Triangle – ล่าขุมทรัพย์สาปนรก (2007, Tsui Hark/Ringo Lam/Johnnie To)

Triangle เป็นหนังที่ฮือฮาตั้งแต่มีข่าวการสร้าง หนังหนึ่งเรื่อง สามผู้กำกับระดับตำนาน แบ่งกันกำกับคนละส่วน เนื้อเรื่องเดียว ฉีเคอะเปิดฉากแนะนำตัวละคร ส่งไม้ให้ริงโก้ แลมเล่าเรื่องช่วงกลาง และตู้ฉีฟง เป็นคนขมวดปมสรุปปิดท้าย หนังเล่าเรื่องวุ่นวาย อาญากรรม ตำรวจ การลักขโมย กิเลสตัณหา ที่เกี่ยวพันกับเรื่องลี้ลับ หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศคลุมเคลือ คาดเดาไม่ได้ นอกจากจะท้าทายคนทำหนังแล้ว ยังเป็นงานที่ท้าทายคนดู อยู่ไม่น้อยเลย

แนวคิดการทำงานรวมกันด้วยวิธีไม่ปกติธรรมดาแบบนี้ ฟังดูเป็นไอเดียที่น่าสนุก และเรียกร้องความสนใจจากสื่อ ได้ไม่น้อย ด้วยชื่อเสียงระดับ ICON ของสามผู้กำกับ ฉีเคอะ, ริงโก้ แลม และตู้ฉีฟง นั้นเริ่มต้นทำหนังมาพร้อมๆ กัน มีผลงานกำกับเรื่องแรกในช่วงปลาย 70 – ต้น 80 ทั้งหมด โดยจะเรียกว่า ฉีเคอะ และ ริงโก้ แลม ออกสตาร์ทล่วงหน้า และนำไปก่อนก็ไม่ผิดนัก ทั้งสองประสบความสำเร็จตั้งแต่กำกับหนังเรื่องแรกๆ และกลายเป็นเสาหลัก ในยุคหนังฮ่องกงรุ่งเรือง

ขณะที่ตู้ฉีฟงกลับต้องรอยคอยเวลาของเขาอย่างยาวนาน เริ่มกำกับหนังปี 1980 กว่าจะมีผลงานดังเรื่องแรก ต้องใช้เวลาอีกถึง 8 ปี กับหนังเรื่อง “อาหลาง” แต่จุดสนใจกลับไปอยู่ที่ตัวพระเอกอย่าง โจวเหวินฟะเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามความยิ่งใหญ่ของตู้ฉีฟงกลับคงทนกว่าเพื่อนทั้งสอง บริษัท Milkyway Image Production ที่เขาก่อตั้ง ยังคงตั้งตระง่าน ผลิตหนังอาญากรรมมีสไตล์ (Election, Exiled, The Mission) ออกมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม การร่วมงานในหนังเรื่องเดียวกันของสามผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะดูเข้าท่าน่าสนใจแค่ไหน ก็ตามข้อสงสัยสำคัญ เกี่ยวกับการเล่นสนุกของสามผู้กำกับครั้งนี้ก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “มันจะเวิร์คหรือ” ยังไม่พูดถึงประเด็นนี้กันในตอนนี้นะครับ แต่มีข้อยืนยันอยู่อย่างว่าหนังไม่เละแน่ เพราะภาคงานสร้าง และบทของ Triangle นั้นถูกวางกรอบไว้อย่างหลอมๆ โดยทีมงานของตู้ฉีฟง ซึ่งก็หมายความว่า หนังนั้นปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของ พี่ตู้ และMilkyway Image Production อย่างแน่นอน

หนังเปิดเรื่องขึ้นในบาร์ ชายสามคนถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรื่องปล้นธนาคาร จะหารถจากไหน ใครจะเป็นคนขับ รถติดไฟแดงแล้วจะทำยังไงดู ดูจากรูปการแล้ว นี้ไม่ใช่เพียงการพูดล้อเล่นของชายขี้เมา ถึงแม้ว่า สภาพแต่ละคน ดูแล้วช่างห่างไกลจาก กับการปล้น ชิงวิ่งราว หรือกิจกรรมนอกกฏหมายใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงหนุ่มใหญ่วัยกลางคน หาเช้ากินค่ำธรรมดา แสดงว่านี้เป็นเรื่องของความจำเป็น ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แซม (เยิ่นต๊ะหัว) พนักงานบริษัทที่กำลังมีปัญหาด้านการเงิน เช่นเดียวกับ อาเฟย (กู่เทียนเล่อ) คนขับเท็กซี่ ส่วน ม๊อก (ซุนฮ่งไหล) พ่อค้าขายของเก่า ก็กำลังตึงเครียดกับกิจการที่เริ่มถึงทางตันเต็มทน

ระหว่างการถกเถียงที่หาข้อยุติไม่ได้ ชายลึกลับที่ทั้งสามไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ถือวิสาสะผ่ามากลางวงสนทนา พร้อมกับส่งมอบ เหรียญทองหนึ่งเหรียญ และนามบันหนึ่งแผ่น ที่เขายืนยันว่า จะสามารถ “สางปัญหา” ทั้งหมดของชายทั้งสามได้ เป็นเช่นนั้นจริงๆ ของสองชิ้นกลับเป็นเบาะแสไปสู่ขุมสมบัติโบราณ ที่ซ้อนอยู่ในตัวตึกที่ว่าการเมือง มหกรรมแห่งการตามล่าสมบัติจากคนหลายกลุ่มจึงเริ่มต้นขึ้น

ฉีเคอะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนแรกของหนัง อันนี้ไม่รู้ตกลงกันอีท่าไหนนะครับ ผมรู้สึกว่าทำตอนแรกนี้เสียเปรียบชอบกล แต่ฉีเคอะก็ยังคงไว้ลาย ด้วยการให้น้ำหนักกับซับพร็อตมากมาย ที่โยงตัวละครหลักทั้งสาม ไปหาตัวละครย่อยอีกหลายตัว หญิงชู้ แก๊งมาเฟีย และตำรวจถ่อย กลายเป็นกลจักรสำคัญที่ผลักดันตัวเอกให้ตัดสินใจเดินหน้า ไปสู่เส้นทางที่ไม่มีเหลือทางเหลือให้เลือกอีก

ริงโก้ แลม รับไม้ต่อในการเล่าเรื่องช่วงกลางของหนัง เมื่อตัวละครได้รับการแนะนำเรียบร้อย เขาเลือกที่จะ เล่าสถานการณ์ตึงเครียด ของตัวละครเพียงบางตัว เป็นประเด็นสำคัญ มากกว่าที่หว่านไปทั่ว (เหมือนฉีเคอะ) โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์อันซับซ้อนของ แซม (ที่แสดงโดย เยิ่นต๊ะหัว) กับภรรยาสาวสวยอาหลิง (หลินซีเหลย) และชายชู้ (หลินเจียต่ง) ที่ก่ำกึ่งกำกวมระหว่าง รักเกลียด อาหลิงอาจมองเห็นสามีเป็นเพียง ที่พึ่งพิงทางเศรษฐกิจ และเดียวกับแซม ที่เห็นภรรยาสาวสวยเป็นเพียงตัวแทนอดีตภรรยา ที่ล่วงลับ เรื่องราวรักซ้อนซ่อนเงื่อนดังกล่าว พาสถานการณ์ให้จมดิ่งลงไปอีก

และแล้วหนังก็เดินทางมาสู่บทสรุป ตู้ฉีฟง เป็นคนรับหน้าที่ขมวดปม จบเรื่องราวอันซับซ้อน วุ่นวาย ด้วยลีลาที่คุ้นชินกันของเขา พาตัวละครทั้งหมดมาสู่สถานที่เดียวกัน ลูกไม้เก่าๆ ของตู้ฉีฟง ถูกนำมาใช้ อย่างฉากดวลปืนอันสับสนวุ่นวายในพงหญ้า เหตุการณ์อลมาน ที่จบลงด้วย บทสรุปอันแฝงไว้ด้วยอารมณ์ตลกร้าย ที่ต้องบอกว่ายังคงได้ผลเสมอ

หนังส่วนของตู้ฉีฟงใช่เพียงสนุกตื่นเต้นเป็นพิเศษเท่านั้น เขายังสรุปรวบยอดเนื้อหาหลักของหนัง และจบลงได้อย่างสวยงาม โดยอ้างอิงไปถึงเนื้อหาทางพุทธ ที่ตู้ฉีฟงดูจะนิยมชมชอบเสียเหลือเกิน กับใจความสำคัญที่ว่าด้วย เรื่องของชตากรรม การหลุดพ้นจากวงเวียนแห่งความวุ่นวาย นั้นก็มีอยู่ทางเดียวก็คือ การเดินออกมาจากความวุ่นวายนั้นเสีย ในช่วงเวลาแห่งความแขม็งเกลียว แห่งการแย้งชิงสมบัติ ในสถานการณ์ที่เลวร้าย จะได้หรือจะเสีย ไม่ว่าจะสมบัติ หรือชีวิต เป็นสถานการณ์ที่ ทางเลือกเหลือน้อยเต็มทน แท้จริงแล้วทั้งสามรู้อยู่เต็มอกว่ายังเหลือทางรอดอยู่อีกทาง “การไม่เลือก” และเดินออกมาจากความวุ่นวาย ยังคงหลงเหลืออยู่ รู้ทั้งรู้ แต่ในความเป็นจริง การไ่ม่เลือกนั้นแหละที่ทำได้ยาก เย็นเหลือเกิน

ประเด็นเรื่อง เนื้อหา ความต่อเนื่อง ความลงตัว ของหนังยังคงเป็นข้อถกเถียง แต่สิ่งเชิดหน้าชูตา กับแบบไร้ข้อโต้แย้งใน Triangle ก็คือ งานสร้าง และการแสดง หนังลื่นไหลไปด้วย การถ่ายภาพ และการออกแบบงานสร้าง ที่มีคุณภาพ ดาราทั้งหลัก และรองปล่อยฝีมือกันได้อย่างเต็มที่ ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษกลับเป็น บทที่ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไรมากมาย อย่างตัวละคร พ่อค้าของเก่าที่แสดงโดย ซุงฮ่งไหล และบทนายตำรวจคนหนึ่งที่เข้ามาจัดการกับเรื่องวุ่นวายในตอนท้าย ให้การแสดงโดยดาราจีนแผ่นดินใหญ่ ที่กำลังมาแรงอย่างเงียบที่ชื่อว่า หยู่หยง ไม่ต้องงงที่ไม่คุ้นชื่อเขาครับ เพราะพี่แกมาแบบเงียบจริงๆ (แต่ปลายปีนี้ไม่เงียบแน่กับบท เล่าปี่ ในหนัง Red Cliff ของจอห์น วู) องค์ประกอบเหล่านี้ สร้างให้ Triangle เป็นงานที่รุ่มรวยด้วยเสน่ห์ทางภาพ และการเคลื่อนไหว เรียกว่าเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่งก็คงได้

กลับมาตอบคำถามสำคัญกันสักหน่อยนะครับ ว่าเมื่อดู Triangle จบแล้วสนุก และเวิร์คใหม? โดยส่วนตัวแล้ว ผมพูดได้ไม่เต็มปากว่าสนุก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับงานส่วนตัวของสามผู้กำกับ) หนังมีช่วงเวลาน่าสนใจ น่าติดตามอยู่ แต่ก็มีหลายขณะเหมือนกันที่น่าเบื่อหน่าย รอยเชื่อมระหว่างงานของสามผู้กำกับนั้น ไม่ประติประต่อนัก ทั้งลีลาที่ไปกันคนละทาง เนื้อเรื่องของหนังถึงแม้ต่อเนื่อง แต่ก็มีการขัดแย้งในตัวเองอยู่หลายจุด ส่งผลต่อการกระทำของตัวละครที่ไม่สมเหตุสมผล (โดยเฉพาะตัวละครของ หลินซีเหลย และเยิ่นต๊ะหัว ที่เต็มไปด้วยการกระทำอันไร้เหตุผล)

และขอสารภาพตามตรง ในการดูหนังรอบแรกนั้นผมเอง เข้าใจเรื่องอย่างจำกัดมาก พูดง่ายๆ ว่า “ดูไมรู้เรื่อง” จนกระทั่งลอง เอาหนังกลับมาดูใหม่อีกรอบ ถึงเริ่มรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง (และชอบอยู่พอสมควร) ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจาก สติปัญญาอันจำกัดของผม หรือหนังอาจทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากไปเอง ก็สันนิฐานไว้ก่อนว่าจะเป็นประการหลังนะครับ อย่างไรเสีย “ทำง่ายให้ยาก” ในที่นี้ ถ้าเป็นการมองในแง่ดี อย่างน้อยแสดงถึงความทะเยอทะยานของคนทำหนัง ในการหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน มากกว่าหากินกับของตาย แนวทางเดิมๆ ผลที่ออกมาไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็น่าพึ่งพอใจ

  • Credits
    บริษัท –
    Milkyway Image (HK) Ltd., Media Asia Film Distribution Company Limited, Polybona Film Distribution Co., Ltd.
    อำนวยการสร้าง – Tsui Hark, Ringo Lam Ling-Tung, Johnnie To Kei-Fung
    กำกับ – Tsui Hark, Ringo Lam Ling-Tung, Johnnie To Kei-Fung
    บทภาพยนตร์ – Half Leisure, Sharon Chung, Kenny Kan, Yau Nai-Hoi, Au Kin-Yee, Yip Tin-Shing
    ถ่ายภาพ – Cheng Siu-Keung, To Hung-Mo
    ตัดต่อ – David Richardson
    ดนตรีประกอบ- Guy Zerafa
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – Stanley Cheung Sai-Kit, William Fung Kwun-Man
    กำกับศิลป์ – Tony Yu Hing-Wah, Raymond Chan Gam-Hiu
    กำกับคิวบู๊ – Chin Kar-Lok, Yuen Bun, Maang Lung
    กำกับฉากคาร์สตั้น- Chin Kar-Lok, Roger Lee Siu-Kwong, Chan Man-Cheong
    แสดงนำ – Simon Yam Tat-Wah, Louis Koo Tin-Lok, Sun Hong-Lei, Kelly Lin, Gordon Lam Ka-Tung, Lam Suet, You Yong
  • Rating – 4/5
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s