Shaolin Temple Trilogy – ไตรภาค เสี่ยวลิ้มยี่ (1982 – 1986)

หลี่เหลียงเจี๋ย อาจจะโด่งดังเป็นที่รู้จักจากบทบาท หวงเฟยหง แต่บท และหนังที่ถือว่าเป็นงานแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริง เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิต ก็คือ หนังกังฟูที่ชื่อว่า Shaolin Temple หรือ เสี่ยวลิ้มยี่ ในความทรงจำของคนไทยเรา หนังกังฟู จากจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากทั้งในฮ่องกง และทั่วเอเซีย ส่งผลให้มีภาคต่อติดตามออกมาอีก ถึงสองภาค กลายเป็นแสงวาบ ในช่วงท้ายของยุคหนังกังฟูรุ่งเรืองกลางยุค 80

จะว่าไปแล้วองค์ประกอบต่างๆ ของหนัง ถือว่าไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื้อเรื่องของแต่ละภาค ก็จะไม่ต่อเนื่องกัน แต่จะเป็นการนำเสนอเนื้อหาแบบเดิมๆ และเพิ่มจุดขาย องค์ประกอบใหม่ๆ เข้ามาในแต่ละภาคเสียมากกว่า

สำหรับจุดขายสำคัญอย่างคิวบู๊นั้น ได้รับการดูแลโดยทีมงานจากแผ่นดินใหญ่เอง ทีมผู้กำกับคิวบู๊ จากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ นั้นถือว่ามีฝีมือดีทีเดียว (ยกเว้นในภาคที่ 3) ส่วนบรรดาตัวประกอบ และสตั้นแมน ก็ดูมีทักษะทางร่างกายที่ยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นว่ามีพื้นฐานทางหมัดมวย และวูซู อยู่ไม่น้อย

เหตุผลแห่งความสำเร็จของหนัง จุดเด่นจริงๆ ของหนังกลับกลายเป็น การใช้ประโยชน์จากการเป็นงานโปรดักชั่น จีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างคุ้มค่า ทัศนียภาพ อันส่วนงามของประเทศจีน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างสำคัญอย่าง กำแพงเมืองจีน หรือแม่น้ำเหลือง ได้อย่างคุ้มค้า ที่ทำให้หนังออกมาดูยิ่งใหญ่อลังการ ตัวละครต่อสู้กัน บนโลเกชั่นที่แปลกใหม่ แตกต่างจากฉากในโรงถ่าย อันน่าอึดอัดของชอว์บราเดอร์ หรือสนามหญ้าชายป่าซ้ำซากแบบ โกเดนฮาเวสท์

เมื่อพูดถึง เสี่ยวลิ้มยี่ ก็ต้องพูดถึง หลี่เหลียงเจี๋ย หรือที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า Jet Li ที่เมื่อหนังภาคแรกฉายนั้น ถือว่าอายุน้อยมาก สำหรับพระเอกหนังบู๊กังฟูซักคน หนังทั้งสามเรื่องนี้ ก็ถือเป็นงานที่สร้างมาเพื่อสนับสนุนความสามารถ และเสน่ห์ของเขาโดยแท้ ที่มากไปกว่านั้น หลี่เหลียงเจี๋ย ในหนังทั้งสามเรื่อง เป็นหลี่เหลียงเจี๋ยที่ร่างกายยังสดใหม่ ไม่ได้ผ่านการบาดเจ็บครั้งใหญ่ เขายังคงหนุ่มแน่สดใหม่ ศักยภาพร่างกายยังคงมีอยู่อย่างเต็มที่

นอกจากพระเอกอย่าง หลี่เหลียงเจี๋ย แล้วทีมงานผลิตหนังกังฟูของจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ถือว่าเริ่มต้นพัฒนาจากหนังเรื่องนี้ ทั้งสองดาราอาวุโส หยูไห่ และ หยูชิงเหว่ย ที่รับบทเด่นเคียงข้างหลี่เหลียงเจี๋ย ในทุกภาคของหนัง คนแรกรับบทเป็นหลวงจีน จอมยุทธอาจารย์ของพระเอก ส่วนคนหลัง ก็แสดงเป็นทั้งตัวร้ายสุดแสบ (ภาค 1,3) และตัวดีสุดกวน (ภาค 2) เรียกว่าบทบาท ในหนังไตรภาคชุดนี้แทบจะกลายเป็นภาพจำ ติดตัวนักแสดงอาวุโสทั้งสองท่านไปเลย นอกจากนั้นเหล่าบุคลากรชาวจีนแผ่นดินหใญ่ มากมาย ยังได้ถูกค้นพบในเรื่องนี้

Shaolin Temple (1982, Cheung Yam-Yim)

หลี่เหลียงเจี๋ย รับบทเป็น เด็กหนุ่มชาวบ้าน ที่บิดาถูกขุนนางชั่วสังหาร โดยไร้ความผิด ตัวของเขาเองก็เกือบตกเป็นเหยื่อของความ อยุติธรรมนั้น แต่ถือว่าเป็นโชคดีที่สามารถหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บ ชายหนุ่มได้รับการช่วยเหลือ จากวัดวัดเส้าหลิน ที่นั้นเค้าได้ฝึกมวยจีน และวิชาอาวุธต่างๆ โดยหมายมั่นปั้นมือว่า จะกลับมาแก้แค้นให้บิดา ให้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ได้มีโอกาสช่วยเหลือ หลี่ซื่อหมิง ที่ต่อมากลายเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ถัง ในการต่อสุ้กับพวกขุนนางชั่ว

อย่างที่ว่าไปแล้วละนะครับ ถ้าพูดกันตามตรง หนังโดยเฉพาะภาคแรกนี้ นำเสนอเนื้อหาที่ซ้ำซาก ไม่แตกต่าง พล็อตเรื่อง อยู่ในหนังประเภท “แกฆ่าพ่อชั้น” ของจีนแบบทั่วๆ ไป คิวบู๊ก็จัดว่าดี แต่ไม่ได้ถึงกับยอดเยี่ยมกว่าหนังในช่วงเดียวกันแต่อย่างใด

เสี่ยวลิ้มยี่ นั้นถูกสร้างออกมาในปี 1982 เป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศจีน หลังจากการเดินทางมาเยือนของ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน พญามังกรแห่งเอเซียก็ได้โอกาสเปิดประเทศ นอกจากกีฬาปิงปอง ก็คือ ศิลปะป้องกันตัวประจำชาติ อย่าง มวยจีน (หรือวูซู) ที่ถูกนำออกมาเพื่อแสดง และสร้างความประทับใจต่อนานาอารยะประเทศ การแสดงมวยจีนโดยทีมนักกีฬา ชั้นแนวนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง

จุดเริ่มต้นของ เสี่ยวลิ้มยี่ นั้นก็คือตรงนี้นี่เอง เมื่อรัฐบาลจีนต้องการสานต่อ ความสำเร็จดังกล่าว จึงอนุมัติให้มีการสร้างหนัง เกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวออกมา เพื่อเหตุผลในการประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศเป็นประเด็นสำคัญ

เรื่องราวของวัดเส้าหลิน (หรือเสี่ยวลิ้มยี่) ถูกเลือกให้มาเป็นเนื้อหาหลักของหนัง เรื่องราวของเส้าหลิน ที่ถูกสร้างในหนังเรื่องนี้ ดูจะมีความแตกต่างจาก หนังเส้าหลินมากมายหลายร้อยเรื่อง ที่เคยถูกสร้าง โดยฮ่องกง หรือไต้หวัน โดยสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนฉากหลังพิมพ์นิยมจากยุคราชวงศ์ชิง และต่อสู้เชิงต่อต้านของ กบฏชาวฮั่น ต่อรัฐบาลแมนจู มาเป็นเรื่องราวที่ย้อนอดีตไปไกลกว่านั้นลิบ ในสมัยต้นราชวงศ์ถัง กับเนื้อหาที่ว่ากันด้วย การสร้างชาติของชาวฮั่น นั้นก็ดูจะไปกันได้ดี กับการเป็นหนังที่สนับสนุนโดยรัฐบาลอย่างนี้

หนังมีบริษัทจากทางฮ่องกงชื่อว่า บริษัท จงหยวน โดยนักทำหนังฮ่องกรุ่นลายคามอย่าง ผู้อำนวยการสร้าง ฟุฉี (Fu Qi) และผู้กำกับ จางซิ่งเหยิน (Cheung Yam-Yim) มาเป็นตัวจักรสำคัญ โดยทีมงานในกองถ่าย และนักแสดง แทบจะเป็นชาวแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด

เสี่ยวลิ้มยี่ ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึง เกือบสองปี ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย ของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานในละแวกแม่น้ำเหลือง ก็กลายเป็นวิบากกรรมครั้งใหญ คนทำงานทั้งเบื้องหน้า และหลังฐาน ทีมงานส่วนใหญ่ ก็เรียกได้ว่ามีประสบการณ์ที่น้อยมาก หลีเหลียงเจี๋ย เองก็ยังยอมรับว่า กองถ่ายหนังเรื่องแรกของเขานั้นแทบจะทำหนังไม่เป็นกันเลย

Shaolin Temple ภาคแรก หรือ เสี่ยวลิ้มยี่ นั้นเป็นหนึ่งในหนังกังฟูแห่งประวัติศาสตร์ จากตัวหนังเองก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่า ก็คือ การเป็นความพยายามแรกๆ สำหรับการทำหนังกังฟู จากประเทศหลังม่านไม้ไผ่ และที่สำคัญไปกว่านั้น ในฐานะงานแจ้งเกิด ของดารากังฟูหนึ่งในสาม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดการ นาม หลี่เหลียงเจี๋ย

  • Credits
    บริษัทผู้ผลิต – Chung Yuen Motion Picture Co.
    กำกับ – Cheung Yam-Yim
    อำนวยการส้าง – Liao Yi-Yuan
    เขียนบทภายพนตร์ – Sit Hau, Lo Siu-Cheung
    กำกับคิวบู๊ – Yue Hoi, Ma Yin-Tat, Pan Qingfu, Wong Seung-Hoi
    แสดงนำ -Jet Li Lian-Jie, Yue Hoi, Yue Sing-Wai, Ding Laam, Woo Gin-Keung, Sun Jian-Kui, Lau Waai-Leung, Ji Chun-Hua, Zhang Jian-Wen, Yan Di-Hua
  • Rating – 4/5

Shaolin Temple 2: Kids From Shaolin (1984, Cheung Yam-Yim)

Kids from Shaolin ภาคต่อจากหนังภาคแรก ที่ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเกี่ยวข้องกันเลย นอกจากพระเอกอย่าง หลี่เหลียงเจี๋ย และดาราอีกหลายๆ คนที่ยังตามมาแสดงในหนังภาคนี้ด้วย นอกเหนือจากนั้นก็แทบจะไม่มีอะไร ใกล้เคียงกับหนังภาคก่อนเลย

หนังเล่าเรื่องถึงสองครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน บ้านของเศรษฐีเปา เปาเซิ่งฟง (หยูชิงเหว่ย) ผู้เยี่ยมยุทธในทางกระบี่บู๊ตึ้ง เต็มไปด้วยทรัพย์สริงคาน และคฤหาสถ์หลังใหญ่ แต่กลับอาภัพบุตรผู้สืบสกุล มีแต่ลูกสาว ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ทั้งอ่อนวอนแก่เทพยาดาก็ไม่สำริดผล ขณะที่ถีอฝั่งคลองหนึ่ง

เทียนฟง (หยูไห่) และบุตรชาติทั้ง 7 เป็นผู้สืบทอดวิชาหมัดจากเส้าหลิน เทียนฟง เป็นจอมยุทธคนหนึ่ง ที่สมัยหนุ่มเขาได้ช่วยเหลือชาวบ้าน จากการโจมตีของพวกโจรป่า แม้จะสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้าม บาดเจ็บ จนล่าถอยไปได้ แต่ไม่สามารถรักษาชีวิตชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เอาไว้ได้ เหลือเอาไว้แต่บรรดาเด็ก และทารก ลูกหลานของชาวบ้านผู้ล่วงลับ เขากับน้องชายหยีหลงจึง รับอุปการะเด็กทั้งหมด และเลี้ยงไว้เป็นลูก

ทั้งสองบ้านบาดหมาง แม้อารองหยีหลงจะ แอบรักลอบชอบพอกับลูกสาวคนโตของบ้านตระกูลเปา ก็ถูกขัดขว้าง และตั้งข้อแม้ว่า ต้องมีวัวสิบตัวเท่านั้น ถึงจะยอมยกลูกสาวให้ เหล่าเด็กๆ (ที่นำทีมโดยเด็กโข่ง หลี่เหลียงเจี๋ย) จึงพยายามช่วยเหลือ สานสัมพันธ์ให้กับทั้งสองตระกูล เพื่อทางบ้านเปา จะได้ยกคุณหนูใหญ่ และคุณหนูใหญ่ และรองให้มาแต่งงานกับพ่อบุญธรรม และอารองของพวกเขา

แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากเต็มทน โดยเฉพาะลูกสาวคนที่สาม แห่งบ้านเปา นามซานฟ่ง (หวังเจียวหยิน) สาวห้าว ที่แต่งตัวเป็นชาย หิ้วกระบี่ ที่หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเส้าหลิน ตลอดเวลา เรื่องที่ทั้งสองตระกูลจะกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน ยิ่งดูห่างไกลขึ้นไปทุกที

จนกระทั่งพวกโจรที่ต้องการทรัพย์สมบัติของตระกูลเป่า รวมทั้งการแก้แค้นพวกเส้าหลิน ได้ปลอมตัวแทรกซึมเข้ามา ในตระกูลเป่า เพื่อแทบเรียนเพลงกระบี่บู๊ตึ้ง พร้อมกับยุแยงตะแคงรั่ว อาศัยใช้ประโยชน์จาก ความแตกแยก ทะเลาะแบะแว้งของทั้งสองตระกูล

โดยเฉพาะเนื้อหาที่ออกมาไป ดูง่าย เนื้อความสดใสน่ารัก และฝีมือลายมือของเหล่า นักแสดงตัวน้อย ผสมกับมุมตลกเบา มีกระทั่งฉากร้องรำทำเพลง และฉากเลือกคู่ เกี่ยวพาราศี เป็นงานที่สร้างออกมาเพื่อขยายตลาดไปสู่ผู้ชมวัยเยาว์ และสตรี เป็นหลัก ที่เห็นได้ชัดเจน ก็ตั้งแต่ฉากไตเติล ที่ทำออกมาในรูปแบบการ์ตูนอนิเมชั่นสีสัดสนใจ ดาราจากภาคแรกส่วนใหญ่ ก็กลับมาแสดงในภาคนี้ ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ

ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ หนังไม่ได้เป็น หลี่เหลียงเจี๋ย โชว์เต็มสูบแบบหนังภาคแรก ตัวละครอื่นๆ โดยเฉพาะเหล่าดาราเด็กทั้งหลาย กินเวลาออกจอไปพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนบทที่แสดงโดย หลี่เหลียงเจี๋ย ก็ถือว่าเป็นตัวละครเด่นตัวหนึ่งของเรื่อง แม้จะได้โชว์ลีลากังฟู แต่ก็เป็นในลักษณะของการแบ่งสรรค์ปันส่วนกันดาราคนอื่นๆ แม้กระทั่งคิวบู๊เต็มเหยียดในตอนท้ายเรื่อง ก็เป็นการโชว์ลีลาของนักแสดง จากทั้งเรื่อง มากกว่าจะเน้นไปที่ตัวเขาเพียงคนเดียว

การทำหนังให้ออกมาในแนว เบาสมอง นั้นทางหนึ่งก็ถือว่าสร้างความสนุก และแตกต่าง ได้มาก แต่ในทางเดียวกัน มุมตลกต่างๆ นานาที่ถูกนำเสนอนั้น เป็นประเภทที่ตกยุคตกสมัยได้ง่ายมาก เนื้อเรื่องที่ขาดความจริงจัง คิวบู๊ในเรื่องก็เป็นแบบผสมผสาน ทั้ง หมัดมวย เพลงอาวุธ รวมถึงลีลาการต่อสู้แบบพิศดาร ยังทำให้หนังค่อยข้างดูผิวเผิน ดูสนุก แต่ไม่ค่อยน่าประทับใจ และมีอะไรให้จดจำมากนัก

มีเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับดาราคนหนึ่งในเรื่อง ดาราสาวที่รับบท เจ๊สาม คุณหนูที่เก่งหมัดมวยในเรื่อง นั้นมีชือว่า หวงชิวหยิน เธอก็มีจุดเริ่มต้น ไม่แตกต่างกันดาราคนอื่นในเรื่องมากนัก เป็นนักกีฬาวูซุฝีมือดีของประเทศ ก่อนจะถูกคัดเลือกให้มาปรากฏตัว ในหนังเรื่อง Kids From Shaolin นี้เป็นครั้งแรก รวมถึงหนังภาคสามอย่าง Martial Art of Shaolin ด้วย

อย่างไรก็ตามอาชีพนักแสดงของเธอ กลับแสนสั้น นั้นก็เพราะว่า เธอ เลือกที่จะถอนตัวจากวงการ หลังจากการแต่งงาน เจ้าบ่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พระเอกของเรื่อง อย่างหลี่เหลียงเจี๋ย นั้นเอง ทั้งคู่เข้าพิิธีสมรสกันในปี 1987 มีลูกสาวด้วยกันสองคน แต่แล้วชีวิตสมรส กลับจบลงอย่างรวดเร็ว ในปี 1994 หรืออีกเพียง 7 ต่อมานั้นเอง

  • Credits
    บริษัทผู้ผลิต – Chung Yuen Motion Picture Co.
    กำกับ – Cheung Yam-Yim
    อำนวยการส้าง – Fu Qi
    เขียนบทภายพนตร์ – Leung Chi-Keung, Hoh Shu-Wa
    กำกับคิวบู๊ – Hu Jian Qiang, Yu Cheng Hui, Yu Hai, Sun Jian Kui
    แสดงนำ -Jet Li Lian-Jie, Wong Chau-Yin, Yue Hoi, Yue Sing-Wai, Ding Laam, Ji Chun-Hua, Woo Gin-Keung, Sun Jian-Kui
  • Rating – 3.5/5

Shaolin Temple 3: Martial Art of Shaolin (1986, Lau Kar-Leung)

หนังเรื่องสุดท้ายในชุด Shaolin Temple เป็นตอนที่ ตัวของหลี่เหลียงเจี๋ย บอกเองว่า เขาไม่ได้รู้สึกอยากทำหนังชุดนี้ต่อไปอีกแล้ว อย่างไรเสียความ ความตกการกับความ จำเป็น นั้นมักจะมาสวนทางกันเสมอ เมื่อทางบริษัทจากฮ่องกงอย่าง ชอว์ บราเดอร์ ได้ยื่นข้อเสนอ มาทางจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมทุนกัน เพื่อสร้างหนัง

โปรเจ็ค เสี่ยวลิ้มยี่ ภาคที่สาม จึงถูกออกมา ยอดผู้กำกับคิวบู๊ อย่าง หลิวเจียเหลียง ถูกส่งไปยังแผ่นดินใหญ่ พร้อมกับทีมงานจำนวนหนึ่ง ผสมกับทีมงานท้องถิ่นของที่นั่น ผลิตงานที่เรียกได้ว่า “ดีที่สุด” ในหนังชุด เสี่ยวลิ้มยี่ออกมา

เรื่องราวกลับมาใช้โครงของภาคแรก ที่ว่าด้วย หนุ่มน้อยชาวฮั่น ที่เข้าสู่เส้าหลิน หวังฝึกวิชาเพื่อกลับไปแก้แค้น ในท้องเรื่อง เขารับบทเป็นหลวงจีนน้อยนาม ซิหมิง แห่งวัดเส้าหลิน ที่ฝึกฝนวิชารอวันออกไป ทวงถามความแค้นต่อ หูเซา ข้าหลวงแห่งเหอหนาน ศัตรูผู้ใส่ร้ายจนบิดาของเขา ต้องถูกประหารชีวิต

จนกระทั่ง ซิหมิง ลักลอบออกจากวัด แอบปลอมตัวปะปนไปกับ พวกเชิดสิงโต ที่งานฉลองวันเกิดของ หูเซา เพื่อลอบสังหาร เขาได้ร่วมมือกับ หญิงสาวนาม ซื่อหม่าเหยียน ลูกสาวของซื่อหม่าจง ขุนนางผู้เคราะห์ร้ายอีกคน มีเจตนาเดียวกันคือต้องการสังหารเสนาชั่ว หูเซา เพื่อแก้แค้นให้พ่อ โดยมีเจ้าเหว่ย แห่งสำนักเส้าหลินใต้ ผู้จงรักภักดีกับซื่อหม่า ได้ออกติดตามไปช่วยเหลือด้วย ซื่อหม่าเหยียน ด้วย

แผนลอบสังหารนี้ไม่สำเร็จ และถูกทางการออกหมายจับ ทั้งสามพยายามหลบหนีการติดตามของพวกทหาร ไปได้ในที่สุด แต่หูเซาใช้อุบาย จนสามารถจับตัวซื่อหม่าเหยียนไปได้ในที่สุด ซิหมิง ต้องผิดต่อคำสั่งของอาจารย์ ออกจากวัดโดยพละการอีกครั้ง เพื่อร่วมมือกับเจ้าเหว่ยจึงบุกเข้าไปในรังศัตรู เพื่อช่วยเหลือนางออกมา โดยได้รับการสนับสนุนจากศิษย์แห่งเส้าหลินอีกนับสิบ

การได้ทีมงานจากฮ่องกงมา ถือว่าเปลี่ยนหนังไปในทางที่ดี อย่างเห็นได้ชัด คิวบู๊แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เช่นเดียวกับในเรื่องความสมจริงสมจัง และปราศจาก บรรยากาศของ มวยโชว์วูซู บวกกายกรรม อย่างที่ปรากฏมาในหนังภาคก่อนหน้า เนื้อหาก็ดูหนักแน่น เป็นเนื้อเป็นหนังยิ่งขึ้น ภาษาหนังดูร่วมสมัย ตัวละครมีชีวิตจิตมากกว่าที่ผ่านๆ มา เรื่องรักสามเส้าที่ใส่เข้ามากก็ไม่เลอะเทอะ และช่วยสร้างสีสรรค์ได้

หลิวเจียเหลียง เริ่มต้นหนังด้วยอารมณ์สนุกสนาน กับฉากฝึกฝนหมัดมวยในเส้าหลิน ก่อนจะพาหนังไปสู่ความตึงเครียดมากขึ้น ฉากลอบสังหาร ฉากหนีเอาชีวิต ทำได้อย่างจริงจัง (แม้จะมีฉากตลกโปกฮา อย่างการแต่งหญิงของหลี่เหลียงเจี๋ย มาแทรกเป็นระยะก็ตามที) ฉากต่อสู้ท้ายเรื่องนั้น ผู้กำกับยกตัวละครให้ไปบู๊กันกลางน้ำได้อย่างมันสะเด็ด หนุ่มสองคนกับไม้พลอง บนแพไม้ต่อสู้กับทหารแมนจู ที่อาวุธครบมือ เป็นฉากคิวบู๊หนังกังฟูดั่งเดิม ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกฉากในยุค 90 เลยทีเดียว

สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือ จากความยอดเยี่ยมของตัวหนังเอง เห็นจะเป็นเรื่องราวหลังฉาก นั้นไม่ได้ออกมาราบลื่น อย่างที่คาดหวังกันเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตัวพระเอก อย่างหลี่เหลียงเจี๋ย เอง ที่หลังจากนั้นอีกหลายปี ถึงได้ออกมาเปิดเผยถึงความอึดอัดจากการทำงานในครั้งนั้น ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก การทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานจากสองประเทศ

ตัว หลี่เหลียงเจี๋ย เองรู้สึกอย่างแรกกล้าถึง การแบ่งชนชั้นวรรณะ และความไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างทีมงานชาวจีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง ที่เกิดขึ้น ทั้งสองทีมได้รับแจกอาหาร คนละแบบกัน, รวมถึงค่าจ้างที่แตกต่างกัน เป็นฟ้ากับเหว ที่มากไปกว่านั้น ก็คือการไม่ให้เกียรติคนจีน จากทีมงานฮ่องกง หลี่เหลียงเจี๋ย บอกว่าวันหนึ่งเขา และเพื่อนตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด เพื่อมารอถ่ายทำ แต่ทีมงานฮ่องกง มากันสายมาก ที่แย่ไปกว่านั้นเมื่อผู้กำกับมาถึงกอง กลับบ่นว่าแสงน้อยเกินไป และยกเลิกการถ่ายทำไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียอย่างงั้น

น่าเสียดายที่การรวมงานกันครั้งแรกของหนุ่มนักบู๊ดาวรุ่ง และปรมจารย์แห่งหนังกังฟู ได้ผลลัพย์ที่ไม่ค่อยสวยงามซักเท่าไหร่ แม้ผลงานจะออกมาอย่างไม่มีที่ติ แต่ประสบการณ์การทำงานที่เกิดขึ้น กลับเป็นตรงกันข้าม ทำให้หลังจากนั้น คนทั้งสองก็ไม่ได้ร่วมงานกันอีกเลย

  • Credits
    บริษัทผู้ผลิต – Pearl River Film Production
    กำกับ – Liu Chia-Liang
    อำนวยการส้าง – Fu Qi
    เขียนบทภายพนตร์ – Si Yeung-Ping
    กำกับคิวบู๊ – Liu Chia-Liang Stunts Team
    แสดงนำ – Jet Li Lian-Jie, Woo Gin-Keung, Wong Chau-Yin, Yue Sing-Wai, Yue Hoi, Sun Jian-Kui, Lau Waai-Leung, Ji Chun-Hua, Mak Wai-Cheung, Yan Di-Hua
  • Rating – 5/5

5 thoughts on “Shaolin Temple Trilogy – ไตรภาค เสี่ยวลิ้มยี่ (1982 – 1986)

  1. ไม่อยากเชื่อว่า จะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงครับ
    แต่ผมก็เคยนึกสงสัยว่า ทำไมไม่เห็นหลี่เหลียนเจี๋ยร่วมงานกับหลิวเจียเหลียงอีกเลย
    เป็นเพราะเยี่ยงนี้นี่เอง

  2. ผมอ่านเรื่อง หลี่เหลียงเจี๋ย กับหลิวเจียเหลียง แล้วก็ตกใจเหมือนกันนะครับ

    จะว่าไปเฮียหลิวตอนดังนี้ ทะเลาะกับเค้าไปทั่วเหมือนกัน รู้สึกว่า ผู้กำกับ คิวบู๊ โรเบิร์ท ไท้ นี้ก็มีเรื่องกันถึงเกือบทำร้ายร่างกายเลย

    วงการหนังยุคนั้น คงจะชิงดีชิงเด่นกันมาก ยิ่งกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ นี่ไปใหญ่เลย

  3. คุณ mink2002 ช่ายโพสเกี่ยวหนังเส้าหลิน เรื่องขาตั้งสู้ด้วยหน่อย

    อะคัฟ ตัวเองเลือนๆไปแล้วแต่จำได้ว่าหนังกลางแปลงแถวบ้าน นำมา

    ฉายบ่อยมาก และก้อจำได้ว่าตัวเองเคยชอบหนังเรื่องนี้พอดูเหมือนกัน

    ยังงัยถ้ามีโพสไว้แล้วก้อขอโทดด้วยนะคัฟ

  4. เฮียหลิวแกมีเรื่องกับคนอื่นเยอะมากครับ
    ชวนให้คิดว่า ทำไมตอนแกมาร่วมงานกับคนอีโก้สูงอย่าง ดอนนี่ เยน ใน the seven swords
    ไม่ยักมีปัญหาแบบนี้บ้าง 555

  5. Shaolin Temple 3 ใช่ที่เข้าฉายในไทยชื่อ มังกรนัมปัก หรือเปล่าครับ และตอนจบ หลี่เหลียงเจี๋ย ยกกำไลให้เพื่อนใช่ไหมครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s