SPL – ทีมล่าเฉียดนรก (2005, Wilson Yip)

SPL เป็นหนังที่ Donnie Yen ประกาศกร้าวว่าจะเป็นหนังที่ฮ่องก็จะทวงคืนตำแหน่งเจ้าแห่งแอ็กชั่น จากไทย ที่มาดาราชูโรงคือ องค์บากของปรัชญา ปิ่นแก้ว พันนา ฤทธิไกร และพนม ยีรัม ดูจะเป็นคำแถลงที่อหังการไปสักหน่อย ในทางการสั่นสะเทือนวงการภาพยนตร์ SPL อาจจะทำไม่ได้เท่ากับผู้มาใหม่จากเมืองไทย แต่ถ้าพิจราณาถึงคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ และชื่นชมหนังศิลปะป้องกันตัวโดยเฉพาะ ยกที่สองนี้ ฮ่องกงทำคะแนนโต้กลับได้แล้ว

คำว่า SPL ก็คือตัวแทนของตัวละครทั้งหลาย SPL มาจากคำเต็มว่า Sha Po Lang เป็นคำในโหราศาสตร์ ของจีนหมายถึงดวงดาว ที่กำหนดความดีความเลว ที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดาวนั้นๆ บทสรวงสวรรค์ (ฟังดูงงๆ ผมเขียนเองยังงงเลยครับ) Sha Po Lang อาจจะหมายถึง ความเบาบางของเส้นแบ่งระหว่างความดี กับเลว การกระทำของตัวะละคร (และรวมถึงเราทุกคน) ไม่ว่าจะในทางดี หรือทางชั่ว ล้วน มาจากสถานการณ์บีบบังคับ สภาพแวดล้อมนำพาไป

หนังเล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อนอะไรนัก สงครามระหว่างตำรวจที่มีตัวละครอย่าง เจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ (หงจินเป่า) หัวหน้าทีมตำรวจหน่วยปราบปราม ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อโค่นฝ่ายตรงกันข้าม (เยิ่นต๊ะหัว) ตำรวจหน้าใหม่ในทีม เถรตรง เลือดร้อน (Donnie Yen) และนักฆ่า (อู๋จิ้ง) เทียบกันหนังสงครามระหว่างตำรวจกับมาเฟียที่ดังที่สุดในรอบ 3 – 4 ปีที่ผ่านมาอย่าง Infernal Affairs แล้ว SPL แตกต่างกันราวฟ้า กับดิน เรื่องแรกนั้นได้ชื่อว่าเป็นหนังที่เน้นการหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ SPL นั้นความขัดแย้งแก้ไขกันได้ด้วยการสาดกำปั้น ระดมหมัดเข้าหากัน

หนังพยายามจะสร้างแง่มุมที่ซับซ้อนด้วยการใส่รายละเอียดเชิงลึก ไปในตัวละครหลายๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวละครของเยิ่นต๊ะหัวที่มีลูกเลี้ยง ซึ่งเป็นลูกสาวของอดีตพยานที่เค้าปกป้องไว้ไม่ได้ แถมยังป่วยเป็นมะเร็งตายได้ทุกเวลา เพราะฉะนั้นการปราบแก็งมาเฟียนี้จึงเป็นภารกิจสุดท้ายในชีวิต ที่ต้องทำให้สำ เร็จโดยแทบจะไม่เลือกวิธีการ ตัวละครของหงจินเป่าดูเหื้อมโหด แต่กลับมีแง่มุมที่อ่อนโยน (และอาจจะอ่อนแอด้วย) มีลูกน้อยเพิ่งคลอด และภรรยาที่ดูเหมือนจะไม่ได้ล่วงรู้งานของสามีเลย

จะว่าไปแล้ว SPL เป็นหนังที่มี ช่องโหว่อยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในเรื่องความสมเหตุสมผล มาเฟียใหญ่ที่มีลูกน้องเป็นฝูงดันเสี่ยงตาย มาอัดกับตำรวจ แบบไม่มีอะไรจะเสีย การต่อเนื่องระหว่างอารมณ์ดราม่า กับความระทึกในฉากแอ็กชั่นก็ดูเหมือนจะทำได้ไม่เต็มร้อย นอกจากนั้นเหมือนว่าหนังยังไม่สามารถอธิบายประเด็นต่างๆ ในเรื่องได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ รวมถึงรายละเอียดบางด้านของตัวละคร เช่น ภูมิหลังของตัวละครที่แสดงโดย Donnie Yen ที่ถึงแม้จะมีฉาก Flashback ของตัวละครตัวนี้แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก

ถึงแม้จะมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผู้สร้างอย่าง Wilson Yip และ Donnie Yen ทำเพื่อกลบช่องโหว่ ช่องว่างเหล่านั้นได้จนหมดสิ้นก็คือ การสร้างฉากแอ็กชั่นระดับยอดขึ้นมา เป็นฉากแอ็กชั่นระดับที่ถึงขั้นน่าตกตะลึก และถึงขั้นโดดเด่นที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เทียบกับหนังกังฟูเก่าๆ SPL ก็มีฉากแอ็กชั่นไม่ได้มากมายนัก ตัวละครไม่ได้ลุกขึ้นมาซัดกันทุกๆ 5 นาที และฉากต่อสู้แต่ละครั้งก็ไม่ได้ยาวเกิน 3 นาทีแบบหนังกังฟูสมัยยุค 70 – 80 สำหรับ SPL มีฉากแอ็กชั่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ 3 ฉากเท่านั้น แต่ละฉากก็ไม่ได้ยาวยืดเหมือนหนังกังฟูในอดีต แต่แค่นี้ก็เพียงพอในการสนองความต้องการของแฟนๆ หนังกังฟู ฉากแอ็กชั่นที่เด่นที่สุดในหนัง 3 ฉากได้แก่

………………………………………….

Wu Jing Vs. Ken Chang ฉากเปิดตัว ตัวละครที่แสดงโดยอู๋จิง มือสังหารของเจ้าพ่อ ที่คอยเก็บเหล่าๆ ตำรวจ Ken Chang เป็นใครคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะในฉากนี้เค้า มีบทบาทในการเป็นกระสอบทรายเท่านั้น อู๋จิงเริ่มต้นการ “ซ้อม” คู่ต่อสู้ชุดใหญ่ด้วย การขวางมีดใส่ ต่อด้วยกระโดดลอยตัวเตะก้านคอ หลังจากนั้นทั้งหมัด มือก็สาดเข้าใส่คู่ต่อสู้แบบ ไม่ยั่ง ก่อนจะตามมากับชุดใหญ่ ของจริง กับการะดมฟันด้วยคมมีด ชนิดนับแผลไม่ไหว

Donnie Yen Vs. Wu Jing ด้วยวัย ความหนุ่มแน่น แล้วฉากต่อสู้ระหว่างอู๋จิง กับ Donnie Yen น่าจะเป็นฉากที่คนรอดูมากที่สุดในเรื่อง และหลายๆ คนอาจจะผิดหวัง เล็กๆ เพราะทั้งสองไม่ได้สู้กับด้วย เพลงมวยเพลงเตะสวย แต่เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างมีดสั้น กับกระบองตำรวจ แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มัน เพราะฉากนี้เต็มไปด้วยการออกแบบที่สุดยอด และความเร็วจนตาดูแทบไม่ทัน

Donnie Yen Vs. Sammo Hung ฉากสุดท้ายไครแมกซ์ของเรื่อง เป็นของรุ่นใหญ่ Donnie Yen กับหงจินเป่า ทั้งประเคนเท้า และหมัดใส่กันแบบไม่มียั่ง จนไปถึงการกอดรัดฟัดเหวี้ยงแบบมวยปล้ำ จนข้าวของประกอบฉาก กระจัดกระจาย เป็นฉากต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วง และรุ่นแรง ไม่มีลีลา ฟุ่มเฟือย ไม่มีการแสดงท่าโอ้อวด ในวิชาของตน เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และพรากชีวิตฝ่ายตรงกันข้าม แต่สุดท้ายเหมือนว่าจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริงเลย

………………………………………….

หลังจากเฉินหลงเริ่มแก่ หลี่เหลียงเจี๋ยก็เริ่มหันไปซึ้งกันรสพระธรรม จนมีข่าวว่าจะเลิกเล่นหนังออกมาเรื่อยๆ ดูเหมือนว่า Donnie Yen น่าจะเป็นดาราแอ็กชั่นที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาของฮ่องกง นอกจากแสดงแล้ว Donnie Yen ยังทำงานเบื้องหลังมากมาย ทั้งการกำกับคิวบู๊ให้กับหนังจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น (Princess Blade) และอเมริกา (Blade 2) แม้กระทั่งการกำกับภาพยนตร์ Donnie Yen ก็ผ่านมาไม่ใช้น้อยหนังเรื่อง Legend of Wolf ของเค้าได้รับการยกย่องว่ามีคิวบู๊ที่สุดยอด ผสมกับเรื่องราวที่ท้าทายคนดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะหนังเรื่องนั้นเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่มึนงง ดูจบยังแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย

ถึงแม้ Legend of Wolf จะมีคำวิจารณ์ที่ปนแปกันระหว่างดีกับแย่ แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า Donnie Yen ไม่ได้สนใจแค่การออกแบบคิวบู๊ แต่ยังให้ความสำคัญกับเนื้อหาของหนังด้วย ในหนังเรื่อง SPL นี้ เค้าได้พิสูจน์ถึงความสามารถอีกครั้ง ทั้งในฐานนะของดารา และคนทำหนังไปพร้อมๆ กันเลย

หงจินเป่ากลับมาเล่นหนังแอ็กชั่นดีๆ อีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน ดูเหมือนว่ากาลเวลาจะไม่ได้ทำให้ ความสามารถในการเล่นฉากบู๊ของหงจินเป่า ลดไปเท่าไหร่ แน่นอนว่าความคล่องตัว ของหนุ่มใหญ่ร่างยักคงจะต้องลดน้อยไปตามวัยที่มากขึ้น แต่ผลงานใน SPL ของหงจินเป่ายังถือว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เทียบแล้วดาราหนุ่มหน้าใหม่หลายๆ คนยังเทียบไม่ติด นอกจากนั้น บทบาทในเรื่องยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถในด้านการแสดง บทที่หลากหลายกว่าเดิมในการรับบท ตัวร้ายที่ดูเคร่งครึมจริงจัง ผิดกับสมัยหนุ่มที่หงจินเป่ามักจะ ได้รับบทตลกโปกฮาเป็นประจำ

ถึงแม้ดารากังฟูลายครามทั้งสองคนจะมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่คนที่เด่นที่สุดในเรื่องกลับเป็นหนุ่มน้อยอู๋จิง ที่มีโอกาศปรากฏตัวบนจอน้อยที่สุด จากหนัง Tai Chi 2 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อู๋จิงได้ชื่อว่าเป็นดารากังฟูคนใหม่ ที่จะมาสืบทอดตำแหน่งจากหลี่เหลียงเจี๋ย มาถึงวันนี้เค้าก็ยังไปไม่ได้ไลกอย่างที่ใครหวังสักที

อู๋จิงยังคงวนเวียนอยู่กับการแจ้งเกิดใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่ากับงานภาพยนตร์ และมีงานหลักคืองานในโทรทัศน์ โดยวนเวียนอยู่กับบทบาทเดิมๆ ทั้งๆ ที่อู๋จิงก็เรียกได้ว่าเล่นฉากแอ็กชั่นได้ดี การแสดงก็ไม่ขี้เหร่ จนกระทั่งการพลิกบทบาทมาเล่นบทร้ายครั้งแรกใน SPL นี่อาจจะเป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพของอู๋จิงก็ได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่ โกรกผมสีทอง และเป็นตัวละครไร้จิตใจ เป็นเหมือนเครื่องจักรฆ่าคน ดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อกับหน้าตาไสซื่อของอู๋จิง

เมื่อหนังแทน้ำหนังไปให้ดารากังฟูทั้ง แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้กระทั่งเยิ่นต๊ะหัวที่โอกาส ปรากฏตัวอาจจะมากกว่าดาราทั้ง 3 ซะอีก แต่กลับดูไม่เด่นเลย เยิ่นต๊ะหัวเองไม่ใช่ดารากังฟู แต่ถ้าเป็นหนังแอ็กชั่นยิงปืน เค้าก็ได้ดี และเข้ากับหนังประเภทนั้นมากกว่า (คล้ายๆ กับโจวเหวินฟะ) เมื่อมาอยู่ในหนัง แอ็กชั่นเตะต่อยแบบนี้ อย่างมาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายของพวกผู้ร้าย คนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่ากลายเป็นหลิวเจียจื่อ ดาราอาวุโสที่สักสองสามปีนี้ กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง ใน SPL เค้าก็ทำผลงานได้ดีทั้งๆ ที่บทไม่มีอะไรมาก ส่วนดาราหนุ่ม Ken Chang ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมากนัก แต่การได้มีส่วนร่วมในฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดในเรื่อง ก็ช่วยให้คนจำบทบาทของ เค้าได้เป็นอย่างดี

SPL มีผู้ได้รับเครดิตในฐานะผู้กำกับร่วมกันสองคง คงจะเดาได้กันได้ง่ายๆ ว่า Donnie Yen นั้นน่าจะดูในเรื่องคิวบู๊ ส่วน Wilson Yip คงจะรับผิดชอบในภาพรวมของหนัง ถึงวันนี้คงจะเรียก Wilson Yip ว่าผู้กำกับหนุ่มดาวรุ่งน่าใหม่ไม่ได้แล้ว ปี 2005 นี้ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของเค้าในการนั่งเก้าอี้ผู้กำกับพอดี

จุดเด่นของ Wilson Yip ก็คือ เค้าเป็นผู้กำกับที่สนใจในเรื่อง “แนวหนัง” (Genre) 10 ปีที่ผ่านมาผ่านมาแล้วแทบทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น ผี ตลก อาญากรรม โรแมนติก กำลังภายใน แฟนตาซี การทำงานในลักษณ์นี้ ช่วยให้เค้าเข้าใจในธรรมชาติของหนังแต่ละแนวเป็นอย่างดี สำหรับ SPL นั้นแสดงออกถึงการเข้าใจในการทำหนังแอ็กชั่นของผู้กำกับ การคุมโทนเรื่อง การให้น้ำหนักกับฉากต่อสู้ คุมอารมณ์ให้หนังอยู่จุดที่ลงตัวระหว่างความสมจริงสมจัง ของการเป็นหนังอาญากรรม และความเป็นหนังแฟนตาซีของหนังกังฟู

จุดเด่นอีกประการของ Wilson Yip ก็คือการแม่นในเรื่องการออกแบบซีน ในหนังของเค้ามักจะมีซีนไครแมกซ์ หรือซีนสำคัญ ที่ผ่านการออกแบบมาดี ทั้งการเร้าอารมณ์ งานภาพ การใช้ดนตรีประกอบเสริม เรียกว่าหนังจะอุรุยฉุยแฉกมายังไง มาถึงตอนสำคัญก็มักจะเข้าท่า ถึงแม้บางครั้งจะดูเหมือนว่า ซีนไครแมกซ์ในหนังของ Wilson Yip ดูจะเน้นความเท่ห์ความเก๋ มากกว่าจะเน้นให้ความหมายจริงๆ อย่างไรก็ตามจุดเด่นข้อนี้ก็ปรากฏอยู่ใน SPL อย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง ช่วงไครแมกซ์ ของหนังเท่านั้น แต่ในฉากต่อสู้สำคัญทุกฉาก ถูกออกแบบมาอย่างดี ทำให้ฉากต่อสู้ใน SPL ดูสดใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ

ด้วยรูปลักษณ์ของหนัง SPL อาจจะต่างจากหนังกังฟูแบบเก่าๆ ประเภท หวงเฟยหง หรือ Fearless แบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่หนังกังฟูแบบเดิมๆ ต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ กำกับ และออกแบบฉากแอ็กชั่นให้เยี่ยมยอด แค่นี้ก็น่าจะทำให้ แฟนๆ หนังแนวนี้พึ่งพอใจ ทำเป็นลืมข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ และสนุกกับหนังได้อย่างเต็มที่

SPL ไม่ได้เป็นงามที่มีอะไรใหม่ ไอเดียการหยิบหนังอาญากรรมกับหนังกังฟูมาผสมกัน ก็ถูกทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานับครั้งไม่ถ้วน SPL เป็นหนังที่หยิบองค์ประกอบเก่าๆ ในอดีตมาทำให้ดูสดขึ้น ด้วยงานสร้าง และการเล่าเรื่อง ที่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า ทำได้เข้าท่าเข้าทางไม่เลวเลยทีเดียว

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    Abba Movies Co., Greek Mythology Entertainment Co., 1618 Action
    กำกับ – Wilson Yip Wai Shun, Donnie Yen Ji-dan
    อำนวยการสร้าง – Cheung Shing-Sheung
    บทภาพยนตร์ – Szeto Kam-yuen, Jack Ng Wai-lun
    กำกับภาพ – Lam Yan-chuen
    ตัดต่อ – Cheung Ka-Fai
    ดนตรีประกอบ – Comfort Chan Kwong-wing, Ken Chan
    กำกับศิลป์ – Jeff Mak Gwok-Keung
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – Bruce Yu Ka-On, Steven Tsang Pak-Chuen, Tong Ping
    แต่งหน้า ทำผม – Fung Siu-Yee
    เทคนิคพิเศษ – Koan Hui On, Chibi
    กำกับคิวบู๊ – Donnie Yen Ji-dan
    แสดงนำ – Donnie Yen Ji-dan, Sammo Hung Kam-bo, Simon Yam Tat-wah, Jacky Wu Jing, Liu Kai-chi, Danny Summer, Ken Chang, Austin Wai Tin-chi, Timmy HungTin-ming, Chan Tat-chee
  • Thailand Distribution – แผ่น VCD ผลิตโดย Rose ใช้ชื่อไทยว่า “ทีมล่าเฉียดนรก” (แผ่นมีการเซ็นเซอร์)
  • Related and Recommendations – Flash Point (หนังคล้ายๆ กัน จากทีมผู้สร้างทีมเดียวกัน)
  • Rating – 4.5/5
Advertisements

9 thoughts on “SPL – ทีมล่าเฉียดนรก (2005, Wilson Yip)

  1. เป็นหนังที่เริ่มต้นเนื้อเรื่องได้เรียบง่าย
    แล้วค่อยๆบีบคั้นอารมณ์ผู้ชมให้เครียดขรึมไปเรื่อยๆ
    แล้วระเบิดด้วยคิวบู๊ตอนท้ายเรื่อง
    บอกได้คำเดียวว่า
    “มันส์พ่ะย่ะค่ะ”

    ชอบหงจินเป่าเรื่องนี้มั่ก ดูเป็นผู้ร้ายที่มีเลือดเนื้อ ไม่แบนราบเหมือนตัวละครในหนังยุคแรกๆของแก
    ส่วนดอนนี่เยน ผมว่าเท่ห์ดีนะ ลีลาคิวบู๊ก็เหลือร้าย ดูเข้าทีแม้ว่าจะเล่นหนังไม่ค่อยดีก็เหอะ (แฟนผมบอก แกเก๊กไปนิดนึง 55)
    อู๋จิงก็ซาดิสม์ได้ใจมั่กๆ ลบภาพหนุ่มซื่อออกไปหมดเลย (พักหลังมานี่ เห็นเล่นแต่บทร้าย สงสัยคงติดใจกระมัง)

    เรื่องนี้ผมให้ 4.5 เหมือนกันคับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s