Legend of a Fighter (1982, Yuen Wo-Ping)

โดย Somyos Thiamtawan

ในปี 1975 อู๋ซีหยวน หนึ่งในผู้บริหารของสตูดิโอชอว์บราเดอร์ส ได้แยกตัวออกมาสร้างบริษัทภาพยนตร์ ส่วนตัวของเขาเองในชื่อ Seasonal Film Corp. ซึ่งผลงานเรื่องแรกของบริษัทอย่าง Secret Rivals ก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง (นำแสดงโดย John Liu Chung-liang และ Hwang Jang-lee) มันทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แถมยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากมายอีกด้วย ทำให้อู๋ซีหยวนตัดสินใจเดินหน้าสร้างหนังกังฟูต่อไป

หลายเรื่องได้รับการยกย่องให้เป็นหนังคลาสสิค อาทิ Invincible Armor ,Ninja in the Dragon’s Den และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือภาคต่อของหนังดังอย่าง Secret Rival 2 ต่อมา Seasonal Film Corp. ได้ร่วมมือกับผู้กำกับหยวนหวูปิงในการสร้างหนังเล็ก ๆ (แต่ความสำเร็จกลับไม่ได้เล็กตามเลย)อย่าง Snake in the Eagle’s Shadow และ Drunken Master จนในปี 1980 ทีมโปรดิวเซอร์-ผู้กำกับเดียวกันนี้ ก็ได้ปล่อยผลงานชิ้นเด็ดอีกเรื่องของบริษัทออกมาในชื่อ Legend of a Fighter

Legend of a Fighter เป็นหนังที่ได้รับการยกย่องว่า ดีที่สุดตลอดกาลอีกเรื่องของวงการหนังกังฟู Seasonal Film Corp. สร้างมันขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนนอกจาก Legend of a Fighter จะขึ้นแท่นหนังศิลปะการต่อสู้ชั้นแนวหน้าของยุคทศวรรษที่ 1980 แล้ว มันยังสร้างชื่อให้กับอู๋ซีหยวน (ในฐานะโปรดิวเซอร์แถมยังควบตำแหน่งเขียนบทให้กับหนังอีกด้วย) ,หยวนหวูปิง ในฐานะผู้กำกับและดารานำทั้งสอง อันได้แก่ เหลียงเจียเหยิน และ ยาสุอากิ คุราตะ อีกด้วย

หนังสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงของ ฮั่วหยวนเจี๋ย วีรบุรุษชาวจีน ซึ่งนอกจาก Legend of a Fighter แล้ว ปรมาจารย์มวยจีนผู้นี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังกังฟูคลาสสิคอีกสองเรื่องด้วย อันได้แก่ Fist of Fury และ Fist of Legend หนังทั้งสามเรื่องมีองค์ประกอบหลาย ๆ ส่วนที่คล้ายคลึงกัน โดยแต่ละเรื่องก็สามารถนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นสู่จอภาพยนตร์ได้อย่างสง่างาม แถมผู้กำกับแต่ละคนยังได้สร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่น ให้กับหนังเวอร์ชั่นของตน ด้วยตัวละครเยี่ยม ๆ ที่น่าจดจำ อีกทั้งสอดแทรกเนื้อหาสาระที่ว่าด้วยความรักชาติ พร้อมกับฉากต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

หนังสามารถแบ่งออกได้เป็นสองช่วง ช่วงแรก เล่าเรื่องราวของ ฮั่วหยวนเจี๋ย ในวัยเด็ก ที่ต้องการจะเรียนศิลปะการต่อสู้ และยังต้องพัฒนาความสัมพันธ์กับอาจารย์ของเขาอีกด้วย ในช่วงนี้หนังอุดมไปด้วยมุขตลกโปกฮามากมาย เหมือนกับหนังของหยวนหวูปิงเรื่องอื่น ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ ทวีคูณความซีเรียสจริงจังขึ้นในช่วงที่สอง เมื่อฮั่วหยวนเจี๋ยเติบโตกลายเป็นหนุ่มร่างกำยำแล้ว เขาจึงต้องการจะเผยแพร่และสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับชาวจีนทุกคน แต่พวกชาวต่างชาติกลับไม่เห็นด้วยว่า กังฟู เป็นยอดแห่งศิลปะการต่อสู้ จึงทำให้เกิดการต่อสู้กันขึ้น

แม้ว่าเนื้อเรื่องจะดูโบราณ (จนเข้าขั้น ‘เชย’ เลยก็ว่าได้) ไปสักหน่อย แต่แนวคิดของ Legend of a Fighter นั้น กลับน่าสนใจเอามาก ๆ เลยทีเดียว หนังเล่าเรื่องราวออกมาในแนวซีเรียสจริงจัง เนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวถึงความรักชาติของชาวจีน (โดยมีพล็อตเรื่องของความกล้าหาญและพากเพียรเป็นพื้นหลัง) เพราะเนื้อเรื่องหลัก ๆ นั้นว่าด้วยเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างดินแดนมังกรกับชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักของหนังเลยก็ว่าได้

Legend of a Fighter ถือเป็นตัวแทนบางส่วนของหนังแอคชั่นฮ่องกงที่ดีที่สุด ด้วยการนำเหล่ายอดฝีมือของวงการนี้มารวมตัวกัน พร้อมกับฉากต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจ อีกทั้งยังนำเสนอให้ผู้ชมได้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างหนังศิลปะการต่อสู้ เช่นเดียวกันกับหนังประเภทอื่น ๆ ไปจนถึงความลึกและรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ของเนื้อเรื่องที่ปรกติแล้วไม่เคยมีมาก่อนในหนังประเภทนี้

หนังได้นักแสดงสองคนคือ Yuen Yat-choh และ เหลียงเจียเหยิน มาแสดงเป็นฮั่วหยวนเจี๋ย ซึ่งทั้งสองคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะเหลียงเจียเหยิน ที่แสดงเป็นฮั่วหยวนเจี๋ยวัยหนุ่มได้ดีไม่มีที่ติ ทั้งความสามารถทางด้านกังฟูและกายกรรมที่สุดยอดของเขา แม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักศิลปะยุทธ์จริง ๆ มาก่อนก็ตาม ฉากต่อสู้ทุกฉากที่เขาร่วมแสดงถือเป็นไฮไลท์ของหนัง ขณะเดียวกัน การเลียนแบบ บรูซลี ของเขาในเรื่อง ทั้งท่วงท่าการต่อสู้และกิริยาท่าทาง (ที่เหมือนมาก ๆ) นั้น ก็ทำให้หนังดูโดดเด่นขึ้นมาในทันที เหลียงเจียเหยิน อาจจะเป็นนักแสดงโคลนนิ่งของ บรูซ ลี ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

ฟิลลิป เกาเฟย ดาราที่มักได้รับบทวายร้าย (ผลงานเด่น ๆ ของเขาก็เช่น Mars Villa ,Duel of the Seven Tigers และ 8 Diagram Pole Fighter) มาคราวนี้เขารับบทเป็นปรมาจารย์ฮั่ว บิดาผู้แสนเข้มงวดของฮั่วหยวนเจี๋ย มองเผิน ๆ อาจจะดูเหมือนตัวร้าย แต่ความจริงแล้ว ตัวละครตัวนี้กลับมีรายละเอียดที่ลึก มากกว่าการเป็นแค่วายร้ายธรรมดา ๆ ซึ่งเกาเฟยก็แสดงบทบาทนี้ได้ดี จนกลายเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตนักแสดงของเขาไปแล้ว

ถ้าหนังกังฟูคลาสสิคสักเรื่องจะมีตัวเอกเป็นนักสู้ชาวญี่ปุ่นแล้ว ตัวละครตัวนั้นต้องแสดงโดย ยาสุอากิ คุราตะ เขาเป็นนักศิลปะยุทธ์ชาวญี่ปุ่น ที่ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชีวิตกับอุตสาหกรรมหนังฮ่องกง คุณสามารถเห็นยาสุอากิได้ในหนังเจ๋ง ๆ อย่าง Return of the Deadly Blade และ Prodigal Boxer ใน Legend of a Fighter เขาแสดงเป็นครูฝึกชาวญี่ปุ่นของฮั่วหยวนเจี๋ย (ก่อนที่เขาจะไปแสดงในหนังคลาสสิคปี 1994 ของหลี่เหลียนเจี๋ยเรื่อง Fist of legend ด้วยบทบาทที่คล้ายคลึงกัน) ตัวละครของยาสุอากิต้องแสดงอารมณ์อันหลากหลายและลึกซึ้ง ซึ่งนักแสดงแดนปลาดิบผู้นี้ก็แสดงได้เข้าถึงตัวละครจริง ๆ หยวนหวูปิงหลีกเลี่ยงที่จะวาดภาพตัวละครของยาสุอากิให้เป็นตัวร้าย และผลก็คือฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ที่ดูสมจริงสมจังมากขึ้น มันให้ทั้งความรู้สึกตึงเครียด และกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก

แม้ว่าจะไม่ใช่การเผชิญหน้า ระหว่างพระเอกกับผู้ร้ายตามกฏตายตัวของหนังแอคชั่นทั่วไป แต่มันก็ได้กลายเป็นฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดของหนัง และดีที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังกังฟูไปแล้ว ทั้งเหลียงเจียเหยินและยาสุอากิ คุราตะ ถือเป็นนักศิลปะการต่อสู้ชั้นแนวหน้าของวงการภาพยนตร์ ในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ด้วยฝีมือการแสดงและทักษะด้านการต่อสู้ที่โดดเด่นของพวกเขา พูดถึงตัวละครส่วนใหญ่ในหนังแล้ว อาจจะดูธรรมดาไปสักนิด ตามสไตล์ของหนังประเภทนี้ แต่ก็ไม่ขาดเสน่ห์ในแบบที่หนังกังฟูคลาสสิคสักเรื่องจะมีได้ หนังมีตัวละครหลาย ๆ ตัวที่น่าจดจำ ในขณะที่บางตัวก็สร้างความขบขันสนุกสนาน ให้กับหนังได้อย่างมีสีสันจริง ๆ

ในส่วนของฉากแอคชั่นนั้น ทั้งน่าตื่นเต้นและดูสร้างสรรค์ แถมยังยาวมาก สู้กันแต่ละฉาก ไม่ต่ำกว่าสามนาที ซึ่งคุณไม่มีทางได้เห็นฉากต่อสู้แบบนี้ ในหนังแอคชั่นยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน นักแสดงแต่ละคนก็แสดงกันได้อย่างสมจริงสมจัง โดยที่ไม่ต้องมีการใช้ลวดสลิงหรือท่วงท่าพิสดาร พร้อมกันนั้น หนังยังนำเสนอความแตกต่างของศิลปะการต่อสู้ หลากแขนงได้อย่างชัดเจนอีกด้วย หนังในช่วงแรก ๆ อาจจะยังไม่มีฉากต่อสู้มากนัก เพราะเน้นเรื่องราวการฝึกฝนวรยุทธ์ของตัวเอก แต่ถ้าคุณชอบหนังที่อุดมไปด้วยฉากต่อสู้แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน คุณจะได้เห็นการต่อสู้ด้วยกังฟูสัตว์ หลากหลายชนิด และยังมีฉากต่อสู้ตัวต่อตัว โดยการหยิบเอากังฟูจีน มาดวลกับมวยสากล และคาราเต้ด้วย ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ

จุดเด่นของ Legend of a Fighter คือ “เนื้อเรื่อง” ที่เล่นกับอารมณ์และการกระทำของตัวละครในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะเจาะ มันอัดแน่นไปด้วยมิติอันลึกล้ำของตัวละคร ตลอดจนอารมณ์เข้มข้นไม่แพ้ผลงานดราม่าเรื่องอื่น ๆ เลย นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของตัวละคร ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดของงานชิ้นนี้ โดยเฉพาะระหว่างอาจารย์ (ยาสุอากิ) และลูกศิษย์ (เหลียงเจียเหยิน) ที่ต้องเผชิญหน้ากัน หนังมีงานสร้างที่ยอดเยี่ยม ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้น หนังเรื่องนี้อาจจะดีไม่เท่าหนังเวอร์ชั่นบรูซลีอย่าง Fist of Fury แต่มันก็ดีในระดับเดียวกันกับ Fist of legend ของหลี่เหลียนเจี๋ยเลยทีเดียว หรืออาจดีกว่าเสียอีก

สำหรับแฟนหนังกังฟูคลาสสิคแล้ว พล็อตเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องราวการปะทะกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนี้ อาจไม่ใช่ของแปลกใหม่ ซึ่งกฏตายตัวอย่างหนึ่งในหนังกังฟูประเภทนี้ก็คือ นอกจากตัวละครชาวญี่ปุ่นในเรื่องจะโหดเหี้ยมอำมหิตแล้ว ยังต้องโง่แบบสุด ๆ อีกด้วย ซึ่งหยวนหวูปิงก็ไม่สามารถทำลายขนบเดิมนี้ลงได้อย่างสมบูรณ์ เพราะชาวญี่ปุ่นในหนังเรื่องนี้ เป็นรองชาวจีนในทุกด้านเลย ทั้งสมองและฝีมือ (จะมีก็แต่ตัวละครของยาสุอากิ คุราตะเท่านั้น ที่ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุด)

หยวนหวูปิงดึงเหล่าน้องชายของเขาอันประกอบด้วย Yuen Cheung-yan ,Yuen Shun-yi และ Yuen Yat-choh มาทำหน้าที่เบื้องหลังกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในส่วนของคิวบู๊นั้น ผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายสมจริง และมวยสัตว์หลากสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน แถมยังมีการสอดแทรกมุขตลกเข้าไปในฉากต่อสู้อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าหนังได้รับอิทธิพลอย่างสูงมาจากหนังคลาสสิคสองเรื่อง ซึ่งออกฉายก่อนหน้า และประสบความสำเร็จบนตารางทำเงินเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว อย่าง Snake in the Eagle’s Shadow และ Drunken Master

Legend of a Fighter เป็นหนังกังฟูยุคเก่าที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของหยวนหวูปิง มันโดดเด่นเกินหน้าเกินตาผลงานชิ้นอื่น ๆ ของเขาในยุคเดียวกันอย่าง The Buddhist Fist ,Dance of the Drunken Mantis หรือ Drunken Tai Chi ในบรรดางานทุกเรื่องของหยวนหวูปิง Legend of a Fighter ดูเหมือนจะเป็นหนังที่มีอารมณ์ขันน้อยที่สุดแล้ว เขาเลือกใช้ความมืดหม่นมาเป็นบรรยากาศของเรื่อง ในการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หนังเต็มไปด้วยฉากต่อสู้ที่น่าประทับใจ แต่มันไม่ใช่หนังที่รุนแรง พล็อตเรื่องเน้นไปที่การพัฒนาฝีมือของฮั่วหยวนเจี๋ย มากกว่าการห้ำหั่นกันของตัวละคร ไม่มีการฆาตกรรมและการประทุษร้าย การต่อสู้จะหยุดลงทันทีเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ หนังทั้งเรื่องมีคนตายอยู่คนเดียว แถมยังเป็นการฆ่าตัวตายอีกต่างหาก

ถ้าคุณชอบหนังกังฟูที่เปี่ยมด้วยอารมณ์อันหลากหลาย และฉากต่อสู้ชั้นเลิศแล้วล่ะก็ ผมคิดว่า คุณไม่ควรพลาด Legend of a Fighter มันคือภาพยนตร์แท้ ๆ ที่เปี่ยมด้วยเลือดเนื้อ ,สติปัญญาและคุณภาพ ซึ่งคนดูทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก มันเป็นหนังกังฟูฮ่องกงสำหรับคนที่ไม่ชอบไปดูหนังกังฟูฮ่องกง แต่สำหรับแฟนขาประจำ นี่คือผลงานที่พวกเขาโหยหามาตลอดชีวิต

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง- Seasonal Film Corp.
    กำกับ – Yuen Wo-ping
    อำนวยการสร้าง – Ng See Yuen
    บทภาพยนตร์ – Ng See-yuen , Leung Laap-yan, Wong Jing
    กำกับคิวบู๊ – Ng Gin-KeungYuen Cheung-yan, Brandy Yuen Jan-yeung, Yuen Shun-yi, Yuen Yat-choh
    แสดงนำ – Leung Kar-yan, Yasuaki Kuraka, Yuen Yat-choh, Phillip Ko Fei, Brandy Yuen Jan-yeung, Lau Hok-nin, Charlie Chan Yiu-lam, Lee Ka-ting, Fung Fung, Huang Ha, Fung Hak-on
  • Rating – 5/5

ดู Legend of a Fighter ทั้งเรื่องได้ที่นี่ครับ









Advertisements

2 thoughts on “Legend of a Fighter (1982, Yuen Wo-Ping)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s