Assembly – วีระบุรุษ เลือดล้างแผ่นดิน (2007, Feng Xiao-Gang)

คงไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเรียก Assembly ว่าเป็น “Saving Private Ryan” ของจีน หนังอเมริกันปี 1998 เรื่องนั้นมีอิทธิพลต่อ วิธีการนำเสนอหนังสงคราม อย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะหนังจากประเทศฝั่งตะวันตก หรือฝั่งตะวันออก ที่คนทำหนังแต่ละประเทศ เมื่อได้ชม Saving Private Ryan แล้วก็คงนึกอย่าง เล่าเรื่องสงครามในประวัติศาสตร์ของตน ด้วยภาพแห่งความสมจริงสมจังอย่างนั้นมั่ง ภาพลูกกระสุนทะลุผ่านเนื้อ เลือดกระเซ็นเป็นสาย นอกจากจะน่าสพรึ่งกลัว แล้วยังนับว่าเป็นความน่าตื่นตาตื่นใจชนิดหนึ่ง

ฟางเสี่ยวกัง ผู้กำกับเงินล้านของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ไม่ว่าจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ไม่ว่าจะหนังตลก หรือกำลังภายใน (The Banquet) ตัดสินใจสร้างหนังสงครามบ้าง เขาเลือกเอาการศึกที่พูดถึงสงครามกลางมืองของจีน ในปี 1948 การฆ่าฟันของเผ่าพันธ์เดียวกัน ระหว่างกองทัพประชาชนจีนของพรรคคอมมิวนิสท์ และกองทัพก๊กมินตั๋ง ของนายพลเจียงไคเซ็ค

หนังเดินตามแบบแผนของหนังสงครามยุคใหม่ทุกประการ เรื่องราวสะเทือนใจ ภาพแห่งสงครามที่สมจริงสมจัง ซึ่งฟางเสี่ยวกัง ลงทุนว่าจ้างทีมงานจากเกาหลีผู้สร้างหนัง เทกึกกิ (ที่ได้รับแรงบัลดาจใจ มาจาก Saving Private Ryan) มาช่วยดูแลฉากสงครามให้ ทำให้ Assembly กลายเป็นหนังสงครามจีนเรื่องแรก ที่ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่แห่งหนังประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม คุณภาพ และความน่าสนใจของหนัง คงไม่ได้ตัดสินกันด้วยเฉพาะงานภาพ เนื้อหา และบทก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งแน่นอนว่าหนังจีน ที่สร้างด้วยภายใต้กฏระเบียบอันเคร่งครัด ถือเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยว่า ฟางเสี่ยวกัง จะสามารถเอาชนะข้อจำกัดอันนี้ไปได้หรือไม่

Assembly เล่าเรื่องโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ผู้กอง กูจื่อตี้ (จางฮั่นหยู) แห่งกองร้อยที่ 9 กองพันรบที่ร้อยสามสิบเก้า กองทัพภาคที่สาม ในการศึกครั้งหนึ่งกองร้อยของเขาถูกโจมตี จนนายทหารในหน่วยเสียชีวิต ภายหลังการปะทะจนได้รับชัยชนะ กูจื่อตี้ ตัดสินใจสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามทั้งที่ พวกเขายอมมอบตัวแล้ว ผลแห่งการกระทำก็คือ การคุมขังสามวันสามคืน และคำสั่งส่งกองร้อยที่เก้า ทั้ง สี่สิบก้าวนาย ไปทำหน้าที่ป้องกันเหมืองถ่านหิน ที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก

คำว่า Assembly นั้นหมายถึงการเรียกรวมพล นี้เองที่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของทหารทุกคนแห่งกองร้อยที่ 9 ไปตลอดกาล การรบพุ่งที่เหมืองนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด โดยฝ่ายของ กูจื่อตี้ เป็นฝ่ายที่ต้องตั้งรับแบบโงหัวแทบไม่ขึ้น ทหารของกองทัพก๊กมินตั๋ง โจมตีอย่างหนักหน่วงทั้งด้วยทหารเดินเท้า และขบวนรถถัง ที่ดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุดหย่อน สิ่งที่พวกทหารรอก็คือเสียงเตรเรียกรวมพล เสียงที่จะเป็นสัญญานให้กองร้อยที่เก้า ถอยทัพกลับที่มั่น เมื่อถึงจุดหนึ่งของการรบ ทุกคนได้ยินเสียงที่รอคอย เสียงเตรสัญญานแห่งการรอดชีวิตได้มาถึง แต่มีเพียงผู้กองกูจื่อตี้ เท่านั้นที่ไม่ได้ยิน เขายืนยันให้ทหารทุกนายประจำการรบต่อไป ไม่มีการถอยทัพใดๆ ทั้งสิ้น

สิ่ง ที่ Assembly แตกต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆ ก็คือครึ่งหลังของเรื่อง ขณะที่ครึ่งแรกหนังระดมฉากแอ็กชั่น อันเข้มค้นรุนแรงใส่คนดูแบบไม่ยั้ง ครึ่งหลังหนังเล่าเรื่องของตัวละครในลักษณะของ ชีวิตหลังสงครามอันเจ็บปวด จากการกลายเป็นคนสาบสูญทางประวัติศาสตร์ ทหารที่เหลือรอดชีวิต ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อการตามหาเกียรติยศที่สาบสูญ ตามหาร่าง ซากกระดูกไร้วิญญาน และชื่อที่ถูกลืม ของสหารที่เคยร่วมรบกันมา

อย่างที่กล่าวไปตอนข้างต้นนะครับ การสร้างหนังสงคราม อันเป็นหนังประเภทที่นำเสนอเรื่องความขัดแย้งอุนรุนแรงนั้น ดูจะเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับนักทำหนังชาวจีนอยู่ไม่น้อย เพราะกฏระเบียบที่เข้มข้น เกี่ยวกับการเสนอภาพของรัฐบาล หรือพรรคคอมมิวนิสท์ ที่วุ่นวายไปกว่านั้นหนังต้องพยายามหลีกเลี่ยง การใช้นำเสียงแห่งการสั่งสอนอันซ้ำซากจำแจ และที่หนักไปกว่าันั้น ความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อ ชูค่านิยมคลั่งชาติ แบบหนังสงครามจีนที่เคยสร้างกันมา

สิ่งที่ฟางเสี่ยวกังทำก็คือ การพยายามไม่แตะต้องประเด็นอันล่อแหลมใดๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้หนังสุ่มเสี่ยงต่อ กรรไกรเซ็นเซอร์ หรือจะทำให้หนังกลายเป็นเพียงหนัง Propaganda อีกเรื่องของจีน ไม่่ว่าจะเป็น หลีกเลื่องการวิจารณ์ แนวคิดเรื่องสงคราม (เชิดชู หรือต่อต้าน) หลีกเลี่ยง การวิจารณ์บทบาทของพรรคคอมมิวนิสท์ แม้กระทั่งทหารก๊กมินตั๋ง ตัวละครไม่ว่าจะ ฝ่ายศัตรู หรือนายทหารผู้บังคับบัญชา ล้วนถูกสร้างให้มีมิติเดียว ที่ให้ภาพลักษณ์ออกมากลางๆ ไม่ได้สื่อไปถึงความดี ความเลว หรือมิติแห่งความลึกซึ้งใด ที่จะสัมผัสได้

Assembly มุ่งความสนใจไปที่ตัวละครหลักเป็นสำคัญ นำเสนอพวกเขาด้วยภาพทหารตัวเล็กๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างยกย่อง และให้ความเห็นใจ ที่มีความยิ่งใหญ่ ไม่สมควรที่จะลืมเลียน ทั้ง ยกย่องการเสียสละทั้งร่างกาย และจิดตใจในการปฏิบัติหน้าที่ และพยายามรับความรับผิดชอบต่อคำสั่ง ที่ล้วนนำมาซึ่งความเจ็บปวด หนังยังเชิดชู และที่สำคัญ รับผิดชอบต่อพวกพ้องที่ร่วมเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา

น่าเสียดายที่ ฟางเสี่ยวกัง ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการ วาดภาพวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของ กองร้อยที่เก้า ได้อย่างเต็มร้อย ปัญหาหลักของ Assembly ก็คือหนังไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วม ระหว่างคนดูกับตัวละครได้ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครประกอบทั้งหลายในเรื่อง ตัวแทนของทหารที่สูญเสียชีวิตใสงคราม น่าเสียดายที่บางตัวบางตัวละครเราแทบจะจำค่าตาไม่ได้เลย ขณะที่บางตัวก็เหมือนรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน ด้วยเหตุนี้ หนังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากฉากการสูญเสีย เพื่อกระตุ้นอารมณ์สะเทือนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราไม่รู้สึกผูกผันกับเพวกเขาดีพอ ในช่วงครึ่งแรกของการสูญเสีย นั้นส่งผลโดยตรงต่อครึ่งหลังของหนัง ที่ไม่สามารถผลักดันอารมณ์แห่งความสลดหดหู่ รวมถึงชัยชนะของตัวละครในช่วงสุดท้ายของหนัง ได้ถึงในจุดที่เหมาะสม

ขอสารภาพว่าโดยส่วนตัวนั้นไม่ค่อยจะถูกชตาหนังของ ฟางเสี่ยวกัง นัก งานของเขาเป็นงานพาณิชที่ดีทั้งภาคงานสร้าง แต่มีลีลาการเร้าอารมณ์บางอยู่ ที่ไม่ค่อยถูกรสนิยมส่วนตัวของผมเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยฟางเสี่ยวกัง พิสูจน์ตัวเองได้พอสมควรในการเป็นคนทำหนัง ที่แสงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่กลัวที่จะเดินออกนอกแนวแห่งความสำเร็จเดิมๆ เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำหนังตลก ตามรสนิยมคนจีนแผ่นดิใหญ่ เมื่อเปลี่ยนแนวมาทำหนังกำลังภายใน ก็กล้าหาญที่จะเล่าเรื่องด้วยลีลาที่แตกต่าง ด้วยการเล่าเรื่องราวโมโลดราม่า เพื่อนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม อันเก่าแก่ของจีน ด้วยรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ใน Assembly ฟางเสี่ยวกัง ทำหนังสงครามที่เสนอภาพแห่งความสมจริง ด้วยการความทะเยอทะยานอันสูงลิ้ว แต่กลับเลือกดาราที่เราแทบไม่รู้จัก หรือเคยเห็นหน้ามาก่อนเลย มารับบทนำ การนำเสนอของหนังอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง (ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับเอง หรือกฏระเบียบจากรัฐบาลจีน) สิ่งที่ไร้ข้อโต้แย้งก็คือ การแสดงของ ดาราโนเนมที่ชื่อว่า จางฮั่นหยู ที่ให้ภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดมีเนื้อ มีพัฒนาการ การแสดงของเขานับเป็น ไฮไลท์สำคัญของหนังอย่างแท้จริง ช่วยทำให้หนังที่บกพร่องด้านความลึกซึ้ง มีมิติให้จับต้องขึ้นมาได้

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    China Film Co-Production Corporation, Huayi Brothers, MK Pictures, Media Asia Films, Shanghai Film Group
    กำกับ – Feng Xiaogang
    อำนวยการสร้าง – Chen Kuo-fu, John Chong, Feng Xiaogang, Wang Zhongjun, Wang Zhonglei, Guan Yadi
    บทภาพยนตร์ – Liu Heng
    กำกับภาพ – Lue Yu
    ตัดต่อ – Liu Miao-Miao
    ดนตรีประกอบ – Wang Li-Guang
    กำกับศิลป์ – Zhang Chunhe, Zhao Jing, Zheng Xiaofeng
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – Zhao Hai
    เทคนิคพิเศษทางภาพ- Phil Jones
    กำกับคิวบู๊ – Park Ju-Chun
    แสดงนำ – Zhang Hanyu, Yuan Wenkang, Tang Yan, Wang Baoqiang, Li Naiwen, Ren Quan, Fu Feng, Hu Jun, Liao Fan, Deng Chao, Tian Hairong
  • Thailand Distribution – ออกแผ่น DVD VCD โดย โรส มีเดีย
  • Rating – 3.5/5

7 thoughts on “Assembly – วีระบุรุษ เลือดล้างแผ่นดิน (2007, Feng Xiao-Gang)

  1. ขอให้เราดูหนังแล้วย้อนดูตัวเอง ว่าทำอะไรเพื่อชาติบ้าง

    ขอให้เราช่วยกันปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

  2. ผมได้ดูเรื่องนี้แล้ว เหตุผลที่ผมมาแสดงความคิดเห็นคือผมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว

    เมื่อถึงตอนจบมันทำให้ผมหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมา ซึ่งมันไม่ใช่จะออกมาง่าย ๆ

    ผมก็เป็นนักดูหนังเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าผมชอบเรื่องนี้มากสุด เพราะมันเป็นเรื่องเดียว

    กับการดูหนังที่ทำให้ผมแอบร้องไห้โหคนเดียว ซึ่งถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่หนังเรื่องนี้มันบ่งบอก สั่งสอนเรามากมาย นะครับ

    ตัวเอกที่มีความพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ทุกคนลืมหายไปกลับคืนมา

    จนในที่สุดก็สามารถทำได้สำเร็จ ตอนสุดท้ายนี่แหละครับมันจะทำให้ทุกคนรู้บทเรียนของหนังเรื่องนี้ครับ

  3. ผมก็เพิ่งดูจบเมื่อวาน…ไม่ได้คาดหวังว่าจะดีขนาดนี้…เป็นหนังที่ดีมากๆครับ

    ส่วนตัวผมกลับมองว่า..ผู้กำกับไม่ได้เน้น…ให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมกัีบ วีรชนทั้ง 47 คนที่สละชีพ….และผมเองก็ไม่ได้มีด้วย

    แต่น่าจะเป็นตัวละครที่ชื่ิอว่า กู่จือตี้ มากกว่า…

    ซึ่งตัวหนังไม่ได้เน้นอารมณ์ วีรบุรุษ ยิ่งใหญ่ รักชาติ..แบบหนังโหลๆ ที่ทำตามๆกัน

    แต่เป็นการเล่าถึง…ทหารตัวเล็กๆ ที่ต่อสู้เพื่อประกาศเกียรติคุณ..ของเพื่อนทหารที่เสียสละซะมากกว่า……

  4. อืม ได้ดูแล้วครับผมว่าเค้าทำออกมาดีนะครับชอบครับผมแล้วแต่คนจะวิจารณ์มากกว่า ก็เราก็รู้ๆกันนะครับ
    การสร้างหนังของแต่ละปรเทศแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จะให้เหมือนกันมันก็ไม่เหมือนก็เหมือนหนังฮ่องสไตล์เหมือนกันหมดไปดูเรื่องนี้ดูนะครับหนังเกาหลี 71 Into The Fire มันก้ออกสไตล์เกาหลีอยู่ดี ฉากที่กลุ่มนักศึกษาทหารชกกันอีกคนวิ่งใส่จะชก ก็คล้ายๆกับหนังบู๊ของเกาหลี ผมถึงบอกมามันเป็นไสตล์ของแต่ละประเทศไง หนังเรื่องนี้ดูแล้วได้อะไรหลายๆอย่างเห็นความพยายามรักพี่น้อง ของผู้กอง กู่จือตี้
    แก่พยายามค้นหาร่างของพี่น้องแก่ ผมว่ามันเป็นส่วนน้อยเหลือเกินในสังคมเราทุกวันนี้ ที่คนๆหนึ่งจะทำได้อย่างแก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s