Bullet in the Head – กอดคอกันไว้ อย่าให้ใครเจาะกระโหลก (1990, John Woo)

ถ้าต้องเลือกงานของ จอห์น วู ขึ้นมาเพียงหนึ่งชิ้น ผมจะเลือก Bullet in the Head นะครับ หนังเรื่องนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับ A Better Tomorrow ไม่ได้มันดุเดือดเท่ากับ Hard Boiled และไม่ได้สร้างเนื้อเรื่องที่งดงาม ได้เท่ากับ The Killer นอกเหนือไปจากนั้น Bullet in the Head ถือเป็นงานที่ห่างใกลจากคำว่าลงตัว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับงานชิ้นเอกทั้งสามข้างต้น หนังมีปัญหาในขั้นตอนการตัดต่อ จนจอห์น วู เองยังเกือบถอดใจ นอกเนื้อไปจากนั้น ความเป็นออริจินอล ของหนังก็ยังเป็นที่น่าสงสัย

ความโดดเด่นของหนัง อยู่ที่ความทะเยอทะยานของหนัง ความทะเยอทะยานส่วนตัวของ จอห์น วู เอง ในการสร้างงานที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ถ่ายทำต่างประเทศ Bullet in the Head เป็นงานชิ้นแรกที่ จอห์น วู หาทุนสร้างด้วยตัวเอง โดยไม่มีบริษัทใหญ่สนับสนุน หรือฉีเคอะ มาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้ แม้หนังจะให้ผลลัพธ์ ที่ก่ำกึ่ง แต่ก็เป็นงานที่พูดได้ว่า เนี่ยแหละ จอห์น วู ที่สุด !!!

Bullet in the Head จุดเริ่มต้นของเรื่อง ก็คือปี 1967 ในฮ่องกง ท่ามกลางสถานการณ์ ความขัดแย้งในประเทศ ชายหนุ่มเพื่อนรักสามคน ใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง อาบี (เหลียงเฉาเหว่ย) อาหย่ง (หลี่จื่อสง) และอาเฟย (จางเซียะโหย่ว) แต่ละคนมีความหวัง ความฝัน ความสุข กันไปตามอัตภาพ เที่ยวเล่นกันเหมือนเด็กวัยรุ่นโดยทั่วไป ทะเลาะวิวาทบ้าง แต่ก็ไม่ร้ายแรงอะไร

ชีวิตของทั้งสามกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่ออาบี ตัดสินใจแต่งงานกับแฟนสาว (หยวนเจียะหยิง) ที่ได้คบหากันมาซักระยะหนึ่ง ชีวิตแห่งความเป็นเด็กกำลังปิดลง พร้อมกับความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่เต็มตัว แต่ชีวิตกำลังจะดำเนินไปตามเส้นทางปกติ ก็ต้องประสบกับความพลิกผัน เมื่อในคืนวันส่งตัวเข้าห้องหอของเพื่อนนั้นเอง อาเฟย ถูกนักเลง หัวไม้เจ้าถิ่นในละแวกนั้น ทำร้ายจนบาดเจ็บ

แม้จะเป็นวันสำคัญของชีวิต แต่อาบีไม่อาจเห็นเพื่อน ถูกรังแก และเจ็บปวดอย่างนั้นได้ เขาตัดสินใจพาอาเฟีย กลับไปหาไอ้นักเลงใหญ่นั้น เพื่อตอบแทนกลับคืนในสิ่งที่เท่าเทียมกัน เรื่องราวบานปลายใหญ่โต เมื่อคู่กรณีถูกทั้งสองทำร้ายจนเสียชีวิต ทั้งสามเพื่อนซี้ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก นอกจากหลบหนีออกนอกฮ่องกงให้เร็วที่สุด ทางหนึ่งก็รู้สึผิดที่ต้องจากเจ้าสาวมา ก่อนที่จะได้เข้าห้องหอซะอีก และอาบีเองก็รู้สึกดีใจอยู่เล็กๆ โอกาศที่เขาจะได้เห็นโลกกว้าง อย่างที่ฝันมานานได้เกิดขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับอาหยง ที่หวังว่าจุดหมายต่างแดนจะเป็นโอกาศทอง ที่จะได้สร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ให้ใครมาดูถูกได้อีก

จุดหมายปลายทางของทั้งสามก็คือ เวียดนาม เมืองไซง่อน ที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความ ครุกรุ่นไปด้วยไฟของสงคราม บ้านเมืองปกครองด้วยกฏแห่งปืน และความรุนแรง และเพียงแค่ก้าวย่างแรกที่เหยียยบลงบนไซง่อน ทั้งสามก็แทบจะเอาชีวิตไปทิ้งให้กับความเข้าใจผิด ของทหารเวียนนามเหนือซะแล้ว

ทั้งสามถึงได้รู้ว่าดินแดนไร้กฏเกณฑ์แห่งนี้ มีเพียงปืน และความรุนแรงเท่านั้น ที่จะบันดาลทุกสิ่ง ทุกอย่างให้ได้ พวกเขาเริ่มต้นมองหาปืน และโอกาศดีๆ นั้นเองทำให้ทั้งสามได้กับ อาล๊ก (เยิ่นต๊ะหัว) ชายชาวฮ่องกงผู้คอยรับจ้างทำงานผิดกฏหมาย ในไซง่อน ประจวบเหมาะกับที่ อาล๊ก ต้องการทำงานใหญ่งานหนึ่งอยู่พอดี เขาต้องการช่วยเหลือ นักร้องหญิงสาวชาวฮ่องกงคนหนึ่ง (โยลินดา หยัน) ที่ถูกมาเฟียจีน ในเวียดนาม กักตัวไว้เป็นนางบำเรอ แน่นอนว่าสมบัติ เงินทองสกปรก ที่สะสมไว้ ก็จะอยู่ที่รังของมันด้วย

โอกาศที่จะกลับฮ่องกงด้วยความร่ำรวยมากองอยู่ตรงหน้า ทั้งสามคงไม่คาดคิดว่า อนาคตอันรุ่งโรจน์ที่หวัง กลับเป็นหนทางแห่งความหายนะในท้ายสุด การที่อาหยงหยิบฉวยทองของมาเฟีย ติดตัวมาด้วย หวังว่าจะนำกลับไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ฮ่องกง นั้นทำลายความสัมพันธ์พี่น้อง ทำลายมิตรภาพที่ผูกผัน กันมานานหลายสิบปีจนสิ้น และนำพาชายไปสามไปสู่หนทางที่แตกต่างกัน หนึ่งได้กลับไปฮ่องกงพร้อมกับความร่ำรวย ขณะที่ อีกสองคนต้องติดอยู่ที่เวียดนามไปอีกหลายปีจนกว่าสงครามจะจบลง อยู่อย่างตายทั้งเป็น …

หลังจากความบาดหมางกับฉีเคอะยุติลง ทั้งสองคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่ของฮ่องกง ตัดสินใจแยกทางกัน ฉีเคอะก็ยังคงยิ่งใหญ่ เป็นตำนานของฮ่องกง ต่อไปอีกพักใหญ่ๆ สร้างหนังที่เป็นตำนาน สร้างผู้กำกับคนสำคัญของวงการหนังขึ้นมาอีกหลายคน ขณะที่ จอห์น วู ก็ต้องเดินหานายทุนเจ้าใหม่ ในที่สุดก็มาลงตัวกับบริษัท Golden Princess Film และผู้อำนวยการสร้าง เทอร์เรน ชาง คู่หูที่ทำหนังด้วยกัน มายาวอีกเป็นสิบปีหลังจากหนังเรื่องนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่ จอห์น วู เชื่อมั่นในการทำงานร่วมงานกับ เทอร์เรน ชาง ถึงขนาดนั้น เพราะหลังจากหายนะทางการตลาด ของ Bullet in the Head ที่เก็บรายได้แทบไม่ถึงหนึ่งในสี่ของทุนสร้าง ก็ยังคงหนุนเขาให้ทำหนังเรื่องต่อไป

ที่ผ่านมา จอห์น วู ทำหนังเกี่ยวกับคุณธรรมในแบบลูกผู้ชายมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงความสวยงาม แห่งคุณธรรมประเภทนี้ เรื่องราวมิตรภาพ การฝ่าฝันเพื่อไปสู่อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ แม้ตัวละครจะต้องสิ้นชีพในตอนท้าย ก็จะอยู่ในลักษณะของ ความตายอันเจิดจ้า เรื่องราวประเภทนั้นก็ยังมีให้เช่นเคยใน Bullet in the Head แต่ประเด็นหลัก ใจความสำคัญของหนัง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกเนื้อหาดั่งเดิมแบบของ จอห์น วู ก็คือ การลงทัณฑ์ และหายนะ ต่อผู้ฝ่าฝืนกฏดังกล่าว และความเจ็บปวดที่พบว่ากฏได้ถูกทำลายลง

จอห์น วู เริ่มต้นการเดินทางสายใหม่ด้วย Bullet in the Head งานที่ผสม สิ่งๆ ต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา ตั้งแต่การแสดงถึงอิทธิพล จากภาพยนตร์ หลายๆ เรื่อง ผู้กำกับหลายๆ ท่านที่มีอิทธิพลต่อการทำงานของ จอห์น วู ทำการ “หยิบ” ฉาก และองค์ประกอบต่างๆ จากหนังที่เขาประทับใจโดยส่วนตัว

Bullet in the Head ยังอ้างอิงฉากคลาสสิคจากหนังเรื่องต่างๆ ที่จอห์น วู ชอบ ไล่มาตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ภาพชีวิตวัยรุ่น การเต้นรำ และเรื่องทะเลาะวิวาท ที่ชวนให้นึกไปถึงหนังเพลงคลาสสิคเรื่อง West Side Story หนังสงครามเวียนนามที่ได้รับความนิยมในยุค 70 – 80 ก็มีอิทธิพลต่อจอห์น วู ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Apocalypse Now (1979, Francis Ford Coppola) และ The Deer Hunter (1978, Michael Cimino) หรือการใช้ภาพมุมกว้าง แสดงความยิ่งใหญ่ของทัศนียะภาพแบบ เดวิด ลีน (Lawrence of Arabia)

อย่างไรก็ตาม แรงบัลดาลใจ จากอิทธิพลทางภาพยนตร์ ที่เด่นชัดที่สุด ยังคงแรงบัลดาลใจที่ได้มาจาก การทำงาน หลังกองถ่าย และได้รับการสั่งสอน ที่ได้จากจางเชอะ ในสมัยที่เขาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับ “พ่อ” ของหนังแอ็กชั่น และมาเฟียฮ่องกง ผู้นี้ ระหว่างต้นยุค 70 ซึ่งเนื้อหาหลักของ Bullet in the Head นั้นอ้างอิงอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาถึง The Blood Brother (1972, เดชไอ้เปีย) ที่เล่าเรื่องของเพื่อนสามคม กับการทรยศหักหลัง เพื่ออำนาจ และผู้หญิง (สำหรับ Bullet in the Head ตัดประเด็นผู้หญิงออกไป ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเพศหญิงดูจะเป็น สิ่งมีชีวิต ชั้นรอง ในหนังของจอห์น วู ซะยิ่งกว่า จางเชอะผู้เป็นอาจารย์เสียอีก)

นอกจากอิทธิพลทางด้านภาพยนตร์แล้ว Bullet in the Head ยังสื่อสารถึงความนึกคิด และประสบการส่วนตัวของ จอห์น วู เองต่อเหตุการณ์ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ตั้งแต่ การเดินทางเพื่อแสวงหาโอกาศของชาวจีนยังต่างประเทศ

และที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ความวุ่นวาย ของการประท้วง และการปราบปรามอันรุนแรง ของฮ่องกงในยุค 60 ที่เขาได้พบเมื่อสมัยเด็ก จดจำได้ดีไม่มีวันลืม ที่ไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับ เหตุการณ์ในปีเทียนอันเหมินในปี 1989 ที่ทางการจีนใช้ความรุนแรงกับบรรดา นักศึกษา และผู้เรียกร้องทางการเมือง มีคนบาดเจ็บ สูญหาย และเสียชีวิตมากมาย ความรู้สึกอันรุนแรงของ จอห์น วู ที่มองเการตอบสนองของคนฮ่องกง ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อาจจะสะท้อนผ่าน ตัวละครเอกทั้งสาม ที่ไม่ว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟแค่ไหน อาบี อาหยง และอาเฟย ยังคงไม่ยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และสนใจ จดจ่อ อยู่กับปัญหา และเรื่องส่วนตัว เท่านั้น

น่าเสียดายหนังไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง ผลานเงินไปถึง 30 ล้านเหรียญฮ่องกง เรียกได้ว่าทำลายสถิติงบประมาณสร้างหนัง สูงสุดในช่วงเวลานั้นเลยก็ว่าได้ จอห์น วู ถึงกับต้องขวักเงินส่วนตัว ส่วนหนึ่งเพื่อมาลงกับหนังเรื่องนี้ด้วย หนังมีการเนรมิตฉากใหญ่ขึ้นมามากมาย รวมถึงฉากฮ่องกงยุคปี 60s ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ในโรงถ่าย Cinema City หรือการเดินทางไปถ่ายหนังยังประเทศไทย และเวียดนาม เช่ารถถัง ฮอลิคอร์ปเตอร์ มาเข้าฉากด้วย

Bullet in the Head เป็นงานระดับใหญ่ของวงการหนังฮ่องกง งานสร้างที่มหึมา มีแง่มุมที่น่าสนใจในเนื้อหามากมาย อย่างไรก็คาม ความลงตัวของหนังก็ยังคงเป็นที่ถกเถียง จนถึงบัดนี้ แน่นอนว่าแฟนหนังฮ่องกงส่วนหนึ่ง เชิดชูให้ Bullet in the Head เป็นงานระดับ มาสเตอร์พีซ ขณะที่อีกบางส่วนเห็นว่า นี้เป็นเพียงความล้มเหลว ของการเอาแต่ใจ ของผู้กำกับคนหนึ่ง

โดยความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ตัวหนังเองก็ต้องยอมรับว่ามีส่วน ผิดพลาดน่าตำหนิอยู่ด้วยกันหลายประการ บางส่วนก็อาจจะมีจากจอห์น วู เอง แต่หลายส่วนก็เกิดจาก ความกดจากนายทุน ปัญหาการตัดต่อ ก็ยังตามมารังควานเขาอีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะไม่มีฉีเคอะมาจุ่น เหมือนสมัย A Better Tomorrow II แล้วก็ตาม

แต่ในระบบการทำงานแบบฮ่องกง (หรือทั่วโลก) คนออกเงิน ก็ยังคงต้องการเห็นหนัง ไปได้ดีในตลาดทั้งนั้น ความกดดันทางการตลาด และเส้นตายกำหนดเข้าฉายที่เร่งรืบ เช่นเดียวกับการจำกัดของเวลา ไม่ให้หนังยาวนานเกินกว่ารอบโดยปกติของหนังฮ่องกง เพื่อไม่กิดเวลาโรงจนต้องลดรอบ ก็บีบบังคับให้เขาต้องตัดต่อ และปล่อย หนังออกฉายด้วยฉบับที่ไม่สมบูรณ์อย่างที่หวัง

ปัญหาของการตัดต่อนั้นสะท้อนออกมาในรูปของ หนังที่รวบรัดตัดตอนไปมากในบ้างช่วง เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ขาดคำอธิบาย และไร้น้ำหนักอย่างที่ควรมีไป ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้งสามไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจนดีพอ คนดูไม่รู้สึกถึง สายสัมพันธ์ดังกล่าว ว่ายิ่งใหญ่ และศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ฉากเปิดเรื่อง ที่หนังพยายามจะเล่าเรื่อง มากมายในเวลาอันสั้น เหตุการณ์หลายอย่างถูกตัด ซอย ให้อยู่ในฉากไตเติล อาจจะบอกเรื่องราวได้บาง แต่ก็ไม่มีพลังที่จะสร้างความรู้สึกร่วม ให้กับคนดูได้เพียงพอ อีกฉากที่สร้างความผิดหวังให้กับคนดูเป็นอย่างมาก (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า เป็นความสมัครใจของจอห์น วู เอง หรือโดนใบสั่ง) ก็คือ ฉากจบ ที่ยัดเยียด ฉากต่อสู้ไร้เหตุผล มาเป็นฟิเนเล่ สำหรับฉากจบ แทนที่ฉากดราม่าสะเทือนอารมณ์

จริงๆ ปัญหานี้ตัวของ จอห์น วู เองก็ทราบดี ภายหลังจากนั้นอีกหลายปี เมื่อเขากลายเป็นผู้กำกับฮอลลีวูดระดับโลกไปแล้ว จอห์น วู พยยามจะกลับไปตัดต่อหนังใหม่อีกครั้ง น่าเสียดายไม่ได้มีการเก็บฟิล์ม เน็กกาทีฟ ไว้อีกแล้ว Bullet in the Head จึงไม่มีวันสมบูรณ์ไปตลอดกาล

นอกเหนือไปจากนั้น การสร้างตัวละครของ Bullet in the Head ก็ยังแสดงออกให้เห็นถึงความไม่ลงตัวอยู่ไม่น้อย ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี เพียงแต่ไม่ได้อย่างที่คาดหวัง ไม่ได้ตามศักยภาพของหนัง ของนักแสดง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ตัวละคร “เพื่อนเลว” ที่ดูไร้มิติ ไร้ชั้นเชิงในการนำเสนอไปหน่อย เป็นตัวร้ายประเภท เลวมาแต่กำเนิด ยิ่งได้ดาราอย่าง หลีจื่อสง ดาวร้ายดาวรุ่ง (ในยุคนั้น และกลายสภาพสู่รุ่น ลายครามไปแล้ว ในขณะนี้) ที่ติดภาพลักษณ์ ตัวร้ายแบบเก่าๆ (โดยเฉพาะจากงานอย่างโหด เลว ดี) มาแสดงด้วยแล้ว ยิ่งทำให้บท อาหยง ที่น่าจะสำคัญ เป็นตัวละครที่ดูมีความขัดแย้งมากที่สุด ดูแบนราบไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่จางเซียะโหย่ว กับบทน้องเล็กผู้แสนซื่อจริงใจ ที่ทำให้เข้าได้ชิงรางวัลทางการแสดงเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ถือว่าเป็นงานที่ดี มีฉากที่ยอดยี่ยมอยู่หลายฉาก แน่นอนฉากคุกเถื่อนของ เวียดกง ยังคงน่าพูดถึงจนถึงในวันนี้ แต่ก็มีหลายช่วงเวลาเหมือนกัน ที่เขาดูไร้บทบาท กลืนไปกับ ฉากหลัง ถูกดาราคนอื่นในจอ บทบดรัสมีไปหมด แน่นอนว่าพระเอกของเรื่อง และเป็นพระเอกของงานก็คือ เหลียงเฉาเหว่ย ที่ดูจะยอดเยี่ยมไปทุกกระเบียดนิ้ว ดูมีเสน่ห์ บทมีพัฒนาการสูง เขาเป็นผู้อุ้มหนังไว้ทั้งเรื่องก็ว่าได้

แต่สำหรับผมเองนะครับ คนโปรด ใน Bullet in the Head กลับเป็นเยิ่นต๊ะหัว ที่มาดเท่ห์ ขโมยซีนทุกฉากที่ออกมา ส่วนตัวผมคิดว่า ตัวละครของเยิ่นต๊ะหัว นั้นเป็นตัวแทนของคนดูด้วยในส่วนหนึ่ง เพราะเขาเองไม่ได้มี บทบาทอะไรกับพล๊อตหลัก แต่มีส่วนสำคัญในฐานะเป็น “พยาน” ผู้รู้เห็น และสลดใจ กับหายนะแห่ง ความล่มสลายของคุณภาพพี่น้อง ของชายหนุ่มทั้งสาม

โดยความเชื่อส่วนตัวของผมเองนะครับ หนังที่ดี และหนังที่สมบูรณ์ นั้นเป็นคนละความหมายกัน แน่นอนว่าหนังดีๆ หลายเรื่อง มีความสมบูรณ์เพรียบพร้อม แต่สำหรับ Bullet in the Head งานที่มีตำหนิมากมายเหลือเกิน ในทางตรงกันข้ามก็ยังไม่สามารถทำลายคุณค่า โดยรวมของหนังได้

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง- Golden Princess Film Production Limited
    กำกับ – John Woo
    อำนวยการสร้าง – Terence Chang Chia Tsun, John Woo
    บทภาพยนตร์ – Patrick Leung Pak Kin, John Woo
    ถ่ายภาพ – Horace Wong Wing-Hang, Ardy Lam Kwok-Wah, Wilson Chan Pui-Ka, Somchai Kittikun
    ตัดต่อ – John Woo
    ออกแบบเสื้อผ้า – Bruce Yu Ka-On
    ดนตรีประกอบ – James Wong Jim, Romeo Diaz
    กำกับศิลป์ – James Leung Wah-Sing
    กำกับคิวบู๊- Lau Chi Ho
    แสดงนำ – Tony Leung Chiu Wai, Jacky Cheung Hok Yau, Waise Lee Chi Hung, Yolinda Yan Choh Sin, Simon Yam Tat Wah, Fennie Yuen Kit Ying, Lam Chung, Yee Tin Hung,Chang Gan Wing, So Hang Suen,
  • Thailand Distribution – เข้าฉายในเมืองไทยใช้ชื่อว่า “กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกระโหลก”
  • Award – จอห์น วู ได้รับรางวัลตัดต่อยอดยี่ยม จากงาน HKFA (ทั้งๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของหนัง … กรรมการตาถั่วรึเปล่าเนี่ย), นอกจากนั้นหนังยังได้เข้าชิงในสาขา ดารประกอบชายจางเซียะโหย่ว, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม ที่หนังใช้ตากล้องหลายคน หนึ่งในนั้นเป็นคนไทยด้วย คือ คุณ สมชัย กิติคุณ
  • Related Films – อันนี้ยาวเลยสำหรับหนังที่เกี่ยวข้องกับ Bullet in the Head โดยเริ่มต้นที่ หนังต้นฉบับ Blood Brothers ของจางเชอะ ที่สร้างมาจากคดีความในประวัติศาสตร์ ด้วยคดีความเดียวกนี้ ยังถูกหนังอ้างอิงอีกสองเรื่อง คือ The Warlords ของปีเตอร์ ชาน และหนังเกรดสามเรื่อง A Chinese Torture Chamber นอกจากนั้น ยังมีหนังที่สร้างโดยรีเมกจาก Bullet in the Head คือ หนังไต้หวัน Blood Brothers อำนวยการสร้างโดย จอห์น วู และเทอร์เรน ชาง
  • Rating – 5/5
Advertisements

13 thoughts on “Bullet in the Head – กอดคอกันไว้ อย่าให้ใครเจาะกระโหลก (1990, John Woo)

  1. ฟังมาว่า
    เรื่องนี้ หม่นทะมึนที่สุด ซีเรียสที่สุด อารมณ์ขันน้อยที่สุด ของจอห์นวูเลย
    อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่ค่อยป๊อปเท่าที่ควร
    ตัวผมไม่เคยดู แต่ดูจากภาพที่เอามาลงนี่
    พอจะเดาได้ว่า เป็นอย่างที่เค้าว่ากันจริง ๆ

    ที่น่าสนใจของเรื่องนี้ คงไม่พ้นการแสดงของนักแสดงกับฉากบู๊สินะครับ

  2. อ่อ… อีกอย่างหนึ่งที่รู้มา
    แม้ตอนฉาย เรื่องนี้จะเจ๊ง
    แต่พอออกมาเป็นดีวีดี วีซีดี
    ก็กลายเป็นหนังคัลต์ฮ่องกงที่ลือลั่นที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลย (5 5 5 เป็นแบบนี้เสมอครับ วัฏจักรภาพยนตร์)

  3. ดูหนังเรื่องตอนอยู่บ้านนอกเป็นหนังมาฉายงานบวช
    ชอบมากผ่านมา 10 กว่าปียังจำได้แทบทุกฉากประทับความรักระหว่างเพื่อน

  4. หนังเรื่องนี้จำได้เกือยทุกฉาก เป็นหนังที่คลาสสิค อย่างที่สุด เนื้อหาของหนังหลากหลายดี เหลียงเฉาเหว่ย กับจางเซี๊ยโหย่ว แสดงได้สุดยอด เป็นหนัง 1 ในดวงใจ อีกเรื่อง

  5. อีกหนึ่งหนังในดวงใจของผมเหมือนกันไม่ทราบว่ายังพอหา DVD ได้อยู่หรือไม่รวมทั้งหนังฮ่องกงเก่าๆเรื่องอื่นด้วย

  6. มี DVD เก็บไว้ สนุกดีครับ เห็นด้วยครับ เยิ่นต๊ะหัวแมร่งโครตเทห์เลย แต่ ver หลัง ที่แดเนี่ยล วู แสดง ภาพสวยครับ แต่ไม่กินใจครับ

  7. อยากดูฉบับทีมพากย์เสียงเอกของนนทันท์ยุคนั้นมากตอนนั้นหนังถึงอารมณ์มาก
    กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก จากนนทนันท์

  8. เพิ่งดูจบมาหนังมีปัญหาจริงๆ ผมว่ามันแทบจะเหมือน The Deer Hunter เลยนะ แต่ฉากช่วงท้ายระหว่าง จางเซียะโหย่ว และเหลียงเฉาเหว่ย เล่นดูและน่าประทับใจจริง หลายฉากต่อสู้ และฉากสงครามดีกว่าหนังสงครามเวียดนามของฮอลลีวู้ดหลายเรื่องในยุคนั้น

  9. เพิ่งดูมาเมื่อวาน (หลังจากที่ดูครั้งแรกไปเมื่อ10กว่าปีก่อน)

    ฉากที่ประทับใจที่สุดก็คือฉากตอนใกล้จะจบ ตอนที่พระเอกกับตัวร้ายขับรถไล่ล่ากัน
    ทำให้นึกไปถึงความหลังที่เคยปั่นจักรยานแข่งกัน

    สะเทือนใจที่เส้นทางชีวิตของแต่ละคนเดินมาบรรจบกันที่ตอนท้ายเรื่องในสถานะศัตรู
    เป็นหนังในดวงใจที่สะเทือนใจจริงๆ

  10. หนูเพิ่งดูเลยค่ะ หนังมัน 1990 หนูเกิด 1995 มาได้ดู 2556 โหยยย นานมาก จริงๆหนูไม่ชอบหนังแนวนี้เลยนะ เปิดหนีด้วยซ้ำ แต่ไม่มีไรดู แล้วเห็นมันเกี่ยวกับเรื่องเพื่อนช่วงแรกๆ เลยดูไปงั้นๆ ดูไปดูมา โหยยย 2 ชั่วโมงกว่า ติดมาก แบบ โอเคนะคะ เรื่องตัดต่ออาจจะจริง อยู่ๆก็ตัดไปเฉยๆ ตอนแรกนึกว่า เพราะหนังมันนานแล้วเลยตัดแบบนี้ แต่ตัวละคร ชอบลุงเหลียงมาก ลุงแกหล่อมากตอนนั้น แบบอุ้มหนังไว้ทั้งเรื่องจริงๆ คนที่แสดงเป็นแฟรงค์ก็แสดงอารมณ์สุดยอดมาก คนที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ ก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง นางเอกสวยทุกคน แต่คนที่เป็นตัวร้าย พอล น่ะค่ะ หนูว่ามันไม่เด่นบอกไม่ถูก ไม่ร้ายเท่าที่ควร น่ารำคาญมากกว่าเวลาแบบ… ลากทองอยู่นั่นแหละ = = แล้วตอนจบ สู้แบบจะขาดใจมาก ไม่ได้ลุ้นเล้ยยยย อารมณ์แบบ เมื่อไหร่จะตายซักที – – มันนานไป จบไม่ถึงใจเท่าไหร่ จบแล้วตัดไปเลย พอลน่าจะทรมานให้ได้มากกว่านี้นะคะ แต่สรุปคือ หนังบู๊ฮ่องกงเรื่องนี้ หนูชอบมาก จำได้แทบทุกฉากอ่ะค่ะ 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s