The Blade – เดชไอ้ด้วน แขนหลุดไม่หลุดแค้น (1996, Tsui Hark)

ฉีเคอะนั้นเป็นเจ้าตำรับแห่งการนำหนังเก่าๆ ของฮ่องกง มาสร้างใหม่ด้วยรูปลักษณ์แห่งความทันสมัย เขาเคยหยิบงานของชอว์บราเดอร์ และหนังในยุคใกล้เคียงกัน มาสร้างแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ลองไล่ดูก็มีตั้งแต่ เดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์ (งานเก่าคิงฮู) ม่านประเพณี (งานเก่าหลี่ฮั่นเสียง) โปเยโปโลเย (งานเก่าหลี่ฮั่นเสียง) หวงเฟยหง (งานเก่านักแสดงกวนต๊ะหิง) จอมยุทธแห่งเขาซูซัน (หนังอภินิหารยุคขาวดำ) แม้กระทั่งตำนานโบราณอย่างนางพญางูขาว ก็ผ่านมือเขามาแล้ว

ในปี 1995 ฉีเคอะเล่นของสูงอีกครั้ง ด้วยนำเอา หนังคลาสสิคของผู้กำกับจางเชอะ เรื่อง One Armed Swordman หรือ เดชไอ้ด้วน หนังที่ได้ชื่อว่าเป็นระเบิดลูกแรกแห่งหนังกำลังภายใน กลับมาทำใหม่อีกครั้ง โดยให้เจ้าเหวินจั๋ว รับบทเป็นจอมยุทธแขนเดียวที่พกความแค้นมาเต็มอก พร้อมกับดาบหักด้ามหนึ่ง กลับขึ้นจอมาฟาดฟันกับศัตรูอีกครั้ง

ณ โรงตีดาบแห่งหนึ่ง ติ้งอัน (เจ้าเหวินจั๋ว) ได้รับการอุปการะจากเจ้าสำนัก เขา เติบโตมาในโรงตีดาบ แห่งนี้ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่ดูจะได้รับการเอ็นดูจากอาจารย์เป็นพิเศษในฐานนะศิษย์เอก นั้นก่อให้เกิดความหมั่นใส้ แกมอิจฉาจากศิษย์คนอื่น ติ้งอัน ยังได้ความสนใจจาก เสี่ยวหลิง (เซียะหนี่) ลูกสาวคนสวยของอาจารย์ ที่ดูจะสนุกกับการเล่นเกมส์โปรยเสน่ห์ ให้กับบรรดาลูกศิษย์สำนักดีดาบทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ติ้งอัน และเถี่ยโถว (เฉินห้าว) ศิษย์เอกอีกคนของสำนัก ที่เสี่ยวหลิงมองว่านี่คือ “ยุทธจักร” ส่วนตัวของนาง สองหนุ่มนักตีดาบ นั้นแหละที่จะเป็นสองจอมยุทธ มาแย้งชิงตัวของนางเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ติ้งอัน ได้ค้นพบความลับเกี่ยวกับพ่อของตัวเอง เมื่อครั้งเก่าก่อน สมัยเมื่อ พ่อ และอาจารย์ ยังคงโลดเล่นอยู่ในยุทธจักร ทั้งคู่ได้กับศัตรูที่ นักดาบรอยสัก (หงหยันหยัน) เฟยหลง ทั้งสองไม่สามารถต้านทานเพลงดาบอันพิศดารของ มันได้แม้แต่น้อย สุดท้าย พ่อของติ้งอัน จบชีวิตลงกับการต่อสู้ ทิ้งลูกน้อย และดาบหักครึ่งท่อนไว้ดูต่างหน้า และกลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์ของสำนัก

ติ้งอัน นั้นค้างคาใจกับต้นกำเนิดของตนเองมาช้านาน เขาตัดสินใจหยิบฉวยดาบหัก อันเป็นสมบัติของบิดา และเดินทางออกจากสำนัก เพื่อตามหาเฟยหลง เสี่ยวหลิง ได้ทราบเรื่องจึงออกจากสำนักเพื่อไปรังตัวติ้งอันไว้ โชคร้ายนางถูกก่อกวน และจับตัวไปโดยพวกโจรป่า ติ้งอัน ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาว จำได้ว่านับเป็นเสียงของสตรีที่คุ้นเคยแต่เด็กอย่าง เสี่ยวหลิง เขาพยายามช่วยเหลือนาง ต่อสู้กับโจรป่าจำนวนมาก สุดท้ายพลาดพลั้ง โดนฟันแขนขวาขาดสะปั้น และตกลงไปในหุบเหว

ติ้งอันได้รับการช่วยเหลือ และรักษาจากเด็กสาวเร่ร่อน ที่ทำไร่ทำนาอยู่บริเวณนั้น แต่ ความแค้นที่เก็บอยู่ในใจ ปณิธานทั้งหมดที่ได้ตั้งไว้ ขาดสะปั้นไปพร้อมกับแขนข้างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขาได้จบลงไปแล้ว ติ้งอัน พยายามตัดใจจากเรื่องราวความแค้นในยุทธจักรของตน ยอมรับสภาพ เปลี่ยนตัวเองจากนักดาบช่างตีดาบ เป็นชาวบ้านคนหนึ่ง ที่ทำมาหากินด้วยการเพราะปลูกเหมือนคนทั่วๆ ไป

จนกระทั่งเรื่องราวแห่งความวุ่นวาย และกลิ่นคาวเลือดได้กลับมาเยือนเขาอีกครั้ง มีโจรป่าบุกปล้ำ และทำลายไร้นาของชาวบ้าน ติ้งอัน และเด็กหญิงแร่รอนก็เป็นหนึ่งในเหยื่อ เขาไม่อาจอดทนต่อการถูกข่มเหงต่อไปได้ ติ้งอัน ค้นพบคัมภีร์ครึ่งเล็มโดยบังเอิญ กับแขนข้างเดียว และดาบหักด้ามหนึ่ง เขาสำเร็จเพลงดาบ อันแปลกประหลาดโดยบังเอิญ อาศัยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว เหวี้ยงดาบเหมือนพายุหมุนเกิด ประสิทธิภาพอันรุนแรง อันเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ของเส้นทางแห่งการแก้แค้นของเดชไอ้ด้วน ติ้งอัน

ในไอเดียดั่งเดิมของ เดชไอ้ด้วน คือการพยายามแสวงหาความสมจริงให้กับหนังกำลังภายใน เมื่อปี 1967 จางเชอะสร้างหนังของเขา ให้หลุดพ้นจากรูปแบบของการแสดงงิ้ว ส่วนฉีเคอะ ก็พยายามทำในสิ่งเดียวกัน แสวงความสมจริงในระดับใหม่ให้กับหนังกำลังภายใน ด้วยการลบภาพเก่าๆ ออกไปให้หมด ไม่มีวิชาลมปราณ ไม่มีวิชาตัวเบา ไม่มีเพลงกระบี่ที่สวยงาม หนังเต็มไปด้วย ภาพของเมืองที่แร้นแค้นสกปรก ความป่าเถื่อน จอมยุทธที่สง่างามแทนที่ด้วยชนชั้นล่างที่ เนื้อตัวสกปรก ท่าทางถ่อยเถื่อน

เข้าใจว่า The Blade นั้นได้รับอิทธิพลมาจาก Ashes of Time มาไม่น้อย ไล่มาตั้งแต่การใช้เสียงบรรยายของตัวละคร จนไปถึง การถ่ายภาพที่ช่วนเวียนหัว และงานสร้าง หนังสร้างโลกแห่งบู๊ลิ้มที่มีลักษณะของแดนเถื่อน มากกว่าเมืองศิวไลท์ หรือธรรมชาติที่สวยงามอย่างที่เราคุ้นชินกัน ซึ่งแน่นอนว่าหน้าตานักแสดงเถื่อนๆ ของ The Blade นั้นส่งเสริมคุณลักษณะข้อหนีได้ดีกว่า ดาราสวยๆ หล่อๆ ใน Ashes of Time ซึ่งถ้าจะนับญาติกันจริงๆ แล้วภาคโปรดักชั่นของหนังสองเรื่องก็มีความเกียวดองกันอยู่ เพราะผู้ดูแลงานสร้าง ของหนังทั้งสองเรื่องก็คือคนเดียวกัน จางซุกปิง โปรดักชั่นดีไซท์ชื่อดัง ที่โด่งดังมาจากหนังอย่าง As Tears Goes By, Days of Being Wild และ Chunking Expres พูดอีกอย่างก็คือดังมาแบบเป็นแพ็คเก็จร่วมกับ หว่องกาไว คริสโตเฟอร์ ดอย นั้นเอง ซึ่งที่จริงแล้ว จางซุกปิง ทำงานกับฉีเคอะมานานพอสมควร และก่อนหน้าที่จะได้พบกับหว่องกาไวเสียอีก

อาจจะมีหลายแง่มุมของ The Blade ที่คล้ายคลีง หนังจอมยุทธขี้เหงาเรื่องนั้น สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ในขณะที่ Ashes of Time ยังคงมุ่งเน้นสำเสนอเรื่องของจอมยุทธในฐานะของชนชั้นพิเศษ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และชีวิตอันเจิดจรัส (แน่นอนว่าเหงา เศร้า ซึม ของเหล่าจอมยุทธ ใน Ashes of Time ก็ถือเป็นความเจิดจรัสชนิดหนึ่ง) The Blade เลือกที่จะเสนอภาพของจอมยุทธ ไปในแง่มุมแห่งความธรรมดาสามัญ

ถึงแม้จะมีรูปลักษณ์ที่แต่งต่างกับงานต้นฉบับในบางส่วน The Blade นั้นพูดถึงเนื้อหาใจความสำคัญเดียวกัน อันว่าด้วย ชีวิตหลังความตายของชายคนหนึ่ง ความตายที่ว่านั้นหาใช่ทางเนื้อหนัง แต่เป็นความตายจาก เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีแห่งชนชั้นที่เรียกขานกันว่าชาวยุทธ ติ้งอัน เชื่อว่าความเป็นจอมยุทธ และโลกแห่งยุทธจักร ได้ตายจากเขาไปเมื่อสูญเสียแขน แต่ความจริงแล้ว มันไม่เคยมีมาตั้งแต่ต้น

เรื่องราวของ The Blade นั้นถูกบอกเล่าโดย ตัวละครสตรี นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะตัวละคร อาหญิง ลูกสาวเจ้าสำนักตีดาบ แทบจะเรียกได้ว่าไร้เดียงสาโดยสิ้นเชิง นางสนใจเพียงแค่ปั่นหัวผู้ชาย แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เสี่ยวหลิง พยายามสร้างยุทธภาพส่วนตัว ที่ว่าด้วยการแย้งชิงตัวนางเอง ระหว่าง ติ้งอัน และเถี่ยโถว ท้ายที่สุด เสี่ยวหลิงกลับเป็นคนเดียว ที่ติดอยู่ในภาพลวงตาแห่งยุทธจักรนั้น ติ้งอันเตลิดไปกับความแค้นส่วนตัวของเขา ขณะที่เถี่ยโถว เองเมื่อค้นพบความเย้ายวนที่รุนแรงกว่า จากหญิงคนอื่นก็หมดความสนใจในตัว เสี่ยวหลิง ไป

ทั้งยุทธจักร ของเสี่ยวหลิง ยุทธจักรของติ้งอัน ที่ว่าด้วยความแค้นของบิดา รวมถึงยุทธจักรของตัวละครที่ชื่อว่า เถี่ยโถว และเหล่าลูกศิษย์ โรงตีดาบทุกคน ที่เป็นเรื่องของ คุณงานความดี การปกป้องผู้อื่น สุดท้ายล้วนเป็นภาพลวงตา จอมยุทธในยุทธจักร ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่สิ่งสูงส่ง ที่จริงแทบจะเรียกได้ว่าต้อยต่ำติดดิน ไม่ได้แตกต่างอะไรกับคนธรรมดา ภาพของหลวงจีนผู้เยี่ยมยุทธ และผดุงความยุติธรรม ที่เหล่าติ้งอัน และเถี่ยโถว ได้เจอ กลับเสียท่ากุ๊ยข้างถนนอย่างหมดท่า ด้วยเครื่องมืออย่าง กับดักสัตว์ และการรุมสกรัมแบบหมาหมู่ นั้นดูจะสะท้อนความจริงข้อนี้ได้ดี โลกแห่งการเอาตัวรอดนั้น ความดีความเลว ถูกจัดลำดับอยู่ในชั้นรอง การมีชีวิตอยู่ และเอาชีวิตผู้อื่น กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธี “ณ วันนั้นข้าถึงได้ทราบว่า ข้าได้เข้าสู่ยุทธจักรแล้ว เพราะว่าวันนั้นเป็นวันที่ข้าได้เห็นเลือด” เสี่ยวหลิง เอยออกมาในวันหนึ่ง ยุทธจักร แท้จริงแล้วก็แค่ เลือด และการฆ่าแกง ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เท่านี้เอง

ฉีเคอะยังพยายามเปรียบเทียบชีวิตของผู้คนในยุคนั้นกับดาบ อาวุธมีคมที่ไม่ได้ถูกตีค่าเพียงเครื่องใช้สอย หากแต่ยังเป็นเครื่องแสดงเกียรติภูมิ ความศักศิกดิ์ แห่งจอมยุทธ ซึ่งท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นเรื่องเหลวไหล ติ้งอัน พบว่าไม่ว่าจะดาบชั้นดี ดาบหักครึ่งท่อน ดาบสั้น ดาบยาว จนไปถึงมีดทำครัว เศษเหล็ก ทั้งหมดล้วนมีคม ไม่ได้ด้อยต่ำ หรือสูงค่าไปกว่ากัน นอกเหลือจากนั้นเราล้วนคิดไปเอง

หนังดูมีเรื่องราวที่จะเล่าอยู่พอสมควร แต่ฉีเคอะดูจะมีปัญหาที่จะสื่อมันออกมาอยู่ไม่น้อย ต้องยอมรับว่าฉีเคอะนั้นเป็นคนที่มีวิศัยทัศน์ที่กว้างไกล เขามีไอเดียดีๆ อยู่มหาศาล แต่พอหนังเสร็จออกมาเป็นเรื่อง มักมีจุดเสียเล็กๆ น้อย หรือบางครั้งก็ใหญ่โตจนหนังพังไปทั้งเรื่อง อยู่เสมอๆ จะเรียกว่าท่าดีทีเหลวก็ดูจะโหดร้ายเกินไปนัก แต่ความเป็นจริงก็นับว่าใกล้เคียง ในกรณีของ The Blade งานของฉีเคอะ ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่ก็ปรากฏร่องรอยแห่งความ “ไม่เนียน” ออกมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ชัดเจน ประเด็นต่างๆ ดูคลุมเคลือ จนถึงการเปิดประเด็นหลายๆ เรื่องไว้แต่ก็ไม่ได้สานต่อเป็นเรื่องเป็นราว จนบางก็สงสัยเหมือนกันว่า เรื่องราวบางตอน หรือคำพูดบางประโยคในหนังนั้น ดูเหมือนจะถูกใส่มาเพื่อ “ความเท่ห์” เฉยๆ

ส่วนที่หนังทำได้ดีเด่นเป็นพิเศษ และดูจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองจริงๆ เห็นจะเป็นการสร้างสรรค์งานแอ็กชั่น ชื่อผู้กำกับคิวบู๊ หลายคนมาเกี่ยวข้องกับงานนี้ อันได้แก่ หงหยันหยัน (ร่วมแสดง), หยวนปัน (ร่วมแสดง) , เม่งไห่ และตงเหว่ย แถมตำแหน่งผู้ช่วยอีกถึง 4 คน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าร่วมทำงานพร้อมกันหมด หรือไล่ออกแล้วจ้างคนใหม่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับหนังบางเรื่องของฉีเคอะมาแล้ว อย่างไรก็ตาม คิวบู๊ในหนังเรียกได้ว่าสุดยอด ดูรุนแรง และรวดเร็ว สมจริง โอเคอาจจะดูมั่วไปซักหน่อย แต่ก็ถือว่าสร้างความบันเทิง และสูบฉีดเลือด ได้พอสมควร

นักวิจารณ์หลายคนอดที่จะ เปรียบเทียบ The Blade กับหนังเรื่อง The Wild Bunch ของ Sam Packinpah ไม่ได้ ทั้งคู่ล้วนทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ก็คือปิดฉากความเชื่อ ต่อตำนานดังเดิมของท้องถิ่น ในขณะที่ The Wild Bunch พูดถึงการสิ้นยุคสมัย แห่งหนังคาวบอยอเมริกัน The Blade ก็ทำอย่างนั้นเช่นเดียวกัน สำหรับหนังกำลังภายใน และนับว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ที่หน้าที่นี้ตกเป็นของ ผู้ที่เปิดตำนานหนังประเภทนี้ขึ้นมาเองกับมืออย่าง ฉีเคอะ ผู้ครั้งหนึ่ง เคยสร้างโลกยุทธภาพ ที่เต็มไปด้วยความเจิดจรัส แห่งแห่งชีวิตของจอมยุทธ กลับมาให้มุมมองใหม่ เป็นยุทธจักรที่ไร้เงาของคำว่า ดีและเลว เหลือเพียง ผงฝุ่นปริวว่อน รอยเลือดแห้งกรัง และใบมีดอันคมกริบ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    Film Workshop
    กำกับ – Tsui Hark
    อำนวยการสร้าง – Tsui Hark
    บทภาพยนตร์ – Tsui Hark, So Man Sing, Koan Hui
    กำกับภาพ – Gam Sing
    ตัดต่อ – Kam Ma
    ดนตรีประกอบ – William Hu Wei Li, Raymond Wong Ying-Wah
    กำกับศิลป์ – William Chang Suk-Ping, Bill Lui Cho-Hung, Alfred Yau Wai-Ming
    กำกับคิวบู๊ – Stephen Tung Wai, Mang Hoi, Yuen Bun
    แสดงนำ – Zhao Wen-Zhou (Chiu Man-Cheuk), Xiong Xin-Xin (Hung Yan-Yan), Moses Chan Ho, Sang Ni, Austin Wai Tin-Chi, Valerie Chow Kar-Ling, Michael Tse Tin-Wah, Jason Chu Wing-Tong, Ngai Sing
  • Thailand Release – ฉายโรงโดยสหมงคลฟิล์ม ปี 1995 ชื่อไทยว่า “เดชไอ้ด้วน แขนหลุดไม่หยุดแค้น”, ออกเป็นแผ่น VCD โดย EVS และแมงป่อง
  • Related and Recommend – The One-armed Swordsman (ต้นฉบับ)
  • Rating – 5/5

5 thoughts on “The Blade – เดชไอ้ด้วน แขนหลุดไม่หลุดแค้น (1996, Tsui Hark)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s