าไหนที่จะสร้างความตกตะลึกได้เท่าเทียมกับ ดวงหน้าของเล่อตี้อีกแล้ว

เล่อตี้ เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมปี 1937 มีชื่อจริงว่า ซีซองอี้ (Xi Zhongyi) เป็นคนผูตง จังหวัดเจียงซู (ปัจจุบันอยู่ในเขตเซียงไฮ้) เป็นลูกคนสุดท้อง มีพี่ชายสามคน และพี่สาวสองคน ถึงแม้ตระกูลของเธอจะค่อนข้างกว้างขวาง มีกิจการก่อสร้างที่สืบต่อกันมาหลายชั่วคน แต่ชีวิตช่วงวัยเด็กของเธอ กลับเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพ่อ และแม่ เสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเด็ก โดยพ่อเสียชีวิตในสงครามกับญี่ปุ่น ตั้งแต่เล่อตี้ จะเกิด ส่วนแม่เสียชีวิตตอนเล่อตี้อายุได้แค่หงขวบ และต้องย้ายไปอยู่ที่เซียงไฮ้กับครอบครัวของปู่ของเธอที่ชือว่า กู่ซูซวน ที่ถือได้ว่าเป็นผู้มั่งมีคนหนึ่งในเมือง เขามีโรงอุปรากรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเซียงไฮ้ ณ ที่นี่เองเป็นสถานที่ที่เล่อตี้ ได้พัฒนาความชื่นชอบ และหลงไหลในศิลปะการแสดง

จนกระทั่ง ในปี 1949 ครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพี่สาว และพี่ชาย ก็จะย้ายไปอยู่ฮ่องกงโดยอาศัยอยู่ที่แถบ เจียมซาจุ่ย เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ด้วยความงามที่โดดเด่น และความชื่นชอบในการแสดงออกของเล่อตี้ ทำให้ ในปี 1953 เธอได้เซ็นสัญญาเข้าเป็นนักแสดงของบริษัท Great Wall Film Studios ในฐานะนักแสดง และเป็นที่นี่เองที่เธอถูกเรียกครั้งแรกว่า “เล่อตี้” โดยเป็นการแผลงมาจากชื่อเล่นของเธอที่ชื่อว่า หลิวตี้

หลังจากใช้เวลาในการฝึกฝนการแสดง และฝึกภาษาแมนดาริน เล่อตี้ก็มีผลงานเรื่องแรกออกมาคือในปี 1953 นี่เองคือหนังเรื่อง The Peerless Beauty ที่เธอได้แสดงร่วมกับ เซียเมิ่ง ปิงฝาง และจินซา หนังเป็นหนังย้อนยุค และดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิค ด้วยใบหน้าที่สวยหวานแบบสาวโบราณ ทำให้หนังขับดันเสน่ห์ของเธอขึ้นมาอีกหลายเท่า ซึ่งต่อมาภาพของนางในวรรณคดี ในลักษณะนี้ก็กลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัว ของเลอตี้ไปตลอดชีวิตการทำงาน The Peerless Beauty ประสบความสำเร็จพอสมควร ชื่อของเล่อตี้ก็กลายเป็นที่สนใจ ไปทั่ววงการ

หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานร่วมกับ Great Wall Film Studios อีกหลายเรื่อง จนกระทั่งปี 1958 เมื่อหมดสัญญา เธอจึงออกจากบริษัทไป อย่างไรก็ตาม ตายยิ่งใหญ่ของเล่อตี้ เกิดขึ้นในอีกช่วงต่อมานี้เอง เมื่อเธอเซ็นสัญญากับบริษัท ชอว์บราเดอร์ หนังเรื่องแรกของเธอที่นี่ก็คือ The Magic Touch เป็นหนังที่สร้างชื่อให้กับเล่อตี้เป็นอย่างมาก ถึงกับมีการตั้งฉายาให้เธอว่าเป็น “The Classic Beauty” เล่อตี้มีผลงานกับชอว์บราเดอร์อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายยุค 50

อย่างไรก็ตาม หนังที่ทำให้เล่อตี้ดังเป็นพรุแตก คือ ในปี 1960 เล่อตี้กลายเป็นดาวเด่น ในวงการภาพยนตร์ ในชั่วข้ามคืน ในหนังเรื่อง The Enchanting Shadow (1958, Li Han Shiang – ชื่อไทย วิญญาณรักปีศาจสาว) หนังดัดแปลงมาจาก วรรณกรรมโบราณของ ฝูสงหลิง เล่าเรื่อง บัณฑิตหนุ่มที่ต้องค้างแรมในบ้านร้าง และได้พบกับหญิงสาวลึกลับ หนังเสนอเรื่องราวลึกลับ ด้วยเสน่ห์ของตะวันตกอย่างเต็มเปี่ยม เน้นการสร้างบรรยากาศ

นอกจากนั้น The Enchanting Shadow ยังเป็นหนังภาษาจีนกลางเรื่องแรกของบริษัทชอว์บราเดอร์ด้วย หนังยังถ่ายทำด้วยฟิมล์สี สมบูรณ์พร้อมด้วย งานสร้าง และการกำกับศิลป์ที่สวยงาม ของผู้กำกับ หลี่ฮั่นเสียง นับได้ว่าเป็นหนังที่สำคัญที่สุด เรื่องหนึ่งของชอว์บราเดอร์ นอกจากจะประสบความสำเร็จในบ้านแล้ว หนังยังได้ไปฉายโชว์ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อีกด้วย The Enchanting Shadow ได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม ส่วนเล่อตี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น นางเอกที่สวยที่สุดของตะวันออก

หลังจากนั้นชื่อของเล่อตี้ก็อยู่เคียงคู่กับบริษัทชอว์บราเดอร์ ผลงานที่น่าสนใจในช่วงนี้ของเธอก็มี Bride Napping (1962) และ Dream of the Red Chamber (1962) เรื่องหลังนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมจีนชื่อดังเรื่อง “ความฝันในหอแดง” ที่สำคัญก็คือ Dream of the Red Chamber ยังเป็นการร่วมงานกันของ สองดาราหญิงในวงการหนังภาษาแมนดาริน ที่โด่งดังที่สุดแห่งยุค 2 คนนั้นก็คือ เล่อตี้ และหลินไต้

จนกระทั่งปี 1963 เธอก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของอาชีพอีกครั้ง ในหนังเรื่อง Love Eterne (1962, Li Han Shiang – ชื่อไทย ม่านประเพณี) หนังดัดแปลงมาจากนิยายพื้นบ้าน (เช่นเคย) เล่าเรื่องของความรักหนุ่มสาวต่างชนชั้น เล่อตี้แสดงเป็นหญิงสาวที่ต้องต่อสู้กับ ทัศนะคติเกี่ยวกับสตรี และค่านิยมของเรื่องชนชนั้น หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง กลายเป็นงานแห่งประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งแห่ง วงการภาพยนตร์ฮ่องกง

……………………

“หนังเรื่องนี้ ผกก (หรือผู้สร้าง) ก็ลังเลใจอยู่ว่าจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกดี ระหว่างเล่อตี้กับหลิงปอ (ทำไมไม่เอาผู้ชายจริงๆเล่นก็ไม่รู้) แต่แล้วทั้งคณะก็มาลงตัวกันที่จะให้เล่อตี้เป็นนางเอก และหลิงปอเป็นพระเอก ทั้งสองทำได้ดีมาก เล่นหนังเรื่องนี้ได้ดีชนิดที่ว่าแทบจะไม่มีใครเลยเดินออกจากโรงแล้วไม่ร้องให้ (หนังเรื่องนี้ยังเป็นอมตะอยู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเอามาทำใหม่กี่ครั้งคนดูก็ยังไม่ลืมว่าหลินปอ และเล่อตี้เท่านั้นที่เป็นเหลียงซานป๋อ กัย จู้อิงไถ ได้อย่างไม่มีใครทาบได้ ทุกวันนี้ ใครๆก็ยังเรียกหลิงปอว่า พี่เหลียง ตามในหนังอยู่เลย)

และเพราะการแสดงที่ลงตัวของทั้งสอง ทำให้ทั้งสองได้รางวัลม้าทองคำไปครอง แต่ปัญหามันเกิดที่ว่า ดาราแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่จะให้รางวัลดารานำชายให้หลินปอก็ไม่เข้าที รางวัลม้าทองคำปีนั้น จึงได้สร้างรางวัลใหญ่ชึ้นมา เป็รรางวัลพิเศษสำหรับนักแสดงหญิงที่แต่งชายได้ดีที่สุด และรางวัลนี้มีเพียงปีนั้นปีเดียวเท่านั้น

เล่อตี้รู้สึกขายหน้า ที่เด็กเมื่อวานซืนซึ่งไม่มีชื่อเสียงมาก่อนเลย มาได้รางวัลที่สร้างขึ้นมาพิเศษเพื่อหลิงปอเท่านั้นจึงเกิดอาการไม่พอใจ จึงประกาศเลิกเล่นหนังกับหลิงปออีกต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากสำหรับวงการบัญเทิงในยุคนั้น” ({P}a{T}t{Y}, 2006)

……………………

ช่วงกลางยุค 60 เล่อตี้ยังมีโอกาศร่วมงานกับผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง ที่ต่อมากลายเป็นตำนานของชอว์บราเดอร์ไปอีกคนอย่าง หูจวินฉวน เทียบความโด่งดัง และเป็นที่จดจำแล้ว อาจจะไม่สามารถเทียบเคียงกับงานในยุคก่อนหน้าของเธอ สมัยที่ร่วมงานกับหลี่ฮั่นเสียงได้ แต่หนังทั้งสองเรื่องที่เธอแสดงให้กับหูจวินฉวน

จนกระทั่งเล่อตี้หมดสัญญากับชอว์บราเดอร์ในปี 1964 เธอจึงหันไปรับงานจากบริษัทอื่นๆ บ้าง โดยเลือก ที่จะร่วมงานกับ Motion Picture and General Investments Limited (MP&GI) ทิ้งให้ผลงานทั้ง 21 เรื่องกับชอว์บราเดอร์เป็นเพียงอดีต อย่างไรก็ตามยุคสมัยแห่งหนังงิ้ว และหนังรักโบราณดูยังถึงทางตีบตัน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตในยุคหลัง ของเล่อตี้ เรื่องราวส่วนตัวกลับกลายเป็นประเด็นสำคัญ แซงหน้า งานแสดง ที่เธอได้ฝากเอาไว้ เล่อตี้เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แทนที่จะใช้ชีวิตหรูหร่า ออกงานสังคม แบบดาราสาวทั่วไป เธอมักจะชอบใช้เวลาอยู่กับบ้าน และลูกสาวมากกว่า ด้านชีวิตส่วนตัวดูเหมือนว่า เส้นทางชีวิตของเธอไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก เล่อตี้เข้าพิธีแต่งงานกับ เฉินโห พระเอกชื่อดังแห่งบริษัทชอว์บราเดอร์ ในปี 1962 เมื่ออายุได้ 25 ปี ทั้งคู่มีผลงานแสดงด้วยกันหลายเรื่อง เล่อตี้ กับเฉินโหมีบุตรด้วยกัน 2 คน อย่างไรก็ตาม ชีวิตคู่ของเธอ กับเฉินโห นั้นไม่ค่อยราบรื่นไม่ราบรื่นนัก ในปี 1967 ทั้งคู่ก็หย่าขาดจากกัน

……………………

“เรื่องระหว่างเล่อตี้กับเฉินโฮ่ว เจินเพ่ยๆได้ออกมาเล่าให้ฟังว่า เฉินโฮ่วได้ยนกิติศัพท์ความงานของเล่อตี้มานานมากแล้ว แต่ว่าไม่เคยเห็นตัวจริงสักที จนกระทั่งวันหนั่ง เฉินโฮ่วเดินผ่านสาวสวยตรงบันใด เฉินโฮ่วรู้สึกว่าเธอสวยมาก ก็มัวแต่มองจนตกบันใด (แค่ขั้นสองขั้นมั้ง ไม่สูงถึงขนาดเจ็บตัว) เล่นตี้เห็นเลยยิ้มออกมาน้อยๆ ยิ้มเดียวเท่านั้นเฉินโฮ่วเลยตามจีบไม่ปล่อย

แต่น่าเสียดาย เฉินโฮ่วเป็นนักแสดงที่เจ้าชู้ ถึงแม้ว่าจะได้แต่งงานกับ สาวงามขนาดเล่อตี้แล้วก็ยังไม่เลิกนิสัยนี้ สุดท้ายทั้งสองก็หย่ากัน เล่อตี้เองก็เหมือนกับจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง ก็กินยาฆ่าตัวตาย สำหรับสาหตุการตายนั้นบางคนก็เล่าว่า เล่อตี้ตั้งใจจะกินยาประชด เฉินโฮ่วเท่านั้น คือรอเวลาว่าเฉินโฮ่วใกล้จะกลับบ้านแล้ว ถึงกิน ก็คงหวังเอาไว้ว่าสามีคงมาเห็นแล้วพาไปส่งโรงพยาบาล … น่าเสียดาย คืนนั้นเฉินโฮ่วไม่ได้กลับบ้าน…” ({P}a{T}t{Y}, 2006)

……………………

ในปี 1968 วันที่ มีคนพบร่างของเล่อตี้หมดสติ อยู่ในบ้านของเธอเอง อันเป็นผลสืบเนื่องจากการรับประทานยานอนหลับเกินขนาด กว่าจะส่งถืงโรงพยายาบาลนางเอกร่างของสาวชื่อดัง ก็ไร้วิญญานซะแล้ว ถึงแม้ไม่ได้มีการระบุสาเหตุแห่งการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนเชื่อว่า นี้เป็นนี้เป็นการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ของนางเอกสาวคนดังแห่งยุค 50 จบเรื่องราวอันยุ่งยาก ความรุ่งเรืองในชีวิต และความงามอันเป็นอมตะ ให้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ และความทรงจำ

อาจจะฟังดูตื้นเขินถ้าจะบอกว่า สิ่งที่ผู้คนจดจำเล่อตี้ได้มากที่สุดก็คือความงามของเธอ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ การเสียชีวิตของเล่อตี้ และหลินไต้ จากการฆ่าตัวตายด้วยกันทั้งคู่ ในปี 1968 นั้น เป็นเรื่องเศร้าของวงการภาพยนตร์ แต่เมื่อลองมองย้อนกลับไป นี้กลับสะท้อนถึงอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามเหมือนความฝัน กลับซ้อนไว้ด้วยหัวใจที่แตกสลาย นอกจากนั้นยังเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุด ของยุคแห่งความนิยมในตัวดาราหญิง การสั้นสุดของหนังเพลง หนังงิ้วหวงเหมยตี้

ข้อมูล ในเครื่องหมาย คำพูด ตัดตอนมาจาก บทความ “เรื่องราวของหลินไต้ เล่อตี้ และ หลี่ชิง” โดยคุณ แพท ({P}a{T}t{Y}) จากเว็บบอร์ด ของ พันทิป ครับ (อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่นี่ )

7 thoughts on “Biography: เล่อตี้ ความงามแห่งยุคสมัย

  1. ชอบดูเล่อตี้ในหนังเรื่องม่านประเพณีมากๆๆ เคยดูในโรงหนังแล้วร้องไห้ แล้วตอนหลังไปเจอแผ่นcdท่ีขายอยู่แถวเยาวราชซื้อกลับมาดูท่ีบ้าน ดูแล้วก็ร้องไห้อีก ดู5-6รอบก็ร้องไห้ทุกรอบเลย จนแฟนบอกว่าจะบ้าหรือเปล่าต่อไปไม่ให้ดูอีกแล้วนะ แฮะแฮะ!ก็คนมันชอบอ่ะ

  2. เกิดไม่ทันยุคของเล่อตี้ แต่เห็นใบหน้าแล้วหลงรักทันทีค่ะ เลยเสิร์ชหาเรื่องราวมาอ่าน ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่นะคะ

    แต่ขอเเก้ไขนิดนึง ตรงที่ว่าเล่อตี้ต้องมาเรียนภาษาแมนดารินก่อนจะเข้าวงการที่ฮ่องกงนั้นไม่ใช่นะคะ

    เธอมาจากแผ่นดินใหญ่ ที่นั่นภาษาหลักคือแมนดาริน หรือจีนกลางอยู่แล้วค่ะ เเต่ที่ฮ่องกงภาษาหลักคือ cantonese หรือกวางตุ้งค่ะ

    พอดีเรียนภาษาจีนมา จึงพอรู้รายละเอียดตรงนี้ค่ะ

  3. ตื้นเขินจริงๆ ถ้าบอกว่า คนจำได้เฉพาะความงามของเล่อตี้…. ความจริงแล้ว เธอมีความสามารถในการแสดงสูงมาก จนได้รับการยกย่องให้เป็น “จู้อิงไถนิรันดร์กาล” เลยทีเดียว สารคดีฮ่องกงบอกว่า เธอสามารถเล่นได้ทั้งบท “ชาย” และ “หญิง” ตอนเป็นผู้ชายก็ดูงามสง่าหล่อมาก เป็นผู้หญิงก็มีเสน่ห์มาก นอกจากนี้ยังเล่นได้ทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” เล่นได้ทั้งบท “เศร้า” และ “ตลก” รวมถึง เล่นได้ทั้งหนัง “โบราณ” และ “สมัยใหม่” อีกด้วย นับได้ว่าเป็นดาราหญิงที่เล่นได้ครบสูตร พร้อมรางวัลอีกมากมายครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s