Mr. Cinema (2007, Samson Chiu Leung-Chun)

โจวกง (หวงซิวเซิง) นั้นมีความฝันอยู่สองอย่าง หนึ่ง คือการได้ทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ สิ่งที่เขารัก เป็นโชคดี โจวกง ที่ได้ทำหน้าที่คนฉายหนัง ในโรงหนังแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้านตั้งแต่ยังหนุ่ม นี่อาจจะไม่ใช่งานที่นำรายได้มากมาย หรือมีเกียรติสูงส่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่เขารัก โจวกง รักการดูหนังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนั้นก็เกี่ยวดองอยู่กับความฝันอย่างอย่างที่สองของเขา แบบแยกออกจากกันไม่ได้ ก็คือการ ความใฝ่ฝันที่จะได้ไปเยือนจตุรัสเทียนอันเหมิน แห่งปักกิ่ง และประเทศจีน อันเป็นศูนย์รวมความยิ่งใหญ่ของ และสัญลักษณ์ การปกครองแบบสังคมนิยม

Mr.Cinema (หรือในชื่อเดิมที่ออกแนวการเมืองมากกว่าว่า Call Me Left) เล่าเรื่องของฮ่องกงดินแดนแห่งเศรษฐกิจทุนนิยม ด้วยสายตาของ ชายที่ยืนอยู่บนฝังตรงกันข้าม คนซ้ายจัด อย่าง โจวกง นั้นเชื่อและถึงขั้นศรัทธาในการปกครองระบอบสังคมนิยม ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่คือความใฝ่ฝันของเขา เขาใช้ชีวิตโดยอุทิศให้กับความเชื่อ ที่สังคมจะดีได้ต้องลดความเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือผู้อื่น เน้นหนักในการสร้างความสามัคคี ระหว่างคนในชาติ แน่นอน โจวกง กลายเป็นที่นับหน้าถือตาของชุมชน แต่ความหัวสังคมนิยมจัด กลับทำให้ความสัมพันธ์ของเขา กับลูกชายคนเดียว อาจง (เจิ้งจงจี) ต้องหมางเมิน

ถึงแม้จะชอบสอนอะไรแปลกๆ .ให้ลูก อย่างการเลือกซื้อแตงโมง ก็อย่าเอาลูกใหญ่นัก เอาเล็กๆ ไว้ก่อน จะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบคนขาย อาจง ก็เหมือนกันเด็กทั่วๆ ไป ที่เห็นพ่อเป็นเหมือนวีระบุรุษ น่าเศร้าที่เมื่อเติบโตขึ้น สิ่งต่างๆ ที่พ่อทำ กลายเป็นคำถามสำหรับอาจง และในที่สุดก็กลายเป็นความไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเรื่องเสื้อผ้า ทรงผม หรือเรื่องการเลือกทางเดินในชีวิต สุดท้ายอาจง เตลิดไปสู่วัฒนธรรมทุนนิยมที่ โจวกง เกลียดชัง เทียวไปเทียวมาระหว่างฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อหาเงิน และแสวงหาความประสบความสำเร็จ ลุยมั่วกันตั้งแต่ธุรกิจส่งออก ตู้เกมส์ เสื้อผ้า จนไปถึงฟาร์มหมา สิ่งที่ดูจะสามารถดึงให้อาจงกลับบ้าน มาเป็นครั้งเป็นคราวได้ ก็คือผู้หญิงสองคน หนึ่งคือแม่ ผู้เหนื่อยยากอยู่กับการดูแลบ้าน และสอง อาหมิ่น (ม่อเหวินเหว่ย) สาวข้างบ้านที่เป็นเพื่อนของอาจง มาตั้งแต่เด็ก

ประเด็นหลักของ Mr.Cinema นั้นพูดถึงความเชื่อความศรัธทา ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ถูกสั่นคลอนด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โจวกง เชื่อฝังหัวถึงระบบการปกครองแบบสังคมนิยม โดยมีเมืองจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเสมือน ยูโธเปีย (เมืองในฝัน) ที่เขาแสวงหา และต้องการได้สัมภัสซักครั้งในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ความศรัธทาของโจวกง เริ่มถูกทดสอบทีละน้อย สิ่งต่างๆ ที่เขาคิดว่าถูก กลับย้อนมาทำร้ายคนรอบตัว กับลูกชายกลายเป็นความขัดแย้ง ยากจะผสาน กับภรรยากลายเป็นความยากลำบากสำหรับเธอ แม้ อาหยิง (เทเรซ่า เหมา) จะไม่ปริปากบ่น แต่การใช้ชีวิตแบบอุดมคดีของสามี ก็บ่อนทำลายชีวิตของเธอไปทุกๆ วัน การทำงานอย่างหนักหน่วง อย่างไม่มีวันหยุดวันหย่อน อย่าว่าแต่เฟล็ตหลังใหม่ที่เธอใฝ่ฝัน

โจวกง มีชีวิตผ่านช่วงเวลาต่างๆ หนังนำเสนอรายละเอียดแห่งประวัติศาสตร์ต่างๆ ภาพเศรษฐกิจตกต่ำ และตลาดหุ้นพัง โจวกง กับเมีย ก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านซอมซ่อ ที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าสูง เต็มไปด้วยสายไฟรกรุงรัง ใช้ชีวิตอยู่กับอุดมคติแห่งสังคมนิยม ที่เริ่มถูกกัดกล่อนลงไปทุกวันๆ ที่ซ้ำร้าย ปักกิ่งในความฝันของเขาก็เริ่มเลือนลางลงไปทุกวัน ในคืนที่มีพิธีการส่งมอบเกาะฮ่องกง เป็นคืนที่ฝนตกปลอยๆ โจวกง ออกมาเดินที่ท้องถนน มีกล้องทีวี ไมโครโฟน และนักข่าว ถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนี้ “ผมยินดีมากๆ ที่ฮ่องกง จะได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศทียิ่งใหญ่อย่างจีน” นั้นเป็นคำตอบ บนใบหน้าที่เรียบเฉย แม้แต่โจวกงเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ยูโธเปีย ของโจวกงกลายเป็นแค่ความฝัน แม้แต่เมืองจีน ที่เขาฝันถึง ปัจจุบันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับฮ่องกง เต็มไปด้วยร่องรอยของความเป็นทุนนิยม ที่ทุกอย่างหาได้ด้วยเงิน เทียนอันเหมิน ดินแดนศักสิทดิ์ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถึงป่านนี้แล้ว โจวกง ก็ยังไม่ได้ไปปักกิ่งอย่างที่หวังซะที แม้แต่ลูกชายของเขา ก็ปรามาศออกมาครั้งหนึ่ง ในการโต้เถึยงรุนแรงระหว่างทั้งคู่ว่า “อยากไปปักกิ่งนักหรือ ทุกคนไปกันมาหมดแล้ว ยกเว้นพ่อ นั้นแหละ” โจวกง ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปักกิ่ง เทียนอันเหมิน หรือโลกสังคมนิยม ในอุดมคติของเขา มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว หรือที่แท้จริง มันอาจไม่เคยมีมาเลยก็ได้ ช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานเปลี่ยแปลงฮ่องกงไปมากมาย เช่นเดียวกันกับปักกิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวโจวกงเอง

Samsan Chiu คนทำหนังที่กว่าจะประสบความสำเร็จ ก็ล่วงเลยสู่ครึ่งชีวิตของการทำงานแล้ว ถนัดนักกับการทำหนังประเภท มองประวัติศาสตร์ฮ่องกง ผ่านสาตาของ คนเดินดินกินติ่มซำ ผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน Mr.Cinema เดินตามรอยหนังประเภทเดียวกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลของเขา The Golden Chicken ที่เล่าเรื่องความเปลี่ยนของฮ่องกง กับอีตัวคนหนึ่ง

Mr.Cinema ไม่ได้เพียงทำหนังที่ดี แต่เป็นหนังฮ่องกงที่ดี นอกจากจะบอกเล่าชีวิตส่วนตัวของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ยังเล่าด้วยสำเนียงภาษาแบบหนังฮ่องกงแท้ การแสดงในแบบโอเวอร์ประเภททำมากได้น้อยของเจิ้งจงจี การผสมผสานหลากหลายอารมณ์ไว้ด้วยกัน ในแนวทาง หัวเราะร่า น้ำตาริน หนังของ Samsan Chiu ถึงแม้จะวางอยู่บนฐานของงานพาณิชแบบเต็มตัว แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากงานในแนวเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างโลกที่อ้างอิงด้วยโลกใบที่เราอยู่ ตัวละครเผชิญปัญหาที่มนุษย์ปกติธรรมดาต้องพบเจอ

หนังอาจจะมีจุดด้อยจุดเด่นอยู่ประปราย แต่สิ่งที่ไม่ต้องมีคำถามก็คือ การแสดงของนักแสดงหลัก ทั้ง 4 และนักแสดงสมทบอีกสองสามคน เจิ้งจงจี ทำได้ดีกับบทลูกชายหัวรั้น พูดถึงดาราตลกมาแรงคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยถูกตั้งความหวังว่าจะกลายมาเป็นโจวซิงฉือคนใหม่ เวลาผ่านไปประมาณ สองสามปี ดูเหมือนเจิ้งจงจี จะยังคงตามหลังดาราตลกรุ่นพี่อยู่หลายคืบ แต่มองในแง่ดี นั้นก็เป็นโอกาศให้เขาได้แสดงในบทบาทที่หลากหลายอย่างที่ได้ทำใน Mr.Cinema นอกจากนั้นหนังยังมี ดาสาสาวสองรุ่นมารับบทเป็น ผู้หญิงสองคนที่มีอิทธิพลต่อสองพ่อลูก Terasa Mo เป็นภรรยาและแม่ ผู้ตรากตรำเพื่อครอบครัว ส่วนม่อเหวินเหว่ย เป็นเพื่อนสาวของอาจง ที่เป็นกำลังใจให้เขาแม้วันที่ย่ำแย่เต็มทน ดาราขวัญหนังฮ่องกงในอดีตอย่าง John Sham (พูดชื่อนี้หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอก ปอมฟู ไป …. ถ้าคุณรู้จักก็แสดงว่าอายุไม่น้อยแล้วนะครับ 555) มาร่วมแสดงในบทชาวไต้หวัน เพื่อนบ้านโจวกง ที่เริ่มแรกรู้จัก ก็พูดจาช่วยเหลือกันดี แต่พอรู้ว่าไอ้ฟูนี้เป็น พวกทุนนิยมเท่านั้นแหละ ทั้งสองก็เหม็นหน้ากันขึ้นมาทันใด แต่กลายเป็นว่ามิตรภาพระหว่างคนทั้งสองกลับอยู่ทนนานไปหลายปี ถือว่าเป็นบทเล็ก แต่ก็สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชมได้ไม่น้อย

และที่จะไม่สามารถข้ามไปได้เด็ดขาดก็คือ หวงซิวเซิง ถึงตอนนี้คงไม่ต้องมีอะไรให้พูดถึงมากนักสำหรับเขา การแสดงของหวงซิวเซิน เป็นส่วนสำคัญที่สุดของหนัง และสร้างบรรยากาศ ร้อยยิ้มบน คราบน้ำตา ความยิ่งใหญ่ของ หวงซิวเซิน นั้นคงไม่ได้วัดเฉพาะกับหนังเรื่องนี้กันเพียงอย่างเดียว แต่นับรวมถึงงานในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ที่จากตัวประกอบตัวโกงคนหนึ่ง กลายเป็นดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการหนังบทเกาะเล็กๆ แห่งนี้ไปแล้ว

Mr.Cinema อาจจะจบลงด้วยความประณีประนอม ความบาดหมางถูกคลี่คลายอย่างเรียบง่าย และรวดเร็ว ตัวละครหาทางออกจากความทุกระดม และความขัดแย้งได้ด้วยจุดเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเขาใจ และสมานรอยร้าวระหว่างกันได้ในที่สุด นั้นทำให้หนังอาจจะไม่ได้ มีนำเสียงวิภาควิจารณ์อันเข้มข้นอย่างที่ใครๆ หวัง และติดจะประณีประนอบไปบ้าง ด้วยการจบลงด้วยการคลีคลายประเด็นต่างๆ นักวิจารณ์บางคน โจมตี Mr.Cinema ถึงประเด็นแห่งการรอมชอมแบบเกินเหตุ จนถึงกระทั่งที่หนังมีน้ำเสียง ค่อนไปทางการโฆษณาช่วนเชื่อ ด้วยการเชิดชูจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ การหลีกเลี่ยงประเด็นทีรุนแรง อย่างเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เทียนอันเหมิน

ก็ต้องเข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้ว เทียบกับ “จีน” อื่นๆ อย่างไต้หวัน หรือแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง นั้นดูจะมีจิตวิญญานแห่งความเป็นพอค้า เจ้าต่อรอง มากกว่าชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะวงการภาพยนตร์ที่ก่อร้างสร้างตัวกันด้วย การทำหนังเชิงพาณิชกันมาโดยตลอด อย่างน้อยที่สุดบทสรุปของ Mr.Cinema ที่พาตัวละครให้ย้อนกลับมามองตัวเองนั้น ก็ดูเป็นการคลื่คลายเนื้อหาได้อย่างน่าพอใจ การเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ เข้าใจถึงการกระทำของคนข้างๆ และสุดท้ายปล่อยวางต่อความเป็นไปรอบกายไม่เราไม่สามารถขัดขืน หรือควบคุมอะไรมันได้ การปรับตัวอาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าภูมิใจนักสำหรับผู้ยึดมั่นบางคน แต่บางทีนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    Sil-Metropol Organization, Western Movie Group
    อำนวยการสร้าง – Henry Fong Ping
    กำกับ – Samson Chiu Leung-Chun
    บทภาพยนตร์ – Kwun Hung Siu , Samson Chiu Leung-Chun, Sze Yeung-Ping
    ถ่ายภาพ – Charlie Lam
    ดนตรีประกอบ – Leon Ku Sai-cheung
    ตัดต่อ – Kwok-Wing Leung
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – William Fung
    แสดงนำ – Anthony Wong Chau-Sang, Ronald Cheng Chung-Kei, Teresa Mo Sun-Kwan, Karen Mok Man-Wai, Bau Hei-Jing, John Sham Kin-Fun, Andrew Lin Hoi, James Ha Chim-Si
  • Rating – 4.5/5

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s