Red Cliff – สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ (2008, John Woo)

เมื่อผู้กำกับชื่อดังชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า จอห์น วู จะก้าวลงมาสู่สมรภูมิหนังจีนอีพิค ย้อนยุค กับเขาบ้าง คงไม่มีเรื่องราวใด ที่จะเหมาะสมกับเขา เท่ากับงศวดารยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนอย่างสามก๊กอีกแล้ว นิยายกึ่งบันทึกเล่าเรื่องสงครามการรบพุ่ง ในประเทศ ของประชาชนชาติเดียวกัน เพื่อแย้งชิงอำนาจการปกครอง สามก๊กถูกนำเสนอแบบ ประสมปนแประหว่าง ประวัติศาสตร์ และนิยาย ที่เต็มไปด้วยตัวละครเปี่ยมสีสรรค์

ในจำนวนเรื่องราวมากมาย หลายร้อยบท จอห์น วู เลือกหยิบตอนที่น่าจะเรียกได้ว่า สำคัญที่สุดตอนหนึ่งของสามก๊กอย่าง “ศึกผาแดง” มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ที่ว่าสำคัญก็เพราะว่า ศึกผาแดงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ สงครามสามก๊ก เป็นศึกที่ความอหังการของโจโฉถูกบดขยี่ ในสงครามครั้งใหม่ ที่เปิดโอกาศให้ เล่าปี่ และซุนกวน ได้ ลืมตาอ้าปากก่อตั้งอาณาจักรของตนขึ้นมา เคียงข้าง สามอาณาจักรเริ่มสะสมขุมกำลัง คุมเชิงสลับรบพุ่งกันอยู่หลายปี จนกลายเป็นตำนานแห่งสามก๊กที่เรารู้จักกันดี

Red Cliff ถูกคาดตั้งความคาดหวังไว้สูงลิ้ว ว่าจะเป็นงานที่ปลุกตำนานชิ้นนี้ ให้ยิ่งใหญ่สมกับสื่อภาพยนตร์ ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ในทางเดียวกัน แฟนๆ ของจอห์น วู ก็หวังว่านี้จะเป็น การคืนชีพอีกครั้งของผู้กำกับตำนานแห่งฮ่องกงผู้นี้ ที่ผลงานระยะหลังของเขาที่ทำในอเมริกา ดูอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

ระหว่างการดำเนินงานสร้างตั้งแต่เริ่ม มีข่าวรายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว ข่าวการคัดเลือก นักแสดงที่จะมารับบทตัวละครชื่อดัง ถูกรายงานเป็นระยะ เคียงคู่กับข่าว การถอนตัว เปลี่ยนแปลงนักแสดง นำมาซึ่งเสียงวิภาควิจารณ์ถึงความเหมาะสมของดาราหลายๆ คนที่จะมารับบท เด่นในเรื่อง

ท้ายที่สุดหนังได้ดารานำผสมทั้งดังในประเทศ ดังนอกประเทศ และไม่ดังที่ไหนซักที่ มากลุ่มหนึ่ง อาจจะไม่อลังการเท่าชื่อแรกๆ ที่มีการพูดถึง (หลิวเต๋อหัว, เจ็ท ลี, โจวเหวินฟะ หรือกงลี่) แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับน่าสนใจ และถือว่าส่วนใหญ่ ก็แสดงออกมาได้ดีกันทุกคน

ก่อนจะได้ดูหนังผมเอง ก็แอบกังวลเล็กๆ นะครับ ว่า Red Cliff จะนำเสนอสามก๊กออกมาแบบใด ต้องยอมรับว่า ในช่วง สิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ นิยายสามก๊กถูกตีความอย่างหลากหลาย เนื้อหา แนวประวัติศาสตร์ ผสมนิยาย ผสมงิ้ว ของหลอกว้านจงนักประพันธ์ยุคราชวงศ์หมิง ที่ได้รับความนิยมมาก และกลายเป็น “มาตรฐานกลาง” ของพงศวดารสามก๊ก เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องราวของหลอกว้านจงนั้นค่อนข้างให้น้ำเสียงในแบบดราม่าติก มีพระเอก ผู้ร้าย อย่างชัดเจน ซึ่งระยะวรรณกรรมทั้งประเภทนิยาย และบทวิจารณ์สามก๊กในระยะหลังเริ่มมีแนวโน้มจะ หักล้างความดี ความเลว ครอบคลุมไปถึง ความเก่ง ความห่วย วีระบุรุกษ หรือทรราช ในแบบของ หลอกว้านจง

งานเขียนหลากหลายรูปแบบเริ่มมีการ ตีความ ตัวละครต่างๆ ของสามก๊กที่แตกต่าง และท้าทายความเชื่อแบบเก่าๆ ความอัจฉริยะของขงเบ้ง กับความดีงามของเล่าปี่ ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม โกหกพกลม ด้วยกันทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จของโจโฉ ที่ถูกตีค่าเป็นความอหังการ์ กระหายอำนาจ มาโดยตลอด ก็ถูกยกย่องมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองอำนาจของโจโฉ เป็นความสามารถทางการทหาร และการปกครอง เสียมากกว่า

กลับมาที่ Red Cliff กันอีกครั้งตัวของ แม้ในระยะแรกๆ จอห์น วู เองได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้นไว้ว่า เนื้อหาของ หนังนั้นจะอ้างอิงบันทึกทางประวัติศาสตร์เป็นหลัก และจะนำเสนอสามก๊กในรูปแบบส่วนตัวของเขาเอง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว Red Cliff ก็ยังคงบอกเล่าเรื่อง ที่ค่อนข้างอ้างอิงกับ เค้าโครงสร้างเดิมของ หลอกว้านจงเป็นหลักอยู่เช่นเคย

เนื้อหาของเรื่อง ยังคงแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกขั่วที่ชัดเจน ระหว่างความดี และความเลว ในลักษณะของดำขาว นำเสนอตัวะลคร ในแบบ “พระเอก กับผู้ร้าย” แบบประเพณีนิยม บทบาทของตัวละครกลุ่มพระเอกจึงหนีไม่พ้น กองทัพของเล่าปี่ อย่างที่เราคุ้นเคยกันมานาน เช่นเดียวกับบทบาทผู้กุมชตาในสงครามผาแดง ก็ยังคงเป็น จูกัดเหลียง ที่ค่อนข้างแตกต่าง เห็นจะเป็นการที่หนัง นำเสนอ ตัวละครจิวยี่ อย่างค่อนข้างเป็นธรรม มีความกล้าหาญ แบบที่จอมทัพง้อควรจะเป็น แต่ภาพรวมแล้ว หนังก็ไม่ได้ ซื่อสัตย์กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อย่างที่จอห์ วู วาดฝัน (หรือโม้) ไว้เท่าไหร่นัก

อันที่จริงแนวทางที่ว่า ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกตินะครับ เพียงแต่การเล่าเรื่องสามก๊ก ด้วยการตีความของหลอกว้านจงนั้น สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้หนัง ออกจะด้วยเนื้อหาที่ล้าหลัง ตกยุคตกสมัย สร้างความเบื่อหน่าย ซ้ำซาก อย่างช่วยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จอห์น วู ก็ยังยืนยันว่า เนื้อหาของ Red Cliff จะมีส่วนผสม แบบเฉพาะตัวของจอห์น วู ด้วยอย่างแน่นอน ปัญหาก็คือมันเพียงพอรึเปล่าที่จะทำให้ “Red Cliff” แตกต่าง “สามก๊ก” อื่นๆ ที่ถูกนำเสนอกันออกมาก่อนหน้า

เรื่องราวเปิดขึ้น ในพระราชวัง ของฮ่องเต้ศ์ฮั่น เมื่อ โจโฉ (จางเฟิงอี้) อุปราชผู้กุมอำนาจการปกครอง ทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว แม้แต่องค์องฮ่องเต้ก็เพียงมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นตรายางคอย รับประกันการกระทำใดๆ ของโจโฉตามคำสั่งเท่านั้น และตราประทับที่โจโฉรอคอยในครั้งนี้ก็คือ คำสั่งให้เขากรีฑาทัพลงภาคใต้ ปราบกบฏที่กำลังเริ่มแข็งข้อ แน่นอนว่ามีเป็นคำสั่งที่ฮ่องเต้ไม่อาจจะปฏิเสธอได้

กองทัพกว่าแสนนายของโจโฉ ตีเมืองของจ๊ก แตก พ่ายอย่างง่ายดาย ที่แม้จะมีขุนพลผู้เก่งกล้ามากกว่า ทั้งกวนอู เตียวหุย หรือจูล่ง (ฮูจุน) ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น พลเมืองนับแสนที่ประกอบไปด้วยทั้ง เด็ก ผู้หญิง และคนชรา ก็ต้องอพยพติดตามออกมาด้วย การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า กองทัพเร่ร่อนของเล่าปี่ ที่พ่วงด้วยประชาชน

โอกาศรอดที่พอมองเห็นทางก็คือ เล่าปี่ต้องผนึกกำลังกับซุนกวน อ๋องแห่งทางใต้ที่มีทีท่า แข็งข้อต่อโจโฉด้วยเช่นเดียวกัน จูกัดเหลียง (ทาเคชิ คาเนะชิโร่) กุนซือหนุ่มของเล่าปี่ อาสาเป็นผู้เดินทางไปเจรจา ปราชน์แห่งยุคสมัยอย่างขงเบ้งจูกัดเหลียง ต้องใช้ทุกวิถีทาง เพื่อโน้มน้ามคนสองที่ ที่จะทำให้ง็อกระโดดลงมาร่วมวงในสงครามครั้งนี้ได้ คนแรกก็ผู้ปกครองอย่างซุนกวน (จางเจิ้น) ส่วนอีกคนเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จิวยี่ (เหลียงเฉาเหว่ย)

เรื่องราวปฐมบทของ Red Cliff จบลงตรงที่ สองก๊กตกลงจับมือกับ เพื่อรับมือกับศัตรูผู้ต่อต้าน ขณะที่กองทัพเรือของโจโฉได้เดินทางมา ตั้งค่ายด้านฝั่งตรงกันข้าม ผาแดง อันเป็นปราการสำคัญ จุดยุทธศาสตร์ของ ของพันธมิตรง๊อ และจ๊ก

Red Cliff ภาคแรกนี้เป็นภาคแนะนำตัวละคร ก็คงไม่ผิดนัก โจโฉ, จิวยี่, ซุนกวน และจูกัดเหลียง ถูกวางไว้ในฐานะ ตัวละครหลักของเรื่อง ขณะที่ขุนพลชื่อดังอย่าง เล่าปี่ จูล่ง กวนอู และเตียวหุย แม้จะไม่ได้มีบทบาทสำคัญ แต่ก็ถูกนำเสนอในฐานะตัวละครสำคัญ แตกต่างกันแบบสิ้นเชิงกับขุนพลของโจโฉ อย่างแฮหัวตุ๋น โจหอง หรือชัวมอและเตียวอุ๋น ที่แทบจะไม่ได้มีความสำคัยอะไรต่อตัวเรื่องเลย

หนังมีฉากรบด้วยทหารราบ และม้า อยู่ 2 ฉาก ขณะที่ฉากรบทางน้ำอันเป็นจุดขายสำคัญ ถูกนำเสนอเฉพาะแสงยานุภาพ และจำนวนเรืออันมากมายของกองทัพเรือโจโฉ เป็นการอุ่นเครื่องเท่านั้น หนังใช้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของเรื่อง ไปกับฉาก “การครุ่นคิด” และ “ตัดสินใจ” ของตัวละครอย่างจิวยี่ และโดยเฉพาะ ซุนกวน กับการประกาศสงคราม กับโจโฉ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ สงคราม 3 ฝ่ายแห่งศึกผาแดง

จอห์น วู นั้นเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่แล้ว ในเรื่องการทำหนังที่ออกไปทาง ยกย่อง เชิดชู เพศชาย เช่นเดียวกับ Red Cliff ที่เสนอภาพของตัวะละคร กับความฝันแบบผู้ชาย ต่อสู้ทั้งทางกาย และในจิตใจ กับการเลือกระหว่างสิ่งที่ถูก กับสิ่งที่ง่าย การเดินตามอุดมการณ์ ไม่ว่าจะเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เหมือนเล่าปี่ จูกัดเหลียง และจิวยี่ ที่ต้องการเห็น และสร้างดินแดนแห่งสันติสุข

หรือค่อนไปทางความทะเยอทะยานส่วนตัว อย่างโจโฉ และซุนกวน ทั้งหมดล้วนถูกยกย่องให้เกียรติ ซุนกวน ต้องต่อสู้เพื่อจะเอาชนะ ความกลัวของตัวเอง ไม่ใช่กลัวแต่ศัตรู แต่รวมถึงกลัวเกรง ต่อความยิ่งใหญ่ของวงตระกูล โดยเฉพาะบิดา และพี่ชาย ที่เขาเองไม่อาจเทียบเคียงได้ และส่งผลถึงการหลี่เลียงที่จะก้าวไปข้างหน้า เพื่อวัดรอยเท้าคนทังสอง ขณะที่โจโฉ ที่หนังพยายามโน้มน้าวว่า เหตุผลหนึ่ง แห่งประกาศสงครามผาแดงเพียงเพื่อหญิงงาม อาจจะดูไร้สาระ ไร้เหตุผล เต็มไปด้วยกิเลสตัฒหา แต่เนื้อหาทำนองนี้ ก็เน้นถึงความเป็น โรแมนติกฮีโร่ในอีดด้านของตัวละครเช่นเดียวกัน

สามก๊กของ จอห์น ว์ จึง ไม่ใช้พงศาวดารที่เคลื่อนด้วยความ โกรธแค้น เกลียดชัง หรืออิจฉาริษยา แต่เป็นสงครามที่ถูกขับดันจาก ความฝัน และอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ของตัวละคร รวมไปถึงเนื้อหาที่ว่าด้วยความสามัคคี การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของตัวละครในเรื่อง ไม่น่าแปลกใจนักที่เนื้อหา ทำนองนี้ จะเป็นที่ถูกอกถูกใจรัฐบาลจีน ความยิ่งใหญ่ของตัวละครเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครอง ในสามก๊ก ดูจะเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะฉายในที่ ที่จีนจะแสดงแสงยานุภาพ ในสงครามทุนนิยมแห่งปี 2008

Red Cliff จึงเป็นงานแห่งการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริง สำหรับคนดูหนังวงกว้าง สำหรับคนดูวงกว้างความหมายของ Red Cliff ก็คือความอลังการงานสร้าง ตัวประกอบนับพันนับหมื่น งานสร้างใหญ่โต และพิถีพิถัน ทีมงานเบื้องหลังระดับเกรดเอล้วนๆ ฉากรบแม้จะไม่ได้ สงครามเรือที่คนดูคาดหวังกันเอาไว้ แต่สงครามทางบก ของ Red Cliff ภาคแรก ก็ชวนติดตาม และน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ที่โดดเด่นเป็นเพิเศษ เห็นจะเป็น “ค่ายกลแปดทิศ” ของจูกัดเหลียง ที่ดูน่าสนุก แต่ก็ไม่หลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง จนรับไม่ได้

ว่ากันด้วยนักแสดงนำ เหลียงเฉาเหว่ยนั้นไม่มีอะไรต้องสงสัยก็อีกแล้ว เขายอดเยี่ยม สง่างามแบบวีระบุรุษ เป็นแก่นแกนของหนังอย่างแท้จริง ตัวละครอื่นๆ ในหนังก็ล้วนออกมาน่าพอใจ จางฟงอี้เป็นโจโฉที่เต็มไปด้วยพลัง เช่นเดียวกับ ซุนกวนผู้สับสนของจางเจิ้น จูกัดเหลียง ของทาเคชิ คาเนะชิโร่ ไม่ได้เพียงให้ภาคของ ปราชญ์ แห่งการสงครามอย่างสามก๊กฉบับอื่นๆ แต่ยังผสม ความอ่อนเยาว์ต่อโลก ความถ่อมตนอย่างที่จูกัดเหลียงในวัย 27 ควรมี ส่วนคนที่น่าเซอร์ไพร่ซ์เห็นจะเป็น หยูหยง ผู้รับบทเล่าปี่ ที่สร้างตัวละคร “พระเอก” ต้นฉบับแห่งสามก๊กออกมาได้ ซับซ้อน อ่านยาก ในบางฉาก เล่าปี่ซื่อจนบื่อ ขณะที่บางขณะกลับแฝงไว้ด้วยความ ลับลมคมใน ขณะที่นักหญิงในเรื่อง ก็มีสภาพไม่ต่างจาก “ผู้หญิงของจอห์น วู” คนอื่นๆ คือ เป็นเพียง น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต (ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ) แก่เพศชาย

ส่วนตัวของผมเองนั้น พอใจ Red Cliff อยู่ไม่น้อยเลยนะครับ จอห์น วู เองก็เป็นผู้กำกับขวัญใจของผมเองโดยส่วนตัวมานานแล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้วนี้ก็เป็นงาน หนังพูดภาษาจีน เรื่องแรกของเขาที่ผมเองได้ดูในโรงภาพยนตร์ (แม้จะดูแบบพากย์ไทยก็เถอะ) แม้ตัวหนังโดยภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว หรือวิชวลทั้งหมด ติดจะธรรมดาๆ ไม่มีอะไรนอกเหนือการคาดเดาไปซักหน่อย

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    China Entertainment Film Production, CMC Movie Corporation, Milestone Pictures Production
    กำกับ – John Woo
    อำนวยการสร้าง – Hon San Ping, Zhang Da Xing
    บทภาพยนตร์ – Chan Khan, Kuo Cheng, Sheng Heyu, John Woo
    ถ่ายภาพ – Lu Yue
    ตัดต่อ – Angie Lam, Hongyu Yang
    ดนตรีประกอบ – Tarô Iwashiro
    ออกแบบเสื้อผ้า – Timmy Yip
    กำกับคิวบู๊ – Deon Lam Dik On, Corey Yuen Kwai
    แสดงนำ – Tony Leung Chiu Wai, Kaneshiro Takeshi, Chang Chen, Zhang Feng Yi, Hu Jun, Lin Chi Ling, Vicky Zhao Wei David Tong Da Wei Suen Chun, Song Jia
  • Thailand distributions – เข้าฉายในเมืองไทยโดย มงคลเมเจอร์ ใช้ชื่อว่า “สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ”
  • Rating – 4/5

14 thoughts on “Red Cliff – สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ (2008, John Woo)

  1. ดูแล้วค่ะ

    ชอบมาก สามชั่วโมงผ่านไปแบบไม่น่าเบื่อ

    คนชอบดราม่าก็มีให้ดู คนชอบยุทธวิธีก็มีให้เห็น

    อยากดูภาคต่อเร็วๆ

  2. ผมมีความเห็นล้ำไปข้าง สัจะธรรม อยู่ว่า ถ้ามองภาพกว้างๆจะเห็นว่ายุคของมนุษย์ที่มีคุณธรรม จะตีความ สามก็ก ว่าโจโฉ เป็นคนเก่งที่หลงตัวไร้เมตตา ไร้มนุษย์ธรรม ง่ายๆ คนธรรมดาที่อยากทำอะไรตามใจในฐานะผู้ชนะ ก๊กเล่าปี่กับซุนกวนก็มีคุณธรรมแต่ว่าก็ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจใคร พอมายุคปัจจุบันความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่จะสะท้อนจิตใจคนสังคมยุคนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่นปัจจุบันนิยมคนเก่ง ผู้ชนะ โดยไม่สนใจคุณธรรม โจโฉเลยเป็นคนดี ก๊กเล่าปี่กับซุนกวนเลยเป็นคนอวดเก่ง โกหกไป มองเป็นจุดๆ ไม่ได้มองแก่นหลักคิด สะท้อนคนในสังคมว่า …. ตัวละครสามก๊กมีตั้งแต่สีขาว เทา ไปดำ แต่คนจะตีความไปว่าจิตใจคนเห็นตามจริงหรือว่ามีเงากิเลส อคติบังตาก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แสดงความเห็นครับ ไม่ชอบไม่ว่า เพิ่งเข้ามาครั้งแรกแนะนำตัวด้วยครับเจ้าของเว็บ พอดีชอบสามก๊ก

  3. แนวนี้ผมชอบจางอี้โหมงที่สุดทั้งมุมกล้องและเอฟเฟกต์
    สามก็กตอนนี้ก็ดีแต่ฉากวิทยายุทธ์ยังไม่ถึงใจ ยังไม่สวยงามเหมือนของจางอี้โหมง
    จอห์น วู ไม่ให้ความสำคัญกับขุนพลฝ่ายโจโฉเลย ทั้งที่ตามตำนานก็มิใช่กระจอก
    โดยเฉพาะแฮหัวตุ้น

  4. ไปดูมาเมื่อวันก่อน เดินออกจากโรงแล้วรู้สึกค่อนข้างน่าผิดหวังกับงานของจอห์น วู เรื่องนี้(อาจคาดหวังมากไปหน่อยว่าจะดีกว่านี้) สามก๊ก เป็นการตีความของผู้กำกับไปในมุมมองที่เป็นความคิดของตนเองซึ่งข้อนี้ผมยอมรับและก็เข้าใจครับ แต่มาเจอการคัดเลือกตัวนักแสดงแล้วค่อนข้างน่าผิดหวังครับสำหรับหลายๆตัว หนังแทบจะเอียงไปทางฝ่ายเล่าปี่เกือบหมด โดยเฉพาะเหล่าขุนศึกทั้งหลาย แต่กลับแม่ทัพฝ่ายโจโฉกลับแทบไม่มีบทเลย ซึ่งความจริงขุนศึกของโจโฉที่เก่งๆมีตั้งมากมาย อย่างพี่น้องแฮหัว นี่ก็เก่งไม่แพ้แม่ทัพของเล่าปี่เลย (แฮหัวเอียนเคยรบเสมอกับกวนอูมาแล้ว) แต่กลับไม่มีบทบาทเลย ที่สำคัญคนที่มารับบทแฮหัวก็น่าผิดหวังอย่างมากดูยังไงก็ไม่มีราศีแม่ทัพเลย ในหนังเห็นอยู่แวบเดียว ส่วนนึงที่ทำให้ผิดหวังอาจเป็นเพราะมีข้อเปรียบเทียบกับ tree kingdom หนังสามก๊กเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ซึ่งการคัดเลือกตัวนักแสดงดีกว่าโดยเฉพาะกวนอูกับเตียวหุยซึ่งดูดุดันดี ส่วนชุดเกราะนักรบก็สวยกว่าและหลายฉากใน tree kingdom ทำได้ดีกว่า red cilff เสียอีก ส่วน red cilff นั้นดูจบแล้วยังไม่มีตอนไหนทำให้ประทับใจได้จริงๆ อย่างที่คุณ หนุ่ยซัง บอกนั้นแหละ ถ้าหนังแนวนี้ จอห์นวู สู้จางอี้โหมว ไม่ได้เลยจริงๆ (คิดถึงชุดเกราะมักกรทองสุดอลังการของโจหยุนฟะเลย) สรุปคือนอกจากโปรดักชั่นทางฉากที่ใหญ่โตแล้ว สามก๊กของ จอห์นวู ก็ไม่ค่อยจะมีอะไร ปล.อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ต้องขออภัยมา ณ ตรงนี้ด้วย ซึ่งในมุมมองผมก็เป็นอีกความคิดนึงของคนดูคนนึงเท่านั้น บางคนอาจดูแล้วสนุกก็ได้ครับ ยังไงถ้าอยากรู้ว่าเป็นไงก็ลองไปชมกันดูนะครับ

  5. ได้ดูตอนหนังเข้าใหม่ๆ ไม่อยากอ่านที่คนอื่นวิจารณ์มาก่อน
    รู้สึกประทับใจในฉากสู้รบ แอ๊คชั่นดุเดือดสมจริง
    หนังพยายามเขียนบทให้แตกต่างจากซีรีส์ทีวีที่เราๆเคยดูมาก่อน
    ผลลัพธ์อาจไม่สนุกดังใจหวัง แต่เราได้ความแตกต่างอีกอรรถรสหนึ่ง
    เป็นไงไม่รู้ผมชอบหนังของชอว์ยุค 70’s สามก๊ก ตอน โจโฉเลือกราชบุตร มากกว่า ..

  6. ขงเบ้งรู้เรื่องลมที่จะเปลี่ยนทิศดี

    ตามเรื่องจริงของสามก๊กอ่ะ ขงเบ้งเป็นคนที่รู้ว่าจะมีลมชนิดหนึ่งที่เปลี่ยนทิศ

    ขงเบ้งบอกว่าจะเรียกลมนั้นให้โดยต้องทำพิธีที่แท่นศักสิทธิ์แห่งหนึี่่ง

    ซึ่งจริงๆเป็นแ่ค่ข้ออ้าง ขงเบ้งรู้ว่าจิวยี่มีความริษยาตน จึงเตรียมการกับจูล่งให้มารับ

    ที่บริเวณแท่นพิธีนั้น แล้วก็จริงๆค่ะ จิวยี่ส่งทหารมาหลังจากลมที่ขงเบ้งทำพิธีเรียกมา

    แต่ขงเบ้งรู้ทันเลยหนีไปในเรือที่จูล่งมารับก่อน

    แล้วตอนจบอ่ะ โจโฉก็ไม่ได้ถูกปล่อยแบบนั้น แต่เป็นโจโฉหนีไป โดยขงเบ้งสั่งการให้

    กวนอู เตียวหุย จูล่งไปดักตีให้เหลือไพร่พลกลับฮูโต๋ให้น้อยที่สุด

    โดยเมื่อเจอกวนอูกวนอูกลับปล่อยโจโฉไปเพราะโจโฉเคยมีบุญคุณกับกวนอู

    แล้วๆๆๆๆ จิวยี่ต้องเลวก่านีั้้หน่อยค่ะ ในเรื่องดูดีเกิน

  7. เอ เหมือนผมไปอ่านเจอในเว็บพันธุ์ทิพย์นะครับ
    ว่าในประวัติศาสตร์จริง จิวยี่ก็เป็นคนมีคุณธรรม อารมณ์ประมาณในหนังน่ะครับ
    ก็เป็นไปได้ว่า จอห์น วู อาจอิงจากในประวัติศาสตร์จริง ๆ ก็เป็นได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s