The Secret Rivals (1976, Ng See-Yuen)

โดย Somyos Thiamtawan

นอกเหนือจากสองยักษ์ใหญ่อย่าง ชอว์บราเธอร์ส และโกลเด้น ฮาร์เวสต์แล้ว แวดวงหนังฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 70 ยังมีสตูดิโอภาพยนตร์อิสระอีกหลายแห่ง ผุดขึ้นมาสร้างผลงาน โดดเด่นประดับวงการ … ที่น่าสนใจที่สุด คือ ซีแซนนอล ฟิล์ม คอร์เปอเรชั่น (Seasonal Film Corporation) ที่ก่อตั้งและดำเนินงานบริหารโดย ผู้กำกับ / ผู้เขียนบท ที่ชื่อ อู๋ซีหยวน (Ng See-Yuen)

แม้ว่าจะมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ดี ๆ หลายเรื่อง แต่ชื่อเสียง และความสำเร็จแท้จริงที่นับเป็นจุดพลิกผัน ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ อู๋ซีหยวน เริ่มต้นขึ้นในปี 1975 เมื่อเขาได้แยกตัวออกจาก อีเธอร์แนล ฟิล์ม ไปตั้งบริษัทของตนเอง ในนาม ซีแซนนอล ฟิล์ม โดยมีผลงานชิ้นประเดิมในอีก 1 ปีถัดมาเป็นหนังเล็ก ๆ ที่ชื่อ The Secret Rivals

ยอดยุทธ์ ‘หมัดใต้’ เซิ่งอิงเหว่ย (หวังเต้า) และเส้าอี้เฟย (หลิวจงเหลียง) เจ้าของสมญานาม ‘ขาเหนือ’ เข้าร่วมงานประลองยุทธ์ประจำปีที่จัดขึ้นในประเทศเกาหลี โดยมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ กำจัดจอมโจรยอดฝีมือนาม จิ้งจอกเงิน (หว่องจางลี) ที่แอบแฝงตัวอยู่ในงานนี้ แต่ต่างเหตุผล… เซิ่งอิงเหว่ย ต้องการที่จะขจัดภัย สร้างความสงบสุขให้กับยุทธภพ (ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทางการจีนส่งมา) ส่วนเส้าอี้เฟย ปรารถนาที่จะล้างแค้นให้พ่อและแม่ที่ถูกจอมวายร้ายฆ่าตาย

ในระหว่างที่กำลังเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที สองยอดฝีมือก็ได้ตระหนักว่า วรยุทธ์ของจิ้งจอกเงิน ร้ายกาจเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้ ในที่สุด หมัดใต้ และเท้าเหนือ ต้องรวมกระบวนท่าเฉพาะตัวของพวกเขาเข้าด้วยกัน อันเป็นทางเดียวที่จะสามารถล้มศัตรูผู้น่าเกรงขามตนนี้ลงได้

ย้อนไปในปีที่ออกฉาย The Secret Rivals เปรียบเสมือนคลื่นลูกเล็ก ๆ ลูกหนึ่งที่ลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร (หรืออีกนัยหนึ่งคือ หนังกังฟูฮ่องกงนับร้อยนับพันเรื่อง) สตูดิโอชอว์ฯ คือราชาแห่งตารางบ็อกซ์ ออฟฟิซในขณะนั้น อันเป็นเวลาเดียวกันกับที่ผู้ชมยังอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของ บรูซ ลี…ดังนั้น ภาพรวมของวงการหนังศิลปะการต่อสู้ในยุคนั้น จึงมีอยู่สองอย่าง ไม่หนังชอว์บราเธอร์ส ก็ Brucexploitation (หนังแอคชั่นเกรดบีที่นำเอานักแสดงโคลนนิ่งของ บรูซ ลี มาเป็นจุดขาย)

ด้วย ประการฉะนี้ การปรากฏตัวของ The Secret Rivals จึงเป็นการนำเสนอทางเลือกให้กับคนดูหนังยุคนั้น ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความซ้ำซากจำเจได้อย่างดีเยี่ยม เครดิตทั้งหมดต้องยกให้กับ อู๋ซีหยวน ที่กล้าเสี่ยงทำหนัง ด้วยแนวทางที่แตกต่างออกไป จากบรรดาคนทำหนังในยุคเดียว กัน เขาเลือกที่จะใช้โปรดัคชั่นแบบดิบเถื่อน และเน้นการออกแบบ มากกว่าที่จะใช้สิ่งของราคาแพง ขณะเดียวกัน แทนที่จะใส่ใจพล็อตเรื่อง หรือแรงจูงใจของตัวละครตามแบบเทรนด์ยอดนิยมในเวลานั้น ก็หันมาเน้นคิวบู๊ฉากต่อสู้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดถูกหลอมรวมออกมา เป็นหนังศิลปะการต่อสู้เรื่องนี้ ที่ในภายหลังได้กลาย มาเป็นต้นแบบให้กับหนังคัลต์มากมาย และที่สำคัญ นี่คือหนังที่แจ้งเกิดให้กับสามนักแสดง / นักเทควันโดที่โนเนมสุด ๆ ในสมัยนั้นอย่าง หว่องจางลี, หลิวจงเหลียง และหวังเต้า

นับ แต่คราวที่หนังเรื่องนี้ออกฉายจวบจนถึงปัจจุบัน ‘จิ้งจอกเงิน’ ยังคงเป็นตัวละครที่ ‘ดัง’ ที่สุดในชีวิตนักแสดงของ ปรมาจารย์เทควันโดสัญชาติเกาหลี หว่องจางลี (Hwang Jang-lee)… ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปยังฮ่องกง เขาได้ฝากผลงานไว้ในประเทศบ้านเกิดถึงแปดเรื่องด้วยกัน โดย The Secret Rivals นับเป็นภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่องที่สองของเขา ถัดจากการรับบทเป็นตัวประกอบเล็ก ๆ ในเรื่อง Shaolin Wooden Men… แม้ว่าอดีตครูฝึกกองทหารเกาหลีผู้นี้จะแสดงหนังมาหลายปี มีงานออกมาให้คนดูผ่านตาไม่ขาดตอนทั้งหนังกังฟูแบบดั้งเดิม และหนังแอคชั่นสมัยใหม่ แต่ผู้ชมเลือกจำบทบาทจอมโฉดผมเงินนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

จิ้งจอก เงิน ถือเป็นตัวร้ายที่น่าจดจำที่สุดตัวหนึ่งในโลกภาพยนตร์กังฟู (ถึงขนาดบริษัทผู้จัดจำหน่าย Xenon ต้องเปลี่ยนชื่อหนังบนหน้าปกกล่องดีวีดีเวอร์ชั่นของบริษัท เป็น Silver Fox Rivals เพื่อรองรับความโด่งดังของตัวละครตัวนี้กันเลยทีเดียว) ทั้งที่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว จิ้งจอกเงิน ช่างดูห่างไกลจากคำว่า ‘มีเสน่ห์’ หลายเท่านัก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือการแต่งกาย ทว่าสิ่งที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ขึ้นทำเนียบวายร้ายสุดคลาสสิคได้ ก็คือ ความสามารถเฉพาะตัวในเชิงต่อสู้ และเสน่ห์แบบดิบ ๆ ของหว่องจางลีที่หาใครแทนได้ยากยิ่ง นั่นเอง… นอกจากนี้ เขายังเล่นคิวบู๊ทุกฉากทุกตอนด้วยตัวเองอีกด้วย ยกเว้นซีนประเภทตีลังกาผาดโผนเท่านั้น ที่จำเป็นต้องได้รับการบริการแสดงแทนจาก หยวนเปียว และหยวนหัว

ในฐานะผลงานการแสดงเรื่องแรกแล้ว ต้องยอมรับว่า หลิวจงเหลียง (John Liu Chung-liang) ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว กับการแสดงเป็นตัวละครที่มีแรงจูงใจ ในการกระทำที่หนักแน่น ที่สุดของเรื่อง ลูกศิษย์ในชีวิตจริงของ ถันเต้าเหลียง ผู้นี้ เข้าวงการภาพยนตร์มาพร้อมกับสโลแกน “ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้คอมพิวเตอร์” (แต่ใช้ตัวแสดงแทนนิดหน่อย) เพราะเจ้าตัวเป็นนักเทควันโดเก่าอยู่แล้ว จึงแสดงทักษะการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ในฉากพะบู๊ของหนัง (แม้จะดับสนิทในภาคการแสดงก็ตาม) อย่างไรก็ตาม นับว่า หลิวจงเหลียง ยังพอเอาตัวรอดได้กับการแสดงเป็น เส้าอี้เฟย ด้วยใบหน้าและบุคลิกภาพที่กึ่งดีกึ่งเลว พร้อมกับความยืดหยุ่นของร่างกายในระดับที่น่าตกตะลึง ส่งให้เขาดู ‘ขึ้น’ บนจอได้อย่างไม่น่าเชื่อ… ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ความยอดเยี่ยมของหนัง ส่วนหนึ่งก็มาจากการเตะที่เฉียบคมตรงเป้าของหลิวจงเหลียง (โดยเฉพาะฉากฝึกวิทยายุทธ์ของเขา) นี่เอง

อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ได้รับการจดจำน้อยที่สุดในบรรดานักแสดงนำทั้งสาม คือ หวังเต้า (Don Wong Tao) แม้ว่าหนุ่มหล่อผู้นี้ จะถูกจัดเป็นหนึ่งในดารากังฟูฮ่องกงที่มีความสามารถรอบด้านที่สุด แถมการแสดงดรามาของเขา ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เสียด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เขาดู ‘จืด’ ไปถนัดตาในหนังเรื่องนี้ คงเป็นเพราะการได้รับบทบาทที่ไร้สีสันอย่าง หมัดใต้ (เหตุเพราะอู๋ซีหยวนได้พบเขา หลังจากที่หว่องจางลี และหลิวจงเหลียง ได้บทจิ้งจอกเงิน และขาเหนือไปแล้ว) และการแข่งกันขโมยซีน (ด้วยการเตะ) ของดารานำอีกสองท่านนั่นเอง…

แม้จะมีอดีตเป็นถึงนักเทควันโดสายดำดั้งสอง แต่เมื่อต้องมารับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญเพลงหมัด หวังเต้าก็สามารถออกท่าชกได้คล่องแคล่ว และสมจริง สร้างความสมดุล และหลากหลาย ให้กับภาพรวมของฉากแอคชั่นในหนัง ได้อย่างดีเยี่ยม แหล่งข้อมูลระบุไว้ว่า หวังเต้าใช้เวลาเรียน ‘มวยใต้’ จากผู้ออกแบบคิวบู๊ประจำกองถ่ายเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เขาก็กลายเป็น ‘หมัดใต้’ เซิ่งอิงเหว่ย ได้อย่างไม่เคอะเขินแล้ว

การใช้นางเอกใหม่แกะกล่องอย่าง เหลยซิ่วชิง (Lui Sau-ching) ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของ The Secret Rivals ที่เราจะเห็นเธอแสดงในบท แม่นาง ชิง เถ้ าแก่เนี้ยสาวพราวเสน่ห์ประจำโรงเตี๊ยมที่สองพระเอกเข้าพัก แม้ว่าเธอจะแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยก็ตาม แต่แค่ใบหน้าชวนหลงใหล (จนวีรบุรุษทั้งสองถึงกับหัวปักหัวปำ) และฉากโรแมนติคกับหวังเต้า ก็ช่วยหนุนส่งให้นักแสดงสาวคนนี้ ได้รับการจดจำจากผู้ชมในระดับหนึ่ง (แถมยังทำให้เธอถูกเลือกไปแสดง เป็นตัวร้ายในหนังระดับตำนานอีกเรื่องที่ออกฉายในปีเดียวกันอย่าง The Hot, The Cool and the Vicious อีกด้วย)

นอกจากนี้ หนังยังได้ หนานกังฟาน (James Nam Gung-fan) หนึ่งในดาวร้ายเจ้าประจำของชอว์บราเธอร์สมาแสดงเป็น หลงเหว่ย ลูกสมุนตัวแสบของท่านเจ้าเมือง (ผู้จัดงานประลองยุทธ์ในเรื่อง) ด้วย ใครที่เคยชมงานคลาสสิคอย่าง The Heroic Ones, The Water Margin, The 14 Amazons หรือ King Boxer ก็คงจะนึกสะดุดหน้าตากวนบาทาของดาราท่านนี้บ้างไม่มากก็น้อย โดยใน The Secret Rivals นี้ แม้ช่วงเวลาในการปรากฏตัวบนจอ จะไม่มากนักเมื่อเทียบกับเหล่าดารานำ แต่การแสดงเป็นคนเลวได้ดูเลวจริง ๆ บวกรวมกับทักษะการต่อสู้ และสีหน้าท่าทางสุดกวนโอ๊ยของหนานกังฟาน ก็ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับตัวละครของเขาได้มากโขทีเดียว

เหตุผล สำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ The Secret Rivals ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่ง ในหนังศิลปะการต่อสู้ที่ทรงอิทธิพล ที่สุดของวงการ หนังโลก (ทั้งยังได้ชื่อว่า เป็นผู้เข้ามากอบกู้วงการหนังกังฟูฮ่องกง ในช่วงกลาง ทศวรรษ 70 อีกด้วย) ก็คือ การเป็นต้นแบบของคิวบู๊สไตล์ ‘มวยเหนือ’ ซึ่งมีให้เห็นอย่างดาษดื่น ในหนังกังฟูที่ฮ่องกง และไต้หวัน สร้างขึ้นมานับ หลายร้อยเรื่องในช่วงยุค’ 70 และ 80 (รวมไปถึงเป็นแรงบันดาลใจ สำคัญที่ทำให้นักออกแบบท่าต่อสู้ หน้าใหม่ไฟแรงใน ขณะนั้นอย่าง หยวนขุย นำรูปแบบคิวบู๊ดังกล่าว มาใช้ จนช่วยผลักดันให้ผลงานกำกับฉากแอคชั่นของเขาอย่าง 7 Grandmasters กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดหนังกังฟูคลาสสิค ตลอดกาลไปโดยปริยาย)

กล่าวโดยย่นย่อ คิวบู๊สไตล์มวยเหนือ เป็นลีลาแอคชั่นที่เน้นการต่อสู้ในสไตล์ของอุปรากรปักกิ่งเป็นหลัก พูดง่าย ๆ คือ นำสไตล์แบบกายกรรม มาผสมผสานกับการต่อสู้ในรูปแบบอื่น ๆ ทำให้นอกจากจะมีท่วงท่าการเคลื่อนไหว อันทรงพลังอย่างที่ศิลปะการต่อสู้ของจริงมีแล้ว ฉากแอคชั่นมวยเหนือ ยังเจือความเป็น ‘กายกรรม’ ที่หวือหวาโลดโผน สร้างความเร้าใจให้กับผู้ชมอีกด้วย

สำหรับยอดฝีมือมวยเหนือแห่งแวดวงหนังฮ่องกง ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ผ่านการร่ำเรียน ในโรงเรียนสอนอุปรากรจีนมาก่อน โดยนอกเหนือจากบรรดา Big Name อย่าง หยวนหวูปิง, เฉิงหลง และกั๊วะจุย แล้ว กลางทศวรรษ 70 ยังนับเป็นช่วง ‘ยุคทอง’ ที่ผู้ออกแบบคิวบู๊มวยเหนือคลื่นลูกใหม่อีกหลายราย โผล่ขึ้นมาสร้างผลงานสะท้านยุทธภพ… ผู้ที่น่าสนใจที่สุดในจำนวนนั้น คือ หลี่จินหมิง (Tommy Lee Gam-ming) อดีตนักแสดงงิ้วปักกิ่งที่ผันตัวมาอยู่ในวงการหนัง รับเหมาทั้งงานเบื้องหน้า (นักแสดง) และเบื้องหลัง (ผู้กำกับ / ผู้ออกแบบคิวบู๊)… ในช่วงแรกของอาชีพ เขามีโอกาสได้ออกแบบท่าต่อสู้ให้กับภาพยนตร์ของ อู๋ซีหยวน ถึงสองเรื่องด้วยกัน ได้แก่ Tiger vs. Dragon และ Rage of the Wind…

จากการร่วมงานกันในระยะนี้เอง ที่ทำให้ผู้กำกับสกุลอู๋ เห็นแววรุ่งของหนุ่มนักออกแบบฉากพะบู๊แซ่หลี่ จนเมื่อมาสร้างสตูดิโอภาพยนตร์เป็นของตนเอง อู๋ซีหยวนก็ไม่ลืมที่จะเรียก ‘ผู้มีแวว’ คนนี้ มาทำหน้าที่เดียวกัน ให้กับภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูฯ เสียเลย และเวลาก็ได้พิสูจน์ให้ผู้ชมเห็นแล้วว่า อู๋ซีหยวนเป็นยอดคนเปี่ยมวิสัยทัศน์จริง ๆ เพราะเมื่อ The Secret Rivals ออกฉาย ชื่อของ หลี่จินหมิง ก็ปรากฏขึ้นในลิสต์ของนักออกแบบท่าต่อสู้ ระดับหัวแถวแห่งเกาะฮ่องกงทันที (แถมยังมีผลงานออกสู่สายตามหาชนอีก 20 กว่าเรื่อง) น่าจะกล่าวได้ว่า นอกจากจะเป็น Turning Point ของอู๋ซีหยวนแล้ว หนังปี 1976 เรื่องนี้ ยังนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ หลี่จินหมิง ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ความยอดเยี่ยมของฉากต่อสู้ใน The Secret Rivals มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ประการแรกคือ การแสดงให้เห็นว่า ศิลปะการต่อสู้มือเปล่ารูปแบบต่าง ๆ (โดยเฉพาะ เทควันโด) สามารถสร้างความตื่นเต้นบนแผ่นฟิล์มได้ หากนักแสดงเป็นผู้เชี่ยวชาญ และเข้าใจในหลักการของศิลปะแขนงนี้ อย่างแท้ จริง… อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ก่อนหน้าที่หนังเรื่องนี้จะออกฉาย ตลาดหนังกำลังภายในถูกผูกขาดอยู่แค่หนังสองจำพวก ได้แก่ หนังชอว์ฯ และหนังประเภท Brucexploitation ดังนั้น ฉากต่อสู้อันเป็นจุดขายของหนังประเภทนี้ที่ผู้ชมยุคนั้นจะได้เห็น หากไม่ใช่บรรดาอาวุธประหลาดแบบชอว์ฯ (อย่าง จักรพญายม ในเรื่อง The Flying Guillotine) ก็คงเป็นอิริยาบถและเสียงร้องโหยหวนของนักแสดงโคลนนิ่ง บรูซ ลี ที่แสนยียวนชวนรำคาญอย่างแน่นอน

สถานการณ์ย่ำแย่น่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ อาจจะยังคงดำเนินต่อไป หากขาดซีแซนนอล ฟิล์มมาขวางลำเสียก่อน ผู้สร้างรายใหม่มีเงินทุนจากแหล่งใด ไม่มีใครทราบแน่ชัด และไม่น่าจดจำเท่ากับ การสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการของพวกเขา ที่ดูราวกับเป็นการตอกย้ำกับเหล่าผู้สร้างหนังกังฟูว่า ทักษะการต่อสู้ด้วยมือและเท้า ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าพวกศาสตราวุธ หรือการฉาบฉวย ผลประโยชน์เพียงชั่วข้ามคืน ด้วยหน้าตาท่าทางของนักแสดงเลย

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ The Secret Rivals พลิกรูปโฉมการนำเสนอ และได้พัฒนารากฐานของฉากต่อสู้ ในภาพยนตร์ให้เข้มแข็งมั่นคงขึ้นไปอีกขั้น… แม้ตอนนี้ หลี่จินหมิงจะเลิกอาชีพออกแบบคิวบู๊แล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทำไว้ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกล้อง และลำดับภาพที่วูบวาบ หรือการผสมผสานศิลปะการป้องกันตัวชนิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยเน้น ‘เทควันโด’ เป็นหลัก ก็ทำให้ฉากมือเจอมือ, เท้าเจอเท้า และเท้าเจอหน้า ที่เขาออกแบบร่วมกับสองผู้ช่วยอย่าง เฉิน ชวน (Chan Chuen) และจาง คุน (Cheung Kuen) ยังคงเป็นมาตรฐาน ให้กับซีเควนซ์ประเภทนี้ทั้งบนจอเงิน และจอแก้วในยุคถัดมาอยู่มิเปลี่ยนแปลง เขาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงลีลาจากหนังกังฟูรุ่นเก่าสไตล์บรูซ ลีที่ตัดสินแพ้ชนะกันปุ๊บปั๊บฉับไว มาเป็นการพะบู๊แบบ Non-stop คือสู้กันชนิดเล่นเอาผู้ชมเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว

หนัง มีฉากแอคชั่นชั้นเยี่ยมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากดวลกันครั้งแรกระหว่างหวังเต้า กับหลิวจงเหลียง หรือซีเควนซ์ที่ขาเหนือ ซัดบรรดาลูกกระจ๊อก ของท่านเจ้าเมืองเสียหมอบราบ แต่หากพูดถึงฉากที่โดดเด่นที่สุดของเรื่อง คงต้องยกให้กับการต่อสู้ไคลแมกซ์ ที่มีฉากหลังเป็นบรรยากาศเขียวขจี และรูป ปั้นของเทพสัตว์ต่าง ๆ ซีนนี้สามารถแยกออกได้เป็นสองส่วนด้วยกัน ดังนี้

หนึ่ง ในฉากดวลที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกเซลลูลอยด์ ทั้งคู่ผลัดกันรุกและรับด้วยเพลงมวยเพลงเตะอย่าง ชนิดดุเดือดเลือดพล่าน ก่อนที่ฝ่ายแรกจะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งลงได้ โดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว นี่น่าจะเป็นฉากที่โชว์ความเป็น ‘เทควันโด’ มากที่สุดแล้วของเรื่อง กล่าวคือ ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือน กำลังชมการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ ชนิดนี้อยู่ก็ไม่ ปาน…

ซี เควนซ์นี้ เริ่มต้นด้วยการซัดกันระหว่าง หว่องจางลี กับหลิวจงเหลียง ก่อนที่อีกคนจะเข้ามาเสริมทัพ เมื่อเห็นฝ่ายหลังเพลี่ยงพล้ำ จากนั้นก็เป็นการต่อสู้แบบสองรุมหนึ่งสุดมันที่ไม่มีลวดสลิง หรือลูกเล่นราคาถูกใด ๆ มาให้รำคาญตา จะมีก็แต่การเตะ เตะ เตะ และเตะ เท่านั้น (โดยมากแล้ว มักเป็นการซ้ำท่าเตะเดียวกันตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป)…

“ช็อตเด็ด” ในฉากนี้ คือ ภาพสโลว์โมชั่นต่อเนื่องที่หลิวจงเหลียง สกัดกั้นฝ่ามือของหว่องจางลีด้วยการ ยกขาปัดไม้ตายของคู่ต่อสู้ ตามด้วยการหมุนตัวเตะเข้าที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามชนิดจัง ๆ… นับเป็นฉากที่เท่ที่สุดฉากหนึ่งของหนังเลยทีเดียว (ส่วนหนึ่ง ต้องขอชื่นชมสปิริตนักแสดงอันแรงกล้าของหว่องจางลีด้วย (ฮา))

และผลจากความพยายามแหกขนบของ หลี่จินหมิงก็คือ การที่ฉากแอคชั่นของ The Secret Rivals ยังดูทันสมัยและสดใหม่อยู่ แม้จะผ่านระยะเวลามากว่าสามทศวรรษแล้วก็ตาม… ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้เชี่ยวชาญและชื่นชอบหนังศิลปะการป้องกันตัว จะยกย่องให้ ฉากต่อสู้ของ The Secret Rivals เป็นอีกย่างก้าวหนึ่ง ที่สำคัญยิ่ง ในประวัติศาสตร์ของการออกแบบคิวบู๊ บนแผ่น ฟิล์ม

พ้น จากนี้ องค์ประกอบโดยรวมของ The Secret Rivals ก็แตกต่างจากหนังหมัดมวยเรื่องอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า นี่คือหนังที่สร้างโดยสตูดิโอภาพยนตร์อิสระ ซึ่งไม่มีหลักการทางเศรษฐศาสตร์มาจำกัดความคิด สร้างสรรค์ของทีมงานผู้สร้าง … อู๋ซีหยวนยกกองถ่ายไปยังเกาหลี เพื่อบันทึกทัศนียภาพอันสวยสดงดงาม ในฐานะฉาก หลังของเรื่อง พร้อมทั้งยังประณีตพิถีพิถัน ในด้านงานกำกับศิลป์, ดนตรีประกอบ, การออกแบบตึกร้านบ้านช่อง, เครื่องแต่งกาย (ที่ดูแล้ว ชวนให้นึกถึง แดจังกึม ขึ้นมาตงิด ๆ) และการสร้างภาพสะท้อนศิลปวัฒนธรรม ของผู้คนเกาหลีในยุคสมัยโบราณ ได้อย่างมี ชีวิตชีวาเหมือนจริง…

ผลตอบรับกลับมาจากทุกประเทศ (โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) คุ้มค่าเงินทุน (อันต่ำต้อย) ที่ลงไป จึงมีการสร้างภาคต่อออกมาอีกสองภาคในปี 1977 และ 1981 (ภาคสุดท้าย เปลี่ยนตัวผู้กำกับเป็น จางซานเอ้อ เจ้าของหนังดังอย่าง Incredible Kung Fu Mission แทน) โดยหันไปเน้นที่ตัวละคร ขาเหนือ ซึ่งยังคงรับบทโดย หลิวจงเหลียง เช่นเดิม

สองภาคต่อมาออกห่างจากคุณภาพและมาตรฐานที่ภาคแรกทำไว้ไปทุกที รายได้ก็ลดลงเป็นลำดับ การสร้างหนังชุดนี้ จึงถูกเลิกไว้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมในหนังกังฟูที่อู๋ซีหยวนและ The Secret Rivals ร่วมกันปลุกขึ้นมา ยังคงดำเนินต่อไป และถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ช่วยขับดันให้หนังแนวนี้ มีแรงเดินทางต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ตอนเลือก Top 50 Kung Fu Movies of All Time ผมยังไม่ได้ดู The Secret Rivals นะครับ และเมื่อได้ดูแล้ว ก็ชื่นชอบประทับใจถึงขั้นต้องเลือกให้อยู่ในอันดับต้น ๆ (แต่ผมไม่สามารถเปลี่ยนโผได้แล้ว) จึงขอถือโอกาสใช้เนื้อที่ตรงนี้เป็นที่ติดป้ายประกาศ แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า The Secret Rivals คือหนึ่งในเพชรเม็ดงามของหนังศิลปะการต่อสู้ ที่คนรักหนังประเภทนี้ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

  • บริษัทผู้สร้าง – Seasonal Film Corporation
    กำกับ – Ng See Yuen
    อำนวยการสร้าง – Ng See Yuen
    บทภาพยนตร์ – Ng See Yuen
    ถ่ายภาพ – William Cheung Kei, Lei Ming
    ออกแบบงานศิลป์ – John Ting Yuen Tai
    กำกับคิวบู๊ – Chan Chuen, Tommy Lee Gam Ming
    แสดงนำ – Hwang Jang Lee, Don Wong Tao, John Liu Chung Liang, James Nam Gung Fan, Yuen Biao, Tong Kam Tong
  • Rating – 5/5

One thought on “The Secret Rivals (1976, Ng See-Yuen)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s