The Warlords – 3 อหังการ์เจ้าสุริยา (2007, Peter Chan)

ในศึกกบฎไท่ผิง ผางชิงหยุน (หลี่เหลียงเจี๋ย) รอดชีวิตมาจากส่งครามครั้งใหญ่ ทหารพันกว่าชีวิตของเขาเสียชีวิต ผางชิงหยุนแกล้งตาย นอนอยู่ท่ามกลางศพพี่น้องมากมาย แม่ทัพหนุ่มจึงเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ชีวิตที่เหลือของเขาคงมีแต่ความกล้ำกลื่น เขาพาร่างที่บอบช้ำทั้งกาย และใจมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผางชิงหยุนแทบเอาตัวไม่รอดถ้าไม่ใช่ เพราะเขาได้พบกับหญิงสาว ชาวบ้านคนหนึ่ง เป็นนางนี้เองที่ช่วยต่อชีวิตให้กับผางชิงหยุน ด้วยซุปชามเล็กๆ ที่ตกถึงท้อง และที่ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาที่เขา และนางได้อยู่ร่วมกัน ในบ้านร้างแห่งนั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ข้ามคืน แต่มันได้ต่อชีวิตของ ผางชิงหยุน ไปอีกยาวนาน

ต่อมาไม่นาน ผางชิงหยุน เข้าร่วมกับ กลุ่มชาวชกรรณ์ในหมู่บ้าน ที่รวมตัวกันเป็นโจรป่าคอยปล้นสะดมจากกองทัพ เพื่อนำเสบียงมาเลี้ยงท้องของทั้งตนเอง และผู้อื่นในหมู่บ้าน โดย ชายที่ชื่อว่า เฉาเอ่อหู่ (หลิวเต๋อหัว) และคนหนุ่มอย่าง จางเหวินเฉียง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) เป็นผู้ช่วย ความเชี่ยวชาญในการศึกสงครามของ ผางชิงหยุน ช่วยให้เขามีส่วนสำคัญในชัยชนะครั้งหนึ่งของกองทัพนอกกฏหมายฝูงนี้

แต่สิ่งเดียวที่สร้างความตกตะลึกแก่ ผางชิงหยุน มากที่สุดก็คือ หญิงสาวชาวบ้านคนนั้นของเขา แท้จริงแล้วเป็นภรรยาของสหายหน้าใหม่อย่าง เฉาเอ่อหู่ นั้นเอง อาเลี่ยน (ซูจิงเล่ย) คือชื่อของนาง อาเลี่ยนเป็นสาวชาวบ้านจากซูโจว นางถูกครอบครัวขายให้กับซ่องตั้งแต่อายุ 15 แต่ก็ได้ เฉาเอ่อหู่ ที่เติบโตมาด้วยกันช่วยเหลือ เขาฆ่าคนครั้งแรกก็เพื่อช่วยนาง สำหรับอาเลี่ยน ความสัมพันธ์กับเฉาเอ่อหู่ จึงเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณ เขาเป็นคนดีเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ให้เกียรตินางเสมอ อย่างไรเสียนางให้เขาได้ เพียงแค่การตอบแทนบุญคุณเท่านั้น นั้นแตกต่างกันสิ้นเชิงกับความรู้สึกที่อาเลียนมีต่อ ผางชิงหยุน การพบกันในครั้งนี้สถาณภาพของทั้งคู่ กลายเป็นพี่สามี น้องสะใภ้ หาใช่ หญิงสาวชาวบ้านกับนายทหารแตกทัพอย่างครั้งเก่าก่อนอีกต่อไปแล้ว การเจอหน้าของ ผางชิงหยุน กับอาเลี่ยน จึงมีแต่ความกระอักกระอ่วน

ในช่วงเวลาสงครามเช่นนี้ ถึงแม้กลุ่มโจรจะเอาตัวรอดไปได้วันๆ แต่ชีวิตก็ยากลำบากขึ้นทุกวัน อาหารหาได้น้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ็บปวดยิ่งกว่า ข้าปลาที่ปล้นมาได้มากลับถูกทหาร แย้งชิงไปง่ายๆ เสมอๆ เป็นผางชิงหยุน ที่เสนอว่าแทนที่จะอยู่อย่างนี้ ปล่อยให้ทหารเอาเปรียบ สู่ไปสมัครเป็นทหารเสียเองจะดีกว่า อย่างน้อยก็ได้เบี้ยหวัด ถ้าโชคดีชีวิตก็อาจถึงคราก้าวหน้า ด้วยเส้นสายแต่เก่าก่อนของ ผางชิงหยุน โอกาศก็น่าจะมีไม้น้อย สุดท้ายผู้นำกองโจรอย่าง เฉาเอ่อหู่ ตัดสินใจทำตามข้อเสนอ ทั้งสาม ผางชิงหยุน, เฉาเอ่อหู่ และจางเหวินเฉียง จึงตัดสินใจสาบานเป็นพี่น้อง ที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข กันนับแต่นี้เป็นต้นไป

หลังจากเข้าร่วมกับกองทัพทุกอย่างกลับไม่ง่ายดายอย่างที่คิด สงครามยังดำเนินไปอย่างยาวนานจากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี ผู้คนล้มตายไปมากมาย เช่นเดียวกันกับ ความเหน็จเหนื่อยจากการตรากตรำทำสงคราม และกองซากศพของเพื่อนพ้อง ด้วยสติปัญญาและความสามารถทางการทหารของผางชิงหยุน บารมีต่อพวกพ้องของเฉาเอ่อหู่ และความกล้าหาญไม่ยี่หระต่อความตายของ จางเหวินเฉียง ทั้งหมดสร้างความเกรียงไกรให้กับ กองทัพของทั้งสาม เฉาเอ่อหู่ มีเป้าหมายสำคัญของก็คือการปกป้องชีวิตคนรอบข้างไว้ให้ได้มากที่สุด คนในหมู่บ้าน เพื่อนรวมรบ พี่น้อง รวมถึงสัจจะต่อศัตรู เมื่อผางชิงหยุน ตัดสินใจประหารทหารสองนาย ที่ลงมือข่มขืน สาวชาวบ้าน เขาพยายามขัดขวาง เฉาเอ่อหู่ ไม่เข้าใจว่าความผิดเล็กน้อยเพียงนี้ สมควรหรือต้องถึงกันประหารพวกเดียวกันเอง หรือศัตรูที่ไร้ทางสู้ ทหารเชลยสงครามสี่พันผู้ยอมจำนนที่เมืองซูโจว ที่ล้วนถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น ฉาเอ่อหู่ ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปลิดชีพศัตรูผู้พ่ายแพ้ไปแล้ว

ผางชิงหยุน เชิดชูในคุณธรรมในแบบอุดมคติของเขา การยุติสงคราม และสันติสุขที่แท้จริง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ชีวิตนายทหารสองนายของฝ่ายตรงข้าม จนไปถึงชีวิตสี่พันของทที่เมืองซูโจว ล้วนถูกบูชายัน สำหรับผางชิงหยุน ชีวิตหลักพันที่ต้องแลกกับประชากรอีกนับล้าน นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และรอยราวก็เริ่มมาจากตรงนี้เอง

ในฐานะน้องคนเล็ก จางเหวินเฉียง นั้นไม่ได้มีหน้าที่ในการติดสินใจอะไรมากมาย ไปกว่าทำตามคำสั่งของพี่ทั้งสอง พื้นแพแล้ว จางเหวินเฉียง เป็นคนซื่อบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง คนซื่อบริสุทธิ์ในยุคสมัยแห่งสงคราม ก็คงไม่ใช่ความหมายเดียวกันความซื่อบริสุทธ์ในปัจจุบัน จางเหวินเฉียง มักคิดอะไรแทบจะเรียกได้ว่าชั้นเดียว คิดจะฆ่าก็ฆ่า ขณะเดียวกันก็สามารถหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียได้อย่างง่ายดาย แต่เห็นได้ชัดว่า จางเหวินเฉียง คล้อยตาม และอาจจะเริ่มศรัธทาต่อบางสิ่งบางอย่างในตัวพี่ใหญ่ ความศรัธทานี้เองที่กลับมาทำร้ายให้ จางเหวินเฉียง ต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในตอนท้ายเรื่อง สงครามจบลงพร้อมกับความรุ่งเรื่องในอาชีพราชการของ ผางชิงหยุน และความบาดหมางของ เป็นความบาดหมางที่ยากจะบรรเทาเหลือเกิน …

การหยิบเรื่องราวของความเชื่อเรื่องพี่น้อง (Brotherhood) การทรยศหักหลัง หรือการล้างแค้น มาสร้างนั้น ชวนให้สงสัยเหลือเกิน ว่าจะมีแง่มุมอะไรใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวดังกล่าวได้อีกหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนวนถึงจำนวน หนังประเภทเดียวกันนี้ที่ถูกสร้างออกมาโดยคนทำหนังชาวจีน ก็เรียกว่านับกันได้ไม่หวาดไม่ใหว ไม่ว่าจะทำหนังแนวอะไร จอมยุทธ กังฟู มาเฟีย ดูเหมือนเรื่องราวของพี่น้องต่างสายเลือดนั้นถูกเสนอมาเป็น ใจความสำคัญของหนังลำดับต้นๆ มาโดยตลอด เรื่องราวของความเชื่อเรื่องพี่น้อง การเป็นพี่น้องร่วมสาบานในวัฒนธรรมจีน (ขอออกตัวกันล่วงหน้าว่า นี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการดูหนังแบบล้วนๆ ถ้าในข้อเท็จจริง มีอะไรที่ผิดแปลก แตกต่างไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) เป็นที่เข้าใจดีอยู่แล้วว่า เต็มไปด้วยรายละเอียดแห่งพิธีกรรม เป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ การทรยศหักหลังพี่น้อง ก็เป็นเหมือนบาปที่อยู่ในขั้นสูงสุด เรื่องราวประเภทนี้ในหนังก็เลยมักถูกเล่าด้วยน้ำเสียง ที่อ้างอิงความเชื่อดังกล่าวอยู่เสมอมา เช่นเดียวกับรูปแบบความสัมพันธ์นี้ในหนัง ที่มักจะถูกเล่าในลักษณะของการ “ละไว้ในฐานที่เข้าใจ” เสมอมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลับดู “จริง” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

น่าชมเชยทีมงานผู้สร้าง The Warlords พวกเขาสามารถสรรค์หามุมมองใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวทำนองนี้ได้ ความใหม่ที่ว่าก็คือ การวาดภาพที่ชัดเจน ที่สัมผัสได้ ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างสายเลือด ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่ทันสมัย ปีเตอร์ ชาน เองบอกไว้ว่าเรื่องราวประเภทนี้เป็นจิตวิญญานของคน และภาพยนตร์จากฮ่องกง โดยเฉพาะจากหนังกำลังภายในเก่าๆ หรือหนังอย่าง โหด เลว ดี เขาหวังว่าด้วย ภาษาหนังแบบสากล โดยเฉพาะแนวคิดที่ค้นหาแรกกระตุ้น และการกระทำอย่างเป็นเหตุเป็นผล จะช่วยให้ชาวต่างชาติ และคนรุ่นใหม่ สัมภัสได้ถึงจิตวิญญานแบบเดียวกัน ที่มากกว่านั้น The Warlords ยังก้าวล่วง ไปวิพากวิจารณ์ค่านิยมแห่งความเป็นพี่น้องของชาวจีน ทั้งในมุมมองที่เห็น ค่านิยมดังกล่าวเป็นเพียงดังภาพลวงตา ที่ยึดอยู่กับความเชื่อโบราณ และผูกโยงความเชื่อ และค่านิยมดังกว่า ดังกล่าวไปสู่การเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร

ตัวละครหลักทั้ง 3 ตัวนั้นมองเห็นในสิ่งที่เรียกว่า “พี่น้อง” ในมุมมองที่ต่างกันออกไป คนบ้านป่าอย่าง จางเหวินเฉียง และเฉาเอ่อหู่ ก็นับถือในสิ่งนี้อย่างคนจีนพื้นฐานทั่วๆ ไป คำสาบานที่ได้ให้ไว้ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นเป็นเหมือนวาจาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าพี่ใหญ่จะพาพวกเขาบุกนรกสวรรค์ที่ไหน น้องรอง และน้องเล็กอย่างพวกเขาก็พร้อมจะไป เช่นเดียวกันที่ไม่ว่าพี่น้องจะแปรเปลี่ยนไปเพียงแค่ไหน แต่คำสาบานก็ยังคงอยู่ตลอดไป แต่คนอย่าง ผางชิงหยุน นั้นแตกต่างออกไป เขาเห็น พิธีกรรม และความเชื่อเป็นแค่เรื่องเหลวใหล ในตอนหนึ่งของเรื่อง จากปากคำของ จางเหวินเฉียง พี่ใหญ่อย่างผางชิงหยุน ได้บอกกับตนที่เป็นน้องเล็ก และเฉาเอ่อหู่ที่เป็นน้องรองว่า “ข้าไม่เชื่อในเรื่องพิธีกรรมอะไรทั้งนั้น แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า” น่าเสียดายที่ ความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวพี่น้อง ของ ผางชิงหยุน ไม่อาจเทียบเท่า และคงอยู่ได้ตลอดไป อย่างที่เขา ความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อตนเอง

ไม่น่าแปลกใจที่ผางชิงหยุนสามารถทรยศต่อพี่น้องได้ เพราะเขาเชื่อมั่น ในความรู้สึก และปราถนาที่แท้จริงของตัวเอง หาใช่ความศักดิ์สิทธิ์จากถ้อยคำแห่งการสาบาน เขาเชื่อมั่นในน้องชายทั้งสอง ในฐานะเป็นแขนเป็นขา และเมื่อแขนและขา ไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม ผางชิงหยุน ก็พร้อมจะตัดให้ส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นขาดสะปั้นออกไป อย่างไรเสียก็เป็นแค่แขนขา ตัดออกได้ชีวิตก็ได้ไม่สูญสลายไปใหน แต่มันก็เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ในตอนสุดท้าย ผางชิงหยุน อาจจะคิดว่าตนสามารถหลุดพ้นจากภาพลวงตาในเรื่องพี่น้องร่วมสาบาน และสามารถใช้ประโยชน์จากมัน เขากลับติดกับอยู่กับภาพลวงตาอีกประเภทหนึ่ง และถูกหลอกใช้เช่นเดียวกันจากผู้ที่อยู่เหนือหัวขึ้นไป ภาพลวงตาที่ชื่อว่าความทะเยอทะยาน บางคนอาจจะมองว่า ผางชิงหยุน นั้นมักใหญ่ใฝ่สูง หลงใหลในลาบยศ นั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ความทะเยอทะยานส่วนตัวของเขา ผสมปนแปกันอยู่ระหว่าง ความสำเร็จส่วนตัว อุดมการอันยิ่งใหญ่ กิเลสตัณหา และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็กลืนกินชีวิตเขาไปอย่างไม่รู้ตัว

ไม่แตกต่างอะไรกับการที่ เขาลักลอบมีสัมพันธ์กับอาเลี่ยน ที่เป็นน้องสะใภ้ ถ้าพี่น้องเป็นแขนขา อาเลี่ยนก็เหมือนชีวิตของ ผางชิงหยุน ถ้าไม่มีนางในวันนั้น ชีวิตของผางชิงหยุน ก็คงจะจบสิ้นตามกองทหารหนี่งพันหกร้อยนายของเขาไปแล้ว เกี่ยวกับข้อสงสัย ถึงการตัดสินใจ และความรัก ของตัวละครหญิงตัวเดียวในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจคบชู้สู่ชายของเธอ ถ้าเป็นฉบับดังเดิม คงจะเข้าใจกันได้โดยง่ายเมื่อลองเปรียบเทียบผู้แสดงอย่าง ตี้หลุง และเฉินกวนไท้

คำถามที่น่าคิดคือ ตัวละคร ผางชิงหยุน มีอะไรให้น่าหลงใหล หนังไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมายเกี่ยวกับแง่มุมแห่งความมีเสน่ห์ ของตัวละครเท่าไหร่นัก ยิ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของตัวละคร (และนักแสดงอย่าง หลีเหลียงเจี๋ย) แล้วยิ่งไม่ชวนให้คล้อยตาม ถ้าจะลองคาดเดา การมีอดีตเป็นถึงนายทหาร ผางชิงหยุน มีพื้นฐานทางการศึกษาที่ดีกว่า ที่ก็น่าจะผลต่อ จิตใจละเอียดอ่อน และสามารถเข้าอกเขาใจในผู้หญิงได้มากกว่า มีฉากเล็กๆ ที่ ผางชิงหยุน เอยปากถามถึงที่มาพื้นแพบ้านเกิดของ อาเลี่ยน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้ แต่ถ้าลองสังเกตุ ไม่เคยมีซักครั้งที่นางจะได้รับความสนใจในเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งชัดเจนที่สุดที่แสดงออกถึง ความแตกต่างออกไปของผางชิงหยุนก็คือ เขาเป็นคนเดียว คนแรก และคนสุดท้าย ที่มีชีวิตอาศัยพึ่งพาต่ออาเลี่ยน จะเรียกว่านี้เป็น หนี้บุญคุณ หรือจะเรียกเป็นหนี้ชีวิตก็ไม่ผิดนัก นางเป็นผู้ดึงเขาออกมาจากความตาย ความสิ้นหวังตกต่ำ หญิงสาวที่เคยอยู่ไร้ความหมายต่อทุกคน ตลอดชีวิตของอาเลี่ยนมีแต่เธอที่พึ่งพาผู้อื่น ผางชิงหยุน ไม่ใช่เพียงคนรัก แต่ยังเป็นหลักฐานเดียว ที่ทำให้อาเลี่ยนยังมองเห็น ชีวิตของตนเองยังมีคุณค่าอยู่บ้าง

บทบาทตัวละครหญิงใน The Warlords ดูเหมือนจะสะท้อนชีวิตผู้หญิงในยุคสมัยของสงครามได้พอสมควร ในสงครามยุคโบราณที่กำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการตัดสินชัยชนะ และการอยู่รอด สตรีจึงกลายสภาพเป็นสิ่งที่เกือบไร้ประโยชน์ (แน่นอนว่าคุณสมบัติบางประการที่รู้กันอยู่ของพวกนาง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น) ถ้าสังเกตุกันให้ดีก็จะพบว่าตัวละครหญิง (ที่มีอยู่คนเดียว) ในเรื่องนั้นดูจะไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่เธอทำอยู่เสมอเห็นจะมีอยู่อย่างเดียว นั้นก็คือการถอดเสื้อหาสามีเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน แม้กระทั่งการร่วมรัก ก็ดูจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของฝ่ายชายเสียเป็นส่วนใหญ่ อันนี้โดยส่วนตัว แง่มุมของหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดก็มาจาก ตัวละครที่แสดงโดย หลี่เหลียงเจี๋ย และซูจิงเหล่ย นี้เองครับ The Warlords นั้นเป็นงานที่นำเสนอแง่มุมของความเจ็บปวดบนความสัมพันธ์พี่น้อง ตัวละครที่อย่าง เฉาเอ๋อหู่ และจางเหวินเฉียง นั้นเจ็บปวดจากการพังทลายของค่านิยมพี่น้อง คำสาบาลอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องโง่เขลาครั้งหนึ่งในอดีต แต่ความเจ็บปวดของ ผางชิงหยุน กับอาเลี่ยน นั้นแตกต่างออกไป เจ็บปวดต่อความเลวของตัวเอง ที่ตัวละครทั้งสองจมลึงลงไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถแก้ไข หรือขัดขื่นอะไรได้เลย ซึ่งในความรู้สึกส่วนตัวของผม มันสะเทือนใจมากๆ

The Warlords เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มีความยอดเยี่ยมในหลายๆ ส่วน หนังเองใช่ว่าไร้รอยขีดข่วน ความไม่ต่อเนื่องในบางช่วงบางตอนของหนัง ฉาก “ลอบสังหาร” ที่ส่วนตัวผมเห็นว่าพลังยังไม่สามารถเทียบเคียงได้กับในฉบับเก่า แต่ภาพรวมของ The Warlords นั้นน่าพอใจเหลือเกินทั้งงานสร้างยิ่งใหญ่ การแสดงอันยอดเยี่ยม (ถึงแม้ความสำคัญ ความลึกซึ้งของแต่ละบทจะแตกต่างจากกันไป) และเนื้อหา ที่วาดภาพค่านิยมแห่งชาติ อย่างการบูชาความสัมพันธ์พี่น้องให้เป็นทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันก็เจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจ็บปวดที่เกิดจากการเลือก ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลอย่างนั้น การยึดติดไม่ว่าจะเป็นต่อ ประเพณีและความเชื่อ หรือความปราณนาสูงสุดส่วนตัว ล้วนให้ผลที่เจ็บปวด สรุปโดยย่อ The Warlords เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มันสะเทือนใจ ฟูมฟาย และเต็มไปด้วยความพยายามในการเร้าอารมณ์ เป็นความยิ่งใหญ่ในแบบฮ่องกงโดยแท้

เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ The Warlords

– 1 –

“The Warlords เป็นการทำงานครั้งแรกของผู้กำกับ ปีเตอร์ ชาน ที่อยู่นอกอนาเขตของความเป็นหนังรักโรแมนติก” ปีเตอร์ ชาน นั้นดูจะสนุกอยู่กับการลองของใหม่อยู่เสมอๆ เมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาบอกว่าเป็นคนไม่ชอบทำหนังผี เพราะไม่กลัวผี เลยไม่รู้จะสื่อสารความกลัวออกมาอย่างไง (ให้สัมภาษณ์ในการสร้างหนังเรื่อง Three: Going Home) อีกสามปีต่อมาเขาบอกว่าไม่ได้เป็นคนชอบหนังเพลง และคิดว่าปัญหาของหนังเพลงฮ่องกงนั้นมีมาโดยตลอด สืบเนื่องจากเหตุผลที่ว่า คนฮ่องกงเต้นรำไม่เป็น แต่อยากสร้างงานที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง เป็นมหรสรรพขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ (ให้สัมภาษณ์ในการสร้างหนังเรื่อง Perhapes Love) เช่นเดียวกันในปีนี้ ปีเตอร์ ชาน พูดถึงความไม่ชอบในหนังแอ็กชั่นกังฟูของตนว่า เขาไม่สามารถรู้สึกสนุกไปกับหนังประเภทนี้ได้ ถ้าดูก็จะ fast forward ไปจนจบฉากต่อสู้ ให้รู้ว่าใครแพ้ ใครชนะก็คือ เบื้องหลังความสำเร็จของปีเตอร์ ชาน ก็คือความเก่งฉกาจในการเป็นนักเล่าเรื่อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และกินใจ แน่นอนหนัง แอ็กชั่น The Warlords ของเขาก็ดำเนินแนวทางเดียวกันนี้เหมือนกัน

– 2 –

“นี้ไม่ได้เป็นการรีเมกหนังเรื่อง เดชไอ้เปีย (The Blood Brother) ของจางเชอะ” ถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องจะมีเนื้อหาเดียวกัน (แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างเล็กน้อย) ถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องจะเน้นถึงความสัมพันธ์ อันซับซ้อนข่มขื่นกล่ำกลื่นระหว่างชายหนุ่มเช่นเดียวกัน หนังด้วยเสียงของตัวละคร ตัวเดียวกัน ถึงแม้ ปีเตอร์ ชาน จะยอมรับว่าก่อนจะสร้างหนังเรื่องนี้ เขาใช้เวลาดูหนังชอว์บราเดอร์หลายของชางเชอะอยู่หลายเรื่อง และสดุดใจกับ The Blood Brother จนเลือกที่จะหยิบเรื่องนี้ออกมาสร้าง แต่ “นี้ไม่ได้เป็นการรีเมกหนังเรื่อง เดชไอ้เปีย ของจางเชอะ” ปีเตอร์ ชาน เค้าว่าอย่างงั้น

– 3 –

“นี้ไม่ใช่หนังกำลังภายใน” ปีเตอร์ ชาน บอกไปประมาณสามแสนแปดหมื่นครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ว่า The Warlords ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ The Warlords ถูกจัดวางให้อยู่ในรูปแบบของหนังประวัติศาสตร์ ที่เล่าเรื่องราวของสงคราม ภาพของการฆ่าฟันถูกถ่ายทอดออกมา ด้วยความสมจริงสมจังแบบเต็มรูปแบบ ความสมจริงที่ว่านั้นลุกลามไปถึงหลายๆ ส่วนของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงให้เห็นถึง ภาพความอดยากค้นแค้นในยุคสมัยของสงคราม

  • Credits
    บริษัท –
    Beijing Polybona Film Publishing Co., Ltd., China Film Group Corporation, Media Asia Film Company Limited, Morgan & Chan Films
    อำนวยการสร้าง – Peter Chan Ho Sun
    กำกับ –
    Peter Chan Ho Sun
    บทภาพยนตร์ – Peter Chan Ho Sun
    ถ่ายภาพ –
    Arthur Wong Ngok Tai
    กำกับศิลป์ – Yee Chung Man
    กำกับคิวบู๊ –
    Tony Ching Siu Tung
    แสดงนำ –
    Jet Li, Andy Lau Tak Wah, Kaneshiro Takeshi, Xu Jing Lei
  • Thailand Release – เข้าฉาย เมื่อ พฤหัสบดี 13 ธันวาคม โดยสหมงคลฟิล์ม ออกแผ่น DVD โดย EVS
  • Related and Recommendation – The Blood Brothers (งานต้นฉบับ)
  • Rating – 5/5
Advertisements

2 thoughts on “The Warlords – 3 อหังการ์เจ้าสุริยา (2007, Peter Chan)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s