One-Armed Swordsman – เดชไอ้ด้วน (1967, Chang Cheh)

ตำนานหนังกำลังภายในของฮ่องกง นั้นจะเรียกว่าได้เกิดขึ้น อย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 1965 – 1967  หลังจาก “ตั้งท้อง” กับหนังอย่าง หงศ์ทองคะนองศึก (Come Drink With Me) จนกระทั่งได้ “เกิด” ออกมาเป็นตัวเป็นตนกับหนังแห่งตำนานอย่าง เดชไอ้ด้วน (One Armed Swordsman ) ในปีต่อมานี่เอง

หนังทั้งสองเรื่องได้เติมเต็มความเป็น หนังกำลังภายในยุคใหม่ ที่สมบูรณ์พร้อมทั้ง ภาพวิชวลอันทันสมัยสมจริงสมจัง (ทั้งงานสร้าง และการออกแบบฉากต่อสู้) จนถึง เนื้อหาที่มีความลึกซึ้ง กินใจผู้คน โดย หงศ์ทองคะนองศึก ดูจะเป็นต้นตำรับแห่งองค์ประกอบอันแรก ส่วนองค์ประกอบที่สอง ก็ต้องให้เครดิตก็อดฟาเตอร์แห่งวงการหนังฮ่องกง ที่ชื่อว่า จางเชอะ ที่เป็นผู้ริริ่ม และพัฒนาขึ้นมา ในการใส่วิญญานความร่วมสมัย ให้กับหนังแนวนี้เป็นคนแรก

จางเชอะสร้าง The One Armed Swordsman ออกมาเป็นผลงานแนวกำลังภายใน เรื่องที่สองของเขา หลังเข้าฉายในปี 1967 เดชไอ้ด้วน หลายสิ่งหลายอย่างใน วงการภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การเดินออกจากชอว์บราเดอร์ของ คิง ฮู 1 แทบจะไม่มีความหมาย เมื่อชอว์ได้ ราชาหนังกำลังภายในคนใหม่เรียบร้อยแล้ว หวังหยู่กลายเป็นดาราอันดับหนึ่งแห่งวงการหนังกำลังภายใน แทนที่ความนิยมของดาราสาว กับหนังแนวนี้อย่างที่เป็นมาในอดีต และเรื่องราวของจอมยุทธ กับการะบี่ก็กลายเป็น สัญลักษณ์สำหรับวงการหนังแห่งนี้ไปอีกยาวนาน

เรื่องราวของเดชไอ้ด้วน เริ่มต้นขึ้นที่ สำนักดาบทอง สำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ได้ประสบเภทภัยร้ายแรง เมื่อท่านเจ้าสำนัก ฉีลุฟง (เทียนฟง) มีธุระปะปังต้องสะสาง พวกโจรป่ากลับเห็นเป็นโอกาศสำคัญเข้าบุกโจมตีพรรคเลื่องชื่อ จนเกือบเพลี้ยงพล้ำ กลับเป็น ฟางเจิ้ง (กุ๊ฟง2) คนรับใช้คนเดียวในสำนักที่กู้สถานการณ์อย่าง ฟางเจิ้ง ที่ต่อกรกับโจรร้าย ประวิงเวลา จนกระทั่งจ้าสำนัก กลับมาถึงแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ส่วนฟางเจิ้งเอง ก็ได้จบชีวิตลงไป ตรงนั้นเอง ทิ้งไว้เพียงดาบหนึ่งด้าม และลูกชายคนเดียวที่ชื่อว่า ฟางกัง ที่ได้ฝากฝังไว้กับเจ้าสำนักเป้นคำสั่งเสียสุดท้าย

หลายปีต่อมา ฟางกัง (หวังหยู่) เติบใหญ่เป็นหนุ่มเต็มตัว ด้วยบุญคุณของบิดาต่อสำนัก เขากลายเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของสำนัก ที่เจ้าสำนัก เอ็นดูเป็นพิเศษ นำมาซึ่งความอิจฉาริษยาของศิษย์ร่วมสำนัก แม้กระทั่ง เพ่ยเอ๋อ บุตรีของฉีลุฟงเองก็ดูจะหมั่นใส่ ฟางกัง อยู่เสมอมา แต่เขาก็พยายามอดทนอดกลั้น พยายามฝึกฝนวิชาอย่างเข็มงวด เพราะความมุ่งมั่นที่จะสางนี้แค้นของบิดา

เมื่อถึงวันหนึ่งฟางกัง จึงตัดสินใจออกจากสำนัก ฟางกังได้ร่ำเรียนวิชาฝีมือ จากอาจารย์ได้ถึงระดับหนึ่ง ถึงขั้นที่จะเริ่มต้นหนทางของตัวเอง หนทางแห่งการแก้แค้น นอกจากนั้นก็เพื่อหลีกหนีจากความยุ่งยาก รังควาญจากศิษย์ร่วมสำนัก แน่นอนว่าความยุ่งยากนั้นไม่สามารถหลบหนีได้โดยง่าย

เพ่ยเอ๋อ กับสมุนที่ติดตามมาอีกสองคน ยังคงติดตามมารังควาน กล่าวหาว่าเขาคิดทรยศต่อสำนัก ฟางกัง เกิดถกเถียง จนถึงขัดแย้งต่อสู้กันขึ้น และบานปลายตนกระทั่ง แม้จะมีฝีมือเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม แต่ด้วยความพลั่งเผลอกำพร้าถูกทำร้าย แขนด้านซ้ายถูกตัดจนขาดสะปั้น

ฟางกัง ตลอดเปิดเปิงไปพร้อมกับร่างกายที่บาดเจ็บ พลัดตกลงไปในลำธารก่อนจะถูกช่วยชีวิตขึ้นมาโดย ก่อนที่จะถูกช่วยชีวิตขึ้นมาโดยหญิงสาวชาวบ้าน นาม เสี่ยวหมั่น (เจียวเจียว) ฟางกัง พื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองสูญเสียแขนข้างหนึ่งไปเสียแล้ว ความหวังที่จะแก้แค้นได้ปิดฉากลงโดยทันที

หลังจากทำใจอยู่นาน ฟางกัง ก็ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา และพยายามข่มใจลืมเรื่องราวที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน เขาเริ่มถูกรุกรังควานจากนักเลงท้องถิ่น นานวันเข้าไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ฟางกัง กับแขนที่เหลือเพียงข้างเดียวอาศัยดาบที่บิดาทิ้งไว้ต่างหน้า ที่เขาตัดสินใจ หักมันเป็นสองท่อน เพื่อสำเร็จวิชาพิศดารชุดหนึ่งขึ้นมา กลายเป็นสุดยอดกระบวนท่าที่รุนแรง เกินจะต้านทาน

โอกาศฟางกัง ที่จะกลับคืนสู่ หนทางเดิมที่เคยวาดไว้ ความฝันแห่งบุญคุณอาจารย์ และความแค้นบิดา ได้กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มสำนักโจร อันถ่อยเถื่อนได้กลับมาอีกครั้ง กับแผนการครั้งใหม่ ที่หมายพิชิตสำนักดาบทอง ที่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงจอมยุทธแขนเดียว เท่านั้นที่จะหยุดยั่งพวกมันได้

มีการคาดเดากันว่า แนวคิดเริ่มต้นของ One Armed Swordsman นั้นน่าจะมาจากหนังชุด ซาโตอิจิ 3 ของญี่ปุ่น ที่ว่าด้วยจอมยุทธพิการเช่นเดียวกัน แต่ที่ชัดเจนมากกว่านั้น เห็นจะเป็น นิยายของจีนเองอย่าง มังกรหยก4 ภาคสอง ดัดเรื่องรกรุงรัง รายละเอียดหยิบย่อยเหนือจริง แบบนิยายกำลังภายในออกจนหมดสิ้น และเพิ่มสีสรรค์แห่งเลือดแดงฉาน และเลือดเนื้อจิตใจของตัวละคร

จางเชอะ เป็นคนทำหนังที่ให้ความสนใจ ในการศึกษาหนังจากต่างประเทศอย่างหนักหน่วง ทั้งจากหนังซามูไร และหนังคาวบอยตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลีลาแนวคิดแนว Revisionist 5ที่จางเชอะนำมาใช่ใน One Armed Swordsman เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับ คุณค่า และค่านิยม แบบจอมยุทธ ของวรรณกรรม ตำนาน และนิยายพื้นบ้านจีน แบบดั่งดิม ไม่ได้หมายความว่า จางเชอะตั้งหน้าที่จะล้มล้างความเชื่อเรื่องจอมยุทธ หากแต่เป็นการใส่แง่มุมแห่งความลึกซึ้งเลือดเนื้อ และชีวิต ให้กับตัวละครแบบหนังกำลังภายในดั่งเดิมต่างหาก

ภาระกิจหลักของตัวเอกในหนังกำลังภายในยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการ ปราบปรามคนพาลอภิบาลคนดี แต่เป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่านั้น การต่อสู้ต่อความขัดแย้งในจิตใจ สงครามของฟางกังจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การห่ำหั่นกับศัตรู แต่เป็นสงครามที่ว่าด้วยการเอาชนะตัวเอง เอาชนะความเจ็บปวด (ทั้งจากร่างกาย และจิตใจ) เพื่อขึ้นสู่การเป็นจอมยุทธที่สมบูรณ์อย่างเต็มภาคภูมิ

การสูญเสียแขน อวัยะที่มีไว้เพื่อถือดาบ กระบี่ นั้นดูจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการสูญเสียเกียรติแห่งจอมยุทธ เป็นการสูญเสียแบบที่ไม่มีทางที่จะเรียกกลับมาได้อีกครั้ง แต่แท้จริงแล้ว โลกแห่งยุทธจักรนั้น เป็นโลกที่ว่าด้วยความไม่สมบูรณ์กันมาตั้งแต่ต้น การฆ่าแกงผู้อื่น มุ่งกำจัดศัตรูฝั่งตรงข้าม โดยไม่เลือกวิธีการ ชนิดที่ชวนให้คิดว่า คนปรกติธรรมดาสามัญจะใช้ชีวิตในโลกแบบนี้ได้อย่างไรกัน

เนื้อหาของหนัง เต็มไปด้วยความทันสมัย (ในยุคนั้น) ตัวละครแสดงออกถึงความขัดแย้งใจจิตใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความสิ้นหวัง ความเปราะบาง ช่วงที่ผมเองชอบโดยส่วนตัวก็คือ ตอนที่ ฟางกัง บุกป่าฝ่าดงเพื่อไปช่วยเหลือ นางตัวร้าย เพ่ยเอ๋อ ที่ถูกศัตรูของบิดาจับไปเป็นตัวประกัน นางที่เป็นผู้ตัดแขนของเขาด้วยตัวเอง แต่ฟางกังก็ยังไป เพราะบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์

เมื่อช่วยเหลือออกมาสำเร็จ หญิงสาว กลับเอ่ยปากถึงความพึงพอใจในตัว จอมยุทธแขนเดียว ออกมาอย่างชัดแจ้ง ถ้าเทียบเคียงกับกับมังกรหยก เอี้ยก้วย ไม่เคยแม้แต่จะวินาทีเดียว แต่ผมคิดว่าฟางกังแตกต่างออกไปนะครับ การแสดงใออกของ หวังหยู่ นั้นเปิดเผยให้เห็นถึงความสับสนได้อย่างชัดเจน

หวังหยู่ แจ้งเกิดจาก One Armed Swordsman อย่างสมบูรณ์แบบ กลายเป็นดาราทำเงินอันดับหนึ่งของชอว์บราเดอร์ 6 ดาราหนุ่ม ที่มีพื้นฐานทางกีฬาดีเด่น เป็นนักกีฬาว่ายน้ำมาก่อนหน้า แม้เทียบเคียงแล้ว ลีลาบู๊ของเขาอาจจะไม่เปรียบกับ บรูซ ลี หรือเฉินหลงได้แม้แต่น้อย

อย่างน้อยบทจอมยุทธในช่วงเวลา ปลายยุค 60s – กลาง 70s ก็ไม่มีใครหาญมาเทียบเคียงเขาได้ สิ่งที่หวังหยู่มีก็คือบุคลิก ที่ซับซ้อน ใบหน้าที่สามารถแปรเปลี่ยนจาก อ่อนเยาว์ต่อโลก ไปเป็นเชี่ยวกร่ำ ช่ำชอง ได้อย่างน่าเชื่อถือ หวังหยู่ให้การแสดง ด้วยลีลาการเยื่องย่างมั่นคง ปั้นสีหน้าเคร่งเครียด ลีลาการจับดาบดูขึงขัง สามารถเปรียบเทียบได้กับ การถือปืนของ คลินส์ อิสวูด หรือ จับดาบคาตานะ ของ โตชิโร่ มิฟูเน่ ก็ว่าได้

ด้วยเนื้อหาเพียงประการเดียวคงไม่สามารทำให้ One Armed Swordsman ประสบความสำเร็จ และอยู่ยงคงกระพันธ์มาถึงทุกวันนี้ได้ หนังสมบูรณ์พร้อม ทั้งงานสร้าง ที่ใช้ประโยชน์จากโรงถ่ายชอว์บราเดอร์ มาขับเน้นความดำมืดของเรื่องราว หรือคิวบู๊ของสองผู้กำกับคิวบู๊ดาวรุ่งมาแรงในขณะนั้นอย่าง หลิวเจียเหลียง และตงเจีย 7 ก็เป็นอีกองค์ประกอบ แห่งความสำเร็จของหนัง โดยเฉพะช่วยให้หนังยืนอยู่เหนือมาตรฐาน หนังประเภทเดียวกันได้อย่างไม่เห็นฝุ่น

ฉากโดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นฉาก “ฟันแขน” อันลื่อลั่น ด้วยองค์ประกอบปลอมๆ ทั้งเลือดสี หิมะโฟม และลำธารโรงถ่าย แต่กลับขับเน้นบรรยากาศ เจ็บปวด รุนแรง ให้ออกมาเหนือจริงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ในทางกลับกัน ส่วนที่อาจจะดูขัดใจ จากนักดูหนังรุ่นใหม่ ก็เห็นจะเป็น การออกแบบอาวุธสุดพิศดาร ที่บรรดาตัวร้ายขนกันมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เครื่องล๊อกกระบี่” อาวุธคล้ายกระบี่ที่ส่วนหัวมีลักษณะเหมือนคีมคีบ ที่ตัวร้ายบรรจงออกแบบ เพื่อนำมาจัดการเหล่าจอมยุทธมือกระบี่โดยแท้ ดูในยุคนั้นก็คงจะน่าตื่นเต้นดี แต่มาโผล่เอาตอนนี้ก็คงจะเรียกร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ แบบไม่ได้ตั้งใจ กันนิดหน่อย

แม้ การดูหนัง One Armed Swordsman ในวันนี้ความสดใหม่อาจจะลดทอนลงมาบ้าง คิวบู๊อาจจะดูเงาะงะไม่ลื่นไหลทันใจ งานสร้าง การแสดง เนื้อหา ต่างๆ ก็ดูโบราณน่ารำคาญไปหมดสำหรับนักดูหนังรุ่นนี้ แต่ความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของ One Armed Swordsman ต่อประวัติศาสตร์หนังฮ่องกง และหนังกำลังภายใน นั้นมีมากจนไม่สามารถมองข้ามได้จริงๆ ถ้าเราสามารถมองผ่านความบกพร่องที่เกิดจากเงื่อนไขของเวลาไปได้

Footnote

1 ผู้กำกับ คิง ฮู หรือ หูจวินฉวน แม้จะสร้างหนัง หงทองคะนองศึกทำเงินให้ชอว์บราเดอร์ อย่างมหาศาล แต่ระหว่างการถ่ายทำเขามีปัญหาขัดแย้งกับ บริษัทอย่างหนัก จนทิ้งให้ หงศ์ทอง เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่ทำกับ ชอว์ และมุ่งหนังไปทำหนังที่ไต้หวันแทน
2 กุ๊ฟง ดาราอาวุโส ผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งแห่งชอว์บราเดอร์ ที่แสดงหนังให้กับชอว์เหยียบสองร้อยเรื่อง ผลงานหนังใหญ่เรื่องล่าสุดของ กุ๊ฟง ก็คือ การรับบทเป็นพ่อของเฉินหลงใน Rob-B-Hood
3 ซาโตอิจิ (Zatoichi) หนังซามูไร ที่สร้างติดต่อกันหลายภาค และต่อเนื่องไปเป็นหนังทีวี เล่าเรื่องของหมอยาตาบอด ผู้มีเพลงดาบไร้ผู้ต้าน บริษัทจากญี่ปุ่น และฮ่องกง เคยถึงขั้นร่วมทุนกัน เพื่อสร้างหนังนำสองจอมยุทธ พิการ ให้มาอยู่ในเรื่องเดียวกันมาแล้ว ในหนังที่ชื่อว่า Zatoichi and the One Armed Swordsman (1971)
4 ผู้เขียนบท One Armed Swordsman ก็คือ อี้กวง หรือ เหง่ยคัง นักเขียนบท แต่งนิยาย วิจารณ์นิยายกำลังภายใน สหายสนิทของ โกวเล้ง นั้นเอง บทในหนังเรื่องนี้ ก็ถือว่าเป็นผลงาน บทภาพยนตร์ครั้งแรกของเขาด้วย
5 Revisionist แนวทางของหนังคาวบอย (Western) ที่เริ่มเป็นที่นิยมเมื่อกลางยุค 1940s ที่เปลี่ยนมุมมองจาก การเชิดชู มาเป็นตั้งคำถามถึงคุณค่าแบบอเมริกัน ที่ถูกนำเสนออย่างเสมอมาในหนังประเภทนี้
6 หวังหยู่ ร่วมงานกับชอว์บราเดอร์อีกแค่ประมาณ 4 – 5 ปี จึงแยกตัวออกไปทำหนังที่ไต้หวัน และร่วมงานกับ โกลเด้น ฮาเวส บริษัทคู่แข่ง ผลิตหนังประเภท “ไอ้ด้วน” ออกมาอีกเป็นกระบุง ทั้งให้จางเชอะ สร้างเดชไอ้ด้วนภาคสาม (The New One Armed Swordsman) โดยไม่มีเขา และดัน เดวิด เจียง ขึ้นมารับบทนำแทน
7 หลิวเจียเหลียง และตงเจีย สองดาราตัวประกอบ สตั้นแมน มือดีถูกชอว์บราเดอร์ว่าจ้างไว้เป็นพนักงานประจำ หลังจากโชว์ฝีมือออกแบบฉากต่อสู้ในหนัง The Jade Bow ได้เป็นที่ฮือฮาในวงการ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง- Shaw Brothers
    กำกับ – Chang Cheh
    อำนวยการสร้าง – Runme Shaw
    บทภาพยนตร์ – Chang Cheh, Ni Kuang
    ถ่ายภาพ – Yuen Chang-Saam, Kuang Han-Lu
    ตัดต่อ – Chiang Hsing-Lung
    ดนตรีประกอบ – Wang Fu-Ling
    กำกับศิลป์ – Chen Chi-Ruey
    กำกับคิวบู๊- Tong Gaai, Lau Kar Leung
    แสดงนำ – Jimmy Wang Yu, Pan Yin-Tze, Chiao Chiao, Wong Chung-Shun, Tin Fung, Guk Fung, Lau Kar-Leung, Yeung Chi-Hing, Tong Gaai, Yen Shi-Kwan, Yuen Cheung-Yan, Yuen Woo-Ping
  • Thailand Distribution – ออกแผ่น VCD DVD โดย United Home Entertainmen
  • Rating – 5/5

2 thoughts on “One-Armed Swordsman – เดชไอ้ด้วน (1967, Chang Cheh)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s