An Empress and the Warriors – จอมใจบัลลังก์เลือด (2008, Ching Siu-Tung)

สถานการณ์ปัจจุบันของหนังกำลังภายใน นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการห่ำหั่นกันกันด้วย องค์ประกอบอันอลังการงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอันหรูหรา ฉาก และโลเกชั่น อันใหญ่โตมโหฬาน รวมถึงฉากต่อสู้ที่ต้องออกแบบกันให้วิจิตพิศดารสุดฤทธิ์ ดูเหมือนฮ่องกง ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับในหนังประเภทนี้ จะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อย่างช่วยไม่ได้ มีข้อจำกัดด้านเงินทุน

An Empress and the Warriors ของผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตง ดูจะเป็นความพยายาม ต่อสู้ในแนวทางที่ว่า ครั้งล่าสุดจากหนังทำหนังชาวฮ่องกง หนังมีงานสร้างที่ใหญ่โตใช้ได้ (โดยเฉพาะการออกแบบ และสร้าง เกราะ ที่ดูใหญ่โต และเทอะทะอย่างที่ว่าจริง) ดาราน่าสนใจที่ถูกเลือกให้มาประชันกันในหนัง ทั้งคนนักบู๊มาแรง เจิ้งจื่อตัน พระเอกนักร้องเจ้าเสน่ห์ หลีหมิง และที่น่าสนใจที่สุด นางเอกสาวสวย เฉินฮุ่ยหลิน ที่ชิมลางเช่นหนังย้อนยุคเป็นเรื่องแรก

ขอออกตัวกันล่วงหน้าว่า ผมดู An Empress and the Warriors ด้วยความคาดหวังต่ำนะครับ เนื่องจากได้อ่านบทวิจารณ์มาบ้าง เรียกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือหนังโดนถล่มไปเป็นส่วนใหญ่ เฉิงเสี่ยวตง ที่มีฐานะเป็นผู้กำกับคิวบู๊แนวหน้าแห่งวงการภาพยนตร์ปัจจุบัน และโดดเด่นเป็นพิเศษในฉากเหิรเวหา และต่อสู้ด้วยกระบี่ ผลงานในช่วงระยะหลังที่สร้างของเขาให้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ไตรภาคกำลังภายในของจางอี้โหม่ว นั่นเอง

ในฐานะผู้กำกับเฉิงเสี่ยวตงเป็นเจ้าของงานระดับตำนานอย่าง Swordsman (เดชคัมภีร์เทวดา) A Chinese Ghost Story (โปเย) อย่างไรก็งานเหล่านั้นนับอายุได้ ถึงวันนี้ก็เกินกว่า 15 ปีแล้ว ผลงานในช่วงหลัง หรือกว่าสิบปีที่ผ่านมา หรือพูดง่ายๆ ว่าหลังจากที่เฉิงเสี่ยวตง แยกมาทำงานเอง โดยไม่ตกอยู่ในการช่วยเหลือควบคุม และบดบังรัศมีของฉีเคอะ กลายเป็นว่างานในยุคหลังของเขาคุณภาพเก่าย่ำแย่

ก่อนอื่นขอเกริ่นถึงชื่อหนังกันก่อนนะครับ ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง An Empress and the Warriors นั้นคือ “เจียงซานเหมยเหริน” ถ้าใครที่คุ้นเคยกับภาษาจีน และหนังฮ่องกงยุคเก่า ก็คงพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างว่า นี้เป็นชื่อเดียวกันกับ หนังปี 1959 Kingdom and the Beauty หรือชื่อไทยที่คุ้นเคยกว่าว่า “จอมใจจักรพรรดิ์” แม้นี้จะไม่ใช่งานรีเมกสร้างใหม่โดยตรง แต่หนังสองเรื่องก็เชื่อมโยง ด้วยเนื้อหาอยู่บ้างในบางจุด หนังเล่าเรื่องของราชนิกูล ผู้สืบทอดบังลัง ที่มีโอกาศได้ลิ้มลองชีวิตแบบสามัญชนในช่วงสั้นๆ หากแต่ตัวละครหลักใน An Empress and the Warriors เปลี่ยนปแลงจากจักรพรรดิ์หนุ่ม เป็นองค์หญิง ผู้แบกรับชตากรรมของประเทศเอาไว้

ในยุคโบราณของจีน แคว้นใหญ่แห่งหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการร้ายแรง และสถานการณ์ตึงเครียด ช่วงเวลาแห่งภัยสงคราม ในการศึกองค์จักรพรรดิ์ ต้องภัยอาวุธของศัตรูบาดเจ็บสาหัสยากแก่การเยียวยา พระองค์ได้ฝากฝังประเทศ และกองทัพไว้กับ แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจอย่าง มู่หยงซีหู่ (เจิ้งจื่อตัน) นักรบคนสนิทที่องค์ฮ่องเต้ชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเด็ก

เมื่อถึงเวลาแห่งสวรรคต บรรดานายพล และเชื้อพระวงศ์ ไม่อาจยอมรับ แม่ทัพสามัญชนผู้ไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่ทราบแม้กระทั่งบิดา มารดาผู้ให้เก่าเนิดอย่าง มู่หยง ขึ้นเป็นผู้นำได้ ความขัดแย้งเริ่มก่อตัว และลุกลามใหญ่โต ทายาทคนเดียวของจักรพรรดิ์ อย่างองค์หญิง หยานเฟยเอ๋อ (เฉินฮุ่ยหลิน) ต้องขึ้นรับตำแหน่งจักรพรรดินี อย่างกระทันหันเพื่อยุติข้อขัดแย้งทั้งหมด

อิสสตรีผู้บอบบาง อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ต้องจับอาวุธ ขี่มาศึก เพื่อรับมือกับตำแหน่งจอมทัพแห่งประเทศ ด้วยการช่วยเหลือ ฝึกฝนจาก มู่หยง การฝึกฝน เริ่ม และดำเนินไปด้วยความยากลำบาก แต่องค์จักรพรรดินีก็เชื่อใจ แม่ทัพหนุ่ม ผู้เปรียบเสมือนพี่ชายคนหนึ่งของนาง อย่างไรก็ตามท่ามกลางบุรุษนักรบมากมาย ผู้นำสตรี อย่าง หยานเฟยเอ๋อ ไม่อาจได้รับการยอมรับได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอำนาจเก่า ผู้หวังลึกๆ ถึงตำแหน่งผู้ครอบประเทศ

ในระหว่างการฝึกฝนการศึกในวันหนึ่ง หยานเฟยเอ๋อ ถูกมือสังหารกลุ่มหนึ่งเข้าลอบทำร้าย จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ร่างการบาดเจ็บสาหัส โชคดีนางได้รับการช่วยเหลือพยาบาลจากชายหนุ่ม นาม ต้วน (หลี่หมิง) ชายผู้ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า เพื่อ ศึกษา และประดิษฐ์คิดค้นสิ่งแปลกประหลาดมากมาย องค์หญิงรักษาตัวอยู่กับชายลึกลับอยู่พอสมควร การหายตัวขององค์หญิง ผู้เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งประเทศ และกองทัพ กลับสร้างความเดือดร้อนแก่ทุกคน โดยเฉพาะมู่หยง ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการหายตัวของนาง

อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ในกลางป่า องค์หญิงกลับเริ่มพึ่งพอใจในชีวิตเรียบง่าย ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตร่วมกับ ชายหนุ่มผู้เปี่ยมเสน่ห์จริงใจ กล้าหาญ เปิดเผย ในเวลาไม่นานทั้งสองก็ตกหลุ่มรักกัน หยานเฟยเอ๋อ ได้มีโอกาศรับรู้ถึงความอิสระ ใช้ชีวิตของตัวเองโดยไม่ได้ถูกพัฒนการ ไว้ด้วยตำแหน่งที่สูงเทียมฟ้าอย่างที่เคยเป็นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความยุ่งยากในชีวิตของนาง เมื่อหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้ถูกท้าทายด้วยความสุขส่วนตัว และความรัก ในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะครับ An Empress and the Warrior เกี่ยวข้องอยู่กับ จอมใจจักรพรรดิ์ อยู่ไม่น้อย กล่าวโดยสรุป หนังเป็นการรีเมกสร้างใหม่แบบ อาศัยเค้าโครงสร้างเดิม ปรับเปลี่ยนตัวละครจักรพรรดิ์หนุ่ม กับการผจญภัยในโลกแห่งสามัญชน มาเป็นจักรพรรดินีสาว ประเด็นหลักยังอยู่ที่ การเลือกระหว่างเกียรติ ความยิ่งใหญ่ ระดับเทียบเคียงเทพเจ้า หรือชีวิตด้อยต่ำติดดินแบบสามัญชน แต่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงในชีวิต ความสุขแห่งการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สุดท้ายเจิ่นเฟยเอ๋อ ถึงได้ทราบว่า ชีวิตของนางไม่ได้อยู่ในสถานะแห่งการมีสิทธิ์เลือก หากแต่เป็น “ต้องเลือก” ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดในฐานะบุตรสาวคนเดียวแห่งผู้นำ

การหยิบเอาหนังเก่าแก่โบราณอย่าง ดูจะเป็นไอเดียที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย หนังกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควร ปัญหาหลักในหนังที่หลายๆ คนพูดถึงก็คือความ ไปไม่สุดในซักทาง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โรแมนติก รักสามเส้าของหนึ่งองค์หญิงกับสองนักรบ ความเป็นหนังสงคราม กำลังภายใน หรือหนังชีวิตอันว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงกับสงคราม เรื่องราวในทำนองเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในหนังทั้งหมด แต่ไม่มีประเด็นไหนเลยทีสามารถพัฒนาไปให้ถึง ขีดสุดแห่งอารมณ์ นอกจากจะสะท้อนความไม่ลงตัวของบทแล้ว การนำเสนอเรื่องราวอันลึกซึ้ง ยังเป็นปัญหาของผู้กำกับ เรื่องราวต่างๆ ในหนังถูกนำเสนอแบบผ่านๆ ตื้นเขิน ในระดับ “แจ้งให้ทราบ” มากกว่าที่จะควร “ทำให้รู้สึก” ที่ย่ำแย่ที่สุดก็คือ ตอนจบของเรื่อง บทสรุปทั้งเรื่องรัก และรบ ทำออกมาได้อย่าง ไร้น้ำหนัก แทบไม่สามารถสร้างความประทับใจใดๆ ได้เลย

แม้แต่ในเรื่องของคิวบู๊ อันเป็นความถนัดพื้นฐานของ ผู้กำกับก็ไม่สามารถเปล่งประกายได้อย่างที่หวัง แนวทางฉพาะตัวของเฉิงเสี่ยวตงนั้น อยู่กับการใช้สลิง ในคิวบู๊ที่เน้นความพิศดาร และหวือหวา เขาดูจะไปได้ไม่ดีเท่าไหร่กับฉากต่อสู่ แนวสงคราม ที่เน้นความสมจริง ที่ประกอบไปด้วยตัวประกอบจำนวนมาก กองทัพม้า การรบพุ่ง ด้วยอาวุธหนักอย่างหอก ดาบยาว หรือกองธนู อย่างที่ An Empress and the Warrior พยายามนำเสนอ คิวบู๊ในหนังจีงประสบความล้มเหลว ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่รุนแรง แม้กระทั่งพระเอกนักบู๊อย่างเจิ้งจื่อตัน ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เมื่อมาอยู่ในชุดเกาะเทอะทะ ที่ปิดปังกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวร่างกาย อันเป็นจุดเด่นจุดขายประจำของเขา

งานนี้คนที่น่าเห็นใจที่สุดน่าจะเป็นงานเอกสาว เฉินฮุ่ยหลิน หนังเรื่องนี้ดูจะเป็นงานที่ดาราสาวคนดังคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง ลงทุนแสดงฉากบู๊ด้วยตัวเอง สวมเกาะหนักหลายกิโลแสดงเกือบตลอดทั้งเรื่อง น่าเสียดายความทุ่มแทกลับไม่ส่งผลสร้างที่หวัง ลำพังบุคลิกหน้าตา รูปร่าง ก็ยากอยู่แล้วที่จะทำให้เชื่อว่า นี่คือหญิงสาวราชนิกูลแห่งโลกยุคโบราณ ปัญหาหลักของนักแสดงสาวคนสวย เป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการแสดง เฉินฮุ่ยหลินยังไม่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยตัวเองได้ เธอไม่สามารถสร้างความซ้บซ้อน และการแสดงที่ลึกซึ้งให้กับ บทเจ้าหญิงผู้หวั่นไหวชีวิตได้ดีเพียงพอ

โดยรวมแล้ว An Empress and the Warrior พอจะสร้างคาวมบันเทิงได้บ้าง หนังมีงานสร้างที่น่าสนใจ แม้เกราะเหล็กหนักอึ้งที่ถูกฟรีเซ็นต์มากมาย ทั้งในหนังและสื่อประชาสัมพันธ์จะดู ใหญ่เทอะทะน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็นับว่าดูแปลกตา สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้กับหนัง เคมีระหว่างดารานำทั้งสามถือว่าพอใช้ได้ กับบทรักสามเส้า น่าเสียดายบทภาพยนตร์ไม่สามารถบีบคั้น และส่งอารมณ์นั้นไปถึงจุดหมายได้

ถ้าจะดูเอาสนุกก็คงพอได้ สำหรับแฟนๆ ของเหล่าดารา ผู้กำกับ และผู้นิยมหนังจีนกำลังภายใน การรอคอยงานชิ้นต่อไป คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฉินฮุ่ยหลิน นั้น การเดินทางกลับสู่โลกปัจจุบัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งเธอ และแฟนๆ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    BIG Pictures, Beijing Poly-bona Film Publishing Company, United Filmmakers Organization (UFO)
    บริษัทจัดจำหน่าย – Mei Ah Entertainment
    กำกับ – Ching Siu-Tung
    อำนวยการสร้าง – Claudie Chung Chun
    บทภาพยนตร์ – Tin Nam Chun, James Yuen
    กำกับภาพ – Zhao Xiaoding
    ตัดต่อ – Tracy Adams
    กำกับศิลป์ – Chung Man Yee
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – Chung Man Yee
    แสดงนำ – Donnie Yen Ji-Dan, Kelly Chen, Leon Lai Ming, Guo Xiao-Dong, Kau Jan-Hoi
  • Thailand Distribution – จัดจำหน่ายโดยบริษัท Pacific Entertainment
  • Related and Recommendations – Kingdom and The Beauty (1959)
  • Rating – 3/5

2 thoughts on “An Empress and the Warriors – จอมใจบัลลังก์เลือด (2008, Ching Siu-Tung)

  1. วิจารณ์และวิเคราะห์ได้เยี่ยมมากครับ คารวะสามจอก (ผมเองก็เพิ่งลงบทวิจารณืหนังเรื่องนี้ไปเช่นกัน และทัศนคติก็คล้ายๆกันด้วยครับ นั่นคือตัวหนังไปไม่สุด หรือก็คือขาดๆเกินๆ แต่คุณเจ้าของ site วิจารณืได้ลึกกว่าผมมากเลยในหลายๆแง่มุม)

    ผมพลาดประเด็นเรื่องตัวนักแสดงไป เห็นด้วยครับว่าเฉินฮุ่ยหลินไม่สะท้อนความเป็นราชนิกูลนักรบสักเท่าไรแม้เธอจะพยายามแล้วก็ตาม รวมถึงเรื่องเกราะที่ทั้งเรื่องใส่มันอยู่นั่น แถมพล้อตก็แอบเลื่อนลอยด้วยครับ (โดยเฉพาะบอลลูนของหลางเฉิง…)

    แต่โดยรวมทั้งหมดผมกลับรู้สึกว่าฉากบู๊นั้นสวยทีเดียว …จริงๆก็ต้องเรียกว่าสวยเฉพาะฉากมู่หยงสู้กับกองทัพตัวคนเดียวจนวาระสุดท้าย ซึ่งเป็นฉากที่ผมประทับใจมากทีเดียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s