The Romance of Book and Sword – ตำนานอักษรกระบี่ (1987, Ann Hui)

ในหลายแหล่งข้อมูล ผู้กำกับหญิงคนเก่งแห่งฮ่องกง ที่ชื่อว่า แอน ฮุย นั้นได้รับเครดิตอย่างไม่เป็นทางการ ในฐานะผู้กำกับหนังกำลังภายใน แห่งประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า เดชคัมภีร์เทวดา 1 ร่วมกับผู้กำกับอีกหลายหน้าหลายตา ที่ลงมาช่วยทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ หลังจากการถอนตัวของ ปรมจารย์ คิง ฮู พิจารณาดูจากชื่อแล้ว แอน ฮุย ที่มีพื้นฐานการทำหนัง แนวชีวิตสะท้อนสังคม

แต่แท้จริงแล้ว แอน ฮุย เองก็มีประสบการณ์ทำหนังกำลังภายในมาแล้วก่อนหน้า เคยเป็นผู้ช่วยของ คิง ฮู ช่วงแรกของการทำงาน ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ที่ชัดเจนกว่านั้นก็คือ The Romance of Book and Sword หนังในปี 1987 เป็นหนังกำลังภายในแท้ๆ ที่ดัดแปลงมาจาก นิยายเรื่องแรกของ กิมย้ง เรื่อง ตำนานอักษรกระบี่ (หรือ จอมใจจอมยุทธ)

The Romance of Book and Sword ถูกสร้างด้วยเงินทุนจากทางฮ่องกง และแผ่นดินใหญ่ โดยถ่ายทำในประเทศจีนตลอดทั้งเรื่อง ใช้เวลายาวนานถึง 3 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จ เป็นหนังออกมาสองภาค 2 ผลออกมาอาจจะพูดไม่ได้ว่าหนังสมบูรณ์พร้อม หนังดำเนินเรื่องอย่างเชื้องช้า รวมถึงตอนจบที่ดูจะไม่ค่อยแหลมคมนัก ในอีกด้าน แอน ฮุย ทำ The Romance of Book and Sword ออกมาได้ใช้ได้โดยเฉพาะในฐานะหนังกำลังภายในเรื่องนึง

งานสร้างของหนังนั้นโดดเด่น และเหนือชั้นกว่าหนังยุคสมัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด หนังสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวได้ คนดูสามารถสัมผัสผืนแผ่นดินจีนได้อย่างชัดเจน นักวิจารณ์ชาวต่างชาติรายนึงถึงกับให้ข้อสังเกตุไว้ว่า The Romance of Book and Sword ทำให้เขารู้สึกถึงกลิ่นดินของเมืองจีนกันเลยทีเดียว นอกเหนือไปจากนั้น ฉากต่อสู้ในหนัง 3 ก็ถือว่าทำได้ดีอย่างผิดคาด

The Romance of Book and Sword มีองค์ประกอบแบบหนังกำลังภายในทั่วๆ ไป อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ฉากดวลกระบี่ วิชากำลังภายใน การบวนท่าพิศดาร และเนื้อหาอันว่าด้วย ความจงรักภักดี และการทรยศหักหลัง นอกเหนือจากนั้น หนังยังแฝงไว้ด้วยประเด็นการเมือง อันเป็นความสนใจดั่งเดิมของผู้กำกับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ของ จีน-ฮ่องกง-ใต้หวัน

เรื่องราวเริ่มต้น องค์ฮ่องเต้เฉียนหลง (หยวนซิกเซียง4) ออกประพาศท่องเที่ยว ในวันหนึ่ง ระหว่างออกล่าสัตว์ พระองค์ติดตามกวางตัวหนึ่ง ออกนอกเส้นทางไป จนได้พบเห็นจอมยุทธชาวฮั่นสองคน มาดักรอพบหน้า ดูทีท่าแล้วน่าจะเป็นการวางแผ่นไว้ล่วงหน้า ที่ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่ประการใด

ชายคนที่สองประการตัวว่าคือ หยูเหวินติง หัวหน้า และ เหวินไท่ไหล หัวหน้าสาขา ของพรรคดอกไม้แดง 5 ขบวนการกบฏชาวฮั่น ที่ส่งสุมผู้คนเพื่อรื้อฟื้นราชวงศ์หมิง ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวกลายเป็น ศัตรูสำคัญอันดับต้นๆ ของราชวงศ์ชิงก็ว่าได้

สองชายนิรนามยื่นคำขาดให้ เฉียนหลง แปรพักตร์มาอยู่กับพวกชาวฮั่น และขับไล่แมนูจออกจากดินแดนแถบภาคกลาง ดูจะเป็นคำร้องขอที่ดูยะโส โอหัง ไม่ประมาณตนเลยแม้แต่น้อย แต่แท้จริงแล้วคำขาดที่สองจอมยุทธยื่นมานั้น ซ่อนไว้ด้วยเงื่อนไขสำคัญ เป็นความลับถึงชาติกำเนิดของ เฉียนหลง ที่ถ้าเพร่งพรายออกไป อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวง ถ้าความลับที่ว่า ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ของชาวแมนจู นั้นแท้จริงแล้วมีสายเลือดเป็นฮั่น

ท่ามกลางทหารนับสิบที่ง้างธนูรอง้าง เฉียนหลง กลับปล่อยให้ จอมยุทธ ทั้งสองเดินออกไปอย่างง่ายดาย แต่คล้อยหลังอีกชั่วไม่กี่วัน กองทหารนับร้อยก็รายล้อม จนสามารถจับตัว เหวินไท่ไหล ไว้เค้นความจริง ส่วนหยูเหวินติง ต้องจบชีวิตลงตรงนั้น มีเพียง ลั่วปิง ภรรยาสาวของเหวินไท่ไหล เท่านั้นที่หนีเอาชีวิตรอดไป แจ้งเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับพรรคพวกได้ ทำให้จอมยุทธหนุ่ม นามเฉินเจียลู่ ลูกบุญธรรมของหัวหน้าพรรครุ่นที่แล้ว ต้องรับตำแหน่งแทนทันที

เฉินเจียลู่ ออกเดินทางพร้อมด้วยเหล่ามือดีของพรรค เพื่อช่วยเหลือ เหวินไท่ไหล และต่อรองแลกเปลี่ยนความลับ กับเฉียนหลง เฉินเจียลู่ พยายามสืบเสาะหาหลักฐาน ที่จะมาพิสูจน์ เขาพบจดหมายที่มารดาเขียนฝากเอาไว้ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เอก ที่เกี่ยวพันอยู่กับความลับของเฉียนหลง และผูกพันมาถึงตัวของเขาเอง “ลูกแม่ไม่ว่าเจ้าจะถูกเลี้ยงมาเยี่ยงไร ลูกคือเลือดเนื้อของแม่ แซ่ของเจ้าคือเฉิน” เนื้อความในจดหมายของแม่ที่เขียนถึงลูกชายคนโตของตระกูล เฉิน ที่ถูกพรากจากอกแม่เข้าสู่หวังหลวงอย่างลับๆ ตั้งแต่แรกเกิด จนเติบใหญ่เป็น จักรพรรดิของราชวงศ์ชิง

ตำนานอักษรกระบี่ หยิบเอาเรื่องราวเรื่องราวตำนานซุบซิบเกี่ยวกับ เฉียนหลง ที่ว่ากันว่าพระองค์อาจจะมีเชื้อสายเป็นชาวฮั่น มาสร้างเรื่องราวให้สลักซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ด้วยการผูกให้ เฉียนหลง เกี่ยวดองเป็นพี่น้องกับ เฉินเจียลู่ หัวหน้ากบฏพรรคดอกไม้แดง

แอน ฮุย หยิบประเด็นดังกล่าวมาเป็นเนื้อหาหลักของเรื่อง ตัดรายละเอียด และตัวละครปลีกย่อยออกจนเรียบ (ที่แฟนๆ นิยายคงจะเสียดายอยูไม่น้อย ก็คงจะเป็น กลุ่มตัวละคร สมาชิกพรรคดอกไม้แดง ที่มากสีสรรค์) และเน้นไปที่ตัว เฉียนหลง และเฉินเจียลู่ และการเผชิญหน้ากันของสองตัวละคร ที่ถูกเถียงกันด้วยความคิด และคำพูดมากกว่าจะเป็นการประกระบี่ ทั้งแต่การผูกมิตร ชื่นชมย่องยงในฝ่ายตรงกันข้าม จนถึงความขัดแย้ง

The Romance of Book and Sword ตั้งคำถามถึงความหมาย ของ ความแตกต่าง การปะทะกัน ในเรื่องคุณธรรมอันว่าด้วย เชื้อชาติ สัญชาติ และเลือดเนื้อ ที่คาบเกี่ยวกันทั้งเรื่องของ ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ หรือความกินดีอยู่ดี ที่ต้องเลือกระหว่างความรู้สึก การรับผิดชอบต่อส่วนตัว พวกพ้อง หรือประชาชนส่วนรวม ไม่เฉพาะฝ่ายเฉียนหลงแต่เพียงฝ่ายเดียว เฉินเจียลู่ เองก็ต้องแบกรับความคาดหวัง ของพวกพ้อง ที่ปราถนาการเกิดใหม่ของราชวงศ์หมิงพอๆ กับความย่อยยับของราชวงศ์ชิง

ในตอนท้ายของเรื่อง สองพี่น้อง ตกลง และสัญญากันว่าจะช่วยเหลือกันประคับประคองบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ วันรุ่งขึ้นเฉียนหลงกลับส่งทหารเข้าล้อมกรอบ กับคำสั่งให้สังหารพรรคดอกไม้แดงทุกคน ยกเว้นเฉินเจียลู่ สุดท้ายทั้งหมดก็รอดชีวิตไปได้ พร้อมกับโต้กลับด้วยการ ลักลอบเข้าสู่หวังหลวงลักพาตัว เฉียนหลงออกมา

จนกระทั่งเกิดการต่อสู้ปะทะกันครั้งใหญ่ ในหอคอยสูงตอนท้ายเรื่อง ที่ดูจะสรุปความเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่อง ความรักความแค้น ความกลัว ระหว่างจีน ฮ่องกง และใต้หวัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของปี 1987) ที่ว่าแม้ว่า ภาพอุดมคติอันว่าด้วยปรองดอง การอยู่รวม จะมองเห็นอยู่ใกล้แค่ฝ่ามือ แต่ก็คงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ด้วยการพูดคุย หรือนึกฝัน แน่ หากแต่เป็นเรื่องของเวลา และการรอคอยเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการ

Footnote

1 เดชคัมภีร์เทวดา มีเครดิตผู้กำกับอย่างเป็นทางการคือ คิง ฮู แต่ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่าหนังยังมี ฉีเคอะ เฉินเสี่ยวตง แอนดรู กัม และแอน ฮุย ร่วมรับผิดชอบในการกำกับหลังจากการถอนตัว (หรือถูกไล่ออก) ของคิง ฮู เมื่อการถ่ายทำผ่านไปได้ซักระยะหนึ่ง
2 หนังภาคสองมีชื่อว่า Princess Fragrance เล่าเรื่องเน้นหนักไปที่ ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเจียลู่ และฮาซิลโซม
3 หนังกำกับคิวบู๊โดย อู๋เจียนเจียง ที่เคยกำกับคิวบู๊ในหนัง Shaolin Temple ของหลี่เหลียงเจี๋ยมาก่อน
4 หยวนซิกเซียง Yuen Sik-Seung ที่รับบทเป็นเฉียนหลงในเรื่อง เป็นคนเชื่อสายแมนจูเรียจริงๆ นอกจากจะจบการศึกษาจากประเทศรัสเซียแล้ว ยังชื่นชอบกีฬาขี่ม้า และยิงธนู อันเป็นกีฬาประจำชาติของชาวแมนจู ด้วย
5 พรรคดอกไม้แดง อาจจะได้รับอิทธิพลมาจาก พรรคเทียนตี้ฮุย หรือพรรคฟ้าดิน การรวมกลุ่มกันของชาวฮั่นเพื่อต่อต้านรัฐบาลแมนจู ของราชวงศ์ชิง ที่เกิดขึ้นในสมัย คังซี ที่ต่อมาพัฒนากลายเป็นแก๊งมาเฟียทั้งในจีนและฮ่องกง

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง- Sil-Metropole
    กำกับ – Ann Hui On-Wah
    อำนวยการสร้าง – Shen Min-Hui, Guo Feng-Qi
    บทภาพยนตร์ – Chang Cheh, Ni Kuang
    ถ่ายภาพ – Bill Wong Chung-Piu
    ตัดต่อ – Chau Muk-Leung
    ดนตรีประกอบ – Gu Guan-Ren, Law Wing-Fai
    ออกแบบเครื่องแต่งกาย – Luk Wan-Ying, Cheung Hoi
    กำกับศิลป์ – Piu Yeuk-Muk, James Leung Wah-Sing, Wong Yin-Biu, Hoh Kwan
    กำกับคิวบู๊ – Ng Gin-Keung
    แสดงนำ – Yuen Sik-Seung, Cheung Doh-Fook, Lau Gaai, Suen San-Hei, Guo Bi-Chuan, Ding Chui-Wa, Wu Chun-Sheng, Ren Nai-Chang, Yu Da-Lu, Lui Wing-Chuen, Dang Chit
  • Awards – Yuen Sik-Seung ได้เข้าชิงรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกง นอกจากนั้นหนังยังได้ชิงรางวัล กำกับศิลป์ ถ่ายภาพ ตัดต่อ ผู้กำกับ และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสถาบันเดียวกัน
  • Rating – 4/5

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s