The Hidden Power Of Dragon Sabre – ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)

ไอเดียการสร้างภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้า) ขยายความนิยายดั่งเดิมของกิมย้ง นั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อะไรนัก โดยเฉพาะนิยายชุดมังกรหยก ที่มีผู้แต่งต่อเสริมเรื่องเกินต้นฉบับไปมากมาย ที่คุ้นชินกัน ก็มีอย่าง หนังเรื่อง Ashes of Time ของหว่องกาไว และหนังกับนิยายประเภท “ก่อนเกิดเหตุ” ของมังกรหยกอีกหลายเรื่อง หนัง และนิยายประเภทนี้ อาจจะไมทำให้แฟนเดนดายของกิมย้ง ยอมรับทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แนวคิดประเภทนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย เพราะงานของกิมย้งนั้นยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เกี่ยวพันธ์กับตัวละครมากมาย อีกทั้งเชื่อมโยงเรื่องแต่ง กับเรื่องจริงได้อย่างแนบเนียน งานของเขาเหมือนทิ้งช่องว่างไว้ รอการต่อยอดได้อีกมากมากมาย

The Hidden Power Of Dragon Sabre หรือ ลูกมังกรหยกภาค 3 เป็นงานประเภท “หลังเกิดเหตุ” ของหนังชุด ลูกมังกรหยก (ดัดแปลงจาก ดาบมังกรหยก) ที่ชอว์บราเดอร์เคยสร้างไว้ 2 ภาคจบเมื่อปี 1980 หนังเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งใหม่ ของเตียบ่อกี้ บทบาทของเขาต่อบัลลังฮ่องเต้ของจูหยวนจาง ตลอดจนชตากรรมของตัวละครอย่าง จิวจี้เยียก ซ่งแชจือ เจี่ยซุง และเผ่าพันธ์มงโกล ฟังดูน่าสนใจนะครับ แต่กลายเป็นว่าหนังกลับออกมาเละตุ้มเปะ เป็นงานที่น่าลืม จะเรียกว่าประวัติด่างพร้อยในการทำงานของ ฉู่หยวน ตี้หลุง และเอ๋อตงเซิน ในวันที่ชอว์บราเดอร์ใกล้ปิดตัวลงก็ไม่ผิดนัก


ลูกมังกรหยก 3 เล่าเรื่องเมื่อประเทศ จีนเป็นบึกแผ่น จากการปกครองของจูหยวนจาง ด้าน เตียบ่อกี้ (เอ๋อตงเซิน) ที่ขึ้นเป็นผู้นำยุทพภพไปโดยปริยาย เนื่องจากมีผู้มักใหญ่ใผ่สูงมากมาย ต้องการใน คัมภีร์ และอาวุธ วิเศษที่เขาครอบครองอยู่ เตียบ่อกี้ พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วยการ นำกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร ซ้อนในที่ลึกลับที่ไม่มีใครทราบ คัมภีร์เก้าเอี้ยงส่งคืนแก่วัดเส้าหลินผู้เป็นเจ้าของ และเก้าอิมให้จิวจี้เยียกเจ้าสำนักเป็นคนเก็บรักษา

สิ่งที่เตียบ่อกี้ ไม่คาดคิดก็คือคนที่ต้องการหาใช่ชาวยุทธแต่อย่างใด กลับเป็นฮ่องเต้จูหยวนจาง (กุ๊ฟง) นั้นเอง ด้วยการแนะนำ และชักใยจากราชครูแห่งราชสำนักที่ชื่อว่า ซ่งแชจือ (ว่านจื่อเหลียง) อดีตศิษย์บู๊ตึ้ง คู่แค้นคนสำคัญของเตียบ่อกี้ ทั้งสองพยายามวางแผนการร้าย เพื่อครอบครองสองอาวุธ สองคัมภีร์ มาเป็นของตน ซ่งแชจือใช้อุบายลักลอบเข้าง้อไบ้ ทำร้าย และแย้งชิงเก้าอิม มาได้สำเร็จ

พวกมันยังออกอุบายให้พรรคเม้งก้า กระทบกระทั่งกับชนเฝ่ามงโกล จับตัวองค์หญิงแห่งเผ่า (จงฉู่หง) เป็นตัวประกัน กดดันให้ จอมยุทธแห่งมองโกล อิททรีทิจิน (ตี้หลุง) ชิงกระบี่อิงฟ้า ดาบฆ่ามังกร มาไถ่ตัว จากศัตรู เตียบ่อกี้ และทิจิน ต้องหันมาร่วมมือเพื่อกำราบภัยยุทธภาพ อย่าง ซ่งแชจือ ที่ในที่สุดสำเร็จในการครอบครองอาวุธ และคัมภีร์ทั้งสอง ฝึกวิชาสองขนานผสานเป็นพลังที่ยากจะต้านทาน

The Hidden Power Of Dragon Sabre สร้างโดยฉู่หยวนในปี 84 นำอดีตเตียบ่อกี้แห่งหนังปี 78 (ที่ขณะนั้นเริ่มผันตัวไปหางานอย่างอื่นอย่างการเขียนบท ก่อนจะก้าวไปจับงานผู้กำกับในอีก 2 ปีต่อมา) ผนึกกำลังกับดาราชอว์รุ่นคลาสิคอย่างตี้หลุง กุ๊ฟง และหลอลี่ กับดาราหน้าใหม่มาแรกอย่าง ว่านจือเหลียง และนางเอกสาวหน้าหวานจงฉู่หง

ประเมินจากดารา และผู้กำกับหนังที่ออกมาน่าจะน่าดู หรือย่างแย่ก็พอฆ่าเวลาได้ (อย่าง 2 ภาคแรก) กลายเป็นว่างานที่ออกมากลับย่ำแย่เกินคาดคิด โดยเฉพาะงานด้านบท ที่รับผิดชอบโดยทีมงานที่เรียกว่า Shaw Creative Group ฟังดูดีนะครับ “ทีมงานสร้างสรรค์ชองชอว์” ในข้อเท็จจริงผลงานของทีมงานนี้ กลับขาดความสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ไอเดียที่เห็นกลับมีแต่สิ่งพิกลพิการ

ประการแรกที่น่าขัดใจสำหรับหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็น การแต่งเรื่องใหม่เพิ่มเติม แบบไม่ได้สนใจงานต้นฉบับเท่าไหร่นัก (ทั้งนิยาย และหนังสองภาคแรกของชอว์เอง) ในหนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้อง และไปจนถึงขัดแย้งกับเนื้อหาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของนางเอกสองคน จิวจี้เยียกถูกลดระดับ กลายเป็นตัวประกอบอดทน และถูกฆ่าอย่างไร้ความหาย ส่วนนางเอกหมายเลขหนังของเรื่องอย่าง เตี่ยเมี่ยงนั้นหายสาบสูญ ตัวละครซ่งแชจือ ที่ถูกยกให้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ก็แทบไม่ได้มีคำอธิบายที่มาที่ไป ถึงการได้ดิบได้ดีกลายเป็นราชครู รวมถึงตัวละครเตียบ่อกี้เอง ที่ไม่ได้มีภาพของจอมยุทธผู้เบื่อหน่าย โลกแห่งการแก่งแย่ง อย่างที่เป็นในตอนท้ายของดาบมังกรหยกเลย

ที่บ้าบอไปกว่านั้นก็คือ การผูกเรื่อง โดยต้องการพาหนังไปสู่ฉากโชว์เอฟเฟค ปล่อยแสง คิวบู๊พิศดาร ที่ถูกใส่มาอย่างเกินพอดี เรียกว่า เหาะเหินเดินอากาศ ปล่อยแสงกันกระจุยกระจาย ผมเองที่ค่อนข้างนิยมหนังปล่อยแสงอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยังรู้สึกว่ามันมากเกินไปเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างิยิ่งเมื่อมองไปที่ พื้นฐานเดิมของ หนัง และนิยายชุดดาบมังกรหยกของ กิมย้ง การต่อสู้ และคิวบู๊ในหนังที่อาศัยสร้างความน่าตื่นเต้นจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ เต็มไปด้วยความซ้ำซาก วนไปเวียนมาเดียวลีลาเดิมๆ เริ่มๆ ดูน่าตื่นเต้น ในเวลาไม่นานกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย

หนังใส่ไอเดียประหลาดๆ เข้ามามากมาย ที่บ้าบอมาที่สุดมีอยู่ 2 อย่าง อันแรกวิชาเก้าอิม + เก้าเอี้ยง ที่ตัวละครของว่านจื่อเหลียงฝึก จนมีพลังฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน แต่ภาพที่ออกมาเรียกว่านอกเหนือจากคาดเดาจริงๆ ซ่งแชจือที่ฝีกวิชาสองขนานกลายสภาพ เป็ฯคนสองเพศครึ่งหญิงครึ่งชาย ที่ทั้งการแต่งหน้า แต่งตัว และการแสดงของว่านจื่อเหลียง ถือว่าเกินรับได้จริงๆ

ความบ้าคลั่งอย่างที่สองเป็นสภานที่ อุโมงใต้ดินของเผ่ามงโกล ที่ตามท้องเรื่องกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ฝึกวิชาของ “เทพฟ้าขาว” ที่ไม่ใช่อาเจนติน่า แต่เป็นฝรั่งสหายของเผ่าในอดีต ที่มีความสามารถเรียกลมเรียกฝน ท่านสร้างสถานที่ลึกลับ เก็บวิชา และอาวุธไว้ปราบภัยยุทธภพ ฟังดูก็ธรรมดานะครับ ไอ้สถานที่ลึกลับแบบนี้เห็นกันได้บ่อยในหนังกำลังภายใน ปัญหาอยู่ที่ ถ้ำแห่งเทพฟ้าขาวในเรื่องนั้น หลุดโลกเกินพอดี รูปร่างเหมือนจานบินมนุษย์ต่างดาว เต็มไปด้วยค่ายกลที่ไร้เหตุไร้ผล แสงเลเซอร์ ปิ้วๆ วูบไปวูปมา อย่างกับปืนเลเซอร์ในสตาร์วอส์ก็ไม่ปาน

ผมเองสนุกกับหนังยุคหลังๆ ของชอว์บราเดอร์นะครับ โดยเฉพาะงานในหมวดหมู่ “หนังปล่อยแสง” โดยเฉพาะหนังอย่าง ฝ่ามือยูไล, ศึกชิงป้ายอภินิหาร, อภินิหารจ้าวสุริยา อะไรเทือกนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้กำกับต้องรู้จักความพอดี มากแต่ไม่ล้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกมังกรหยก 3 นั้นบกพร่องในด้านนี้อย่างแรง

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    Shaw Brothers
    กำกับ – Chor Yuen
    อำนวยการสร้าง – Mona Fong
    บทภาพยนตร์ – Shaw Creative Group
    กำกับคิวบู๊ – Yuen Wah, Yuen Bun, Wong Pau-Gei
    บทภาพยนตร์ – Shaw Creative Group
    แสดงนำ – Derek Yee Tung-Sing, Ti Lung, Alex Man Chi-Leung, Cherie Chung Cho-Hung, Ku Feng, Lo Lieh, Lung Tien Hsiang, Leanne Lau (Suet Wa), Kwan Fung, Dang Wai Ho, Yuen Bun, Yuen Wah, Elvis Tsui Kam-Kong, Shum Lo
  • Rating – 1.5/5

3 thoughts on “The Hidden Power Of Dragon Sabre – ลูกมังกรหยก 3 (1984, Chor Yuen)

  1. เห็นด้วยครับ ผมในฐานะแฟนหนังชอว์ และแฟนลูกมังกาหยก ยังไม่ชอบงานชิ้นนี้เลย
    แต่ทำไงได้มันเป็นอดีตไปแล้ว และเขาก็ไม่สร้างหนังอีกแล้วด้วย
    อโหสิ อโหสิ

  2. เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ มั่วกันไปใหญ่แล้ว สมัยนั้น(ยุคราชวงศ์หมิง)ไฟฟ้ายังไม่มีด้วยซ้ำ แล้วเลเซอร์ก็ส่องแสงทั้งเรื่อง ผมดูแล้วปวดตามาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s