Master of the Flying Guillotine – เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม (1976, Jimmy Wang Yu)

ไม่มีสิ่งใดที่จะจับจิตจับใจ จินตนาการของแฟนหนังกำลังภายในได้เท่ากับ อาวุธเพชฌฆาตแสนครีเอตนาม จักรพญายม หรือที่ฝรั่งเรียกกันด้วยชื่อสุดเก๋ว่า Flying Guillotine ในโลกภาพยนตร์ยุคเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยกราฟฟิคคอมพิวเตอร์ อาจทำให้อาวุธชนิดนี้ดูด้อยค่า

ผิดกับปี 1974 เมื่อตัวละครจอมยุทธ์สุดดังที่แฟนหนังกำลังภายในเรียกกันติดปากว่า “ไอ้ด้วน” ซึ่งแสดงโดย จิมมี่ หวังอยู่ ต้องมาเผชิญหน้ากับอาวุธนรกชนิดนี้เป็นครั้งแรกใน Master of the Flying Guillotine หนังกังฟูที่อุดมไปด้วยฉากแอคชั่นต่อสู้ ยาวเหยียดและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุด เรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมาในโลกเซลลูลอยด์ ทำให้หนังทุนสร้างต่ำต้อยเรื่องนี้ กลายเป็นคัลต์คลาสสิคที่ ประสบความสำเร็จมากที่สุดของหวังอยู่ไปโดยปริยาย

ตามที่ผู้บรรยายอธิบาย ในสมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิหย่งเจิ้น ได้ทำการฝึกฝนนักฆ่าจำนวนมากในการใช้จักรพญายมไว้ใช้ กำจัดเหล่ากบฏราชวงศ์หมิง อาวุธที่ดูเพ้อฝัน แต่อันตรายถึงตายชนิดนี้ดูคล้ายหมวก ที่มีขอบเป็นมีดเลื่อย และใช้โซ่เส้นยาว ในการบังคับ ผู้ใช้ขว้างอาวุธชนิดนี้ไปครอบศีรษะของผู้เคราะห์ร้ายไว้ ก่อนที่ใบมีดที่ซ่อนอยู่ในจักรจะดีดออก พร้อมกับตัดศีรษะของเหยื่อไปด้วยพร้อม ๆ กัน

ฮงเซ้งบ่อกี้ (Kam Kong) จอมยุทธ์บอด หนึ่งในสุนัขรับใช้ขององค์จักรพรรดิ ได้ทราบข่าวจากนกพิราบสื่อสารว่า จอหลง ,จอหู่ ศิษย์ทั้งสองของเขาถูกกบฏที่ชื่อ หยีเทียนหลง หรือ จอมยุทธ์แขนด้วน (หวังอยู่) ฆ่าตาย ฮงเซ้งปลอมตัวเป็นหลวงจีนวัดเส้าหลิน และออกตามล่าจอมยุทธ์แขนด้วนที่ตอนนี้ได้เปิดสำนักกังฟูขึ้น

ขณะเดียวกันหยีเทียนหลง ก็ได้ถูกเชิญให้ไปร่วมเข้าแข่งขันประลองยุทธ์ที่จัดขึ้น โดยเจ้าสำนักกงเล็บเหยี่ยว อู่ฉางเซิ่ง (หลงฟง) แต่จอมยุทธ์หนุ่มสมัครใจขอเป็นผู้ชมเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็หาได้หยุดความแค้นของฮงเซ้ง ในการที่จะตัดหัวของจอมยุทธ์แขนด้วนไม่ ตาเฒ่าบอดร่วมมือกับสามผู้เข้าแข่งขันชาวต่างชาติตามล่าหยีเทียนหลง ส่วนฝ่ายไอ้ด้วน และพรรคพวก ก็ได้จัดเตรียมกับดักมากมาย ในการที่จะเอาชนะศัตรูทั้งสี่ให้จงได้

แนว คิดเกี่ยวกับจักรพญายมอาจจะไม่ใช่ของแปลกของใหม่อะไร แต่มันก็สะดุดตาและชวนให้นึกถึง Flying Guillotine หนังชอว์บราเดอร์สที่ได้ออกฉายตัดหน้าไปก่อนถึง 2 ปี (กำกับโดย เหอเมิ่งหัว และมี เฉินกวนไถ้ แสดงนำ) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบในด้านของคุณภาพแล้ว ทั้งสองเรื่องพอ ๆ กัน (แถมยังถูกมองว่าเป็นหนังคัลต์เหมือนกันทั้งคู่เสียด้วยสิ!!) และแม้จะมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันในบางส่วน แต่เวอร์ชั่นของหวังอยู่ดังกว่าหนังต้นฉบับมาก ด้วยโครงเรื่องและความสนุกแบบประหลาด ๆ ของมันที่สร้างกระแสโดนใจคอหนังกังฟูทั่วโลก

โดยเฉพาะในอเมริกา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากการฉายในรอบมิดไนต์และ ไดรฟ์-อิน ก่อให้เกิดหนังเลียนแบบนับสิบเรื่อง โดยเรื่องที่โดดเด่นที่สุด นอกจาก Flying Guillotine และภาคต่ออย่าง Flying Guillotine 2 (ตี้หลุงและกุ๊ฟงแสดงนำ) แล้ว ก็ยังมี Fatal Flying Guillotine หนังกังฟูอินดี้อีกเรื่องหนึ่งที่นำแสดงโดยหวังเจียต้าและเฉินซิง

ในฐานะดารา คงไม่ต้องกล่าวสรรพคุณใด ๆ ให้มากความ เพราะหวังอยู่เป็นถึงหนึ่งในตำนานของหนังกำลังภายใน ด้วยผลงานสุดคลาสสิคหลาย ๆ เรื่องที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อาทิ One-Armed Swordsman ,The Assassin ,Golden Swallow ฯลฯ

แต่ถ้าในฐานะผู้กำกับล่ะ…ชื่อของหวังอยู่เริ่มกระฉ่อนขึ้นมาเมื่อ Chinese Boxer หนังกังฟูดุเดือดเลือดสาดแนวอินดี้ของเขาออกฉาย ด้วยแนวทางการทำหนังประเภทที่เราต้องอุทานว่า ‘คิดได้ไง’ ของเขา เป็นที่ถูกใจผู้ชมหนังแนวคัลต์/ฮาร์ดคอร์เป็นอย่างยิ่ง ยังผลให้ภาพยนตร์เรื่องต่อ ๆ มาของผู้กำกับหวังอยู่ เป็นที่เฝ้ารอของทั้งแฟนพันธุ์แท้และแฟนพันธุ์เทียม (ที่รอด่า ถ้าเกิดเขาพลาดขึ้นมา) Master of the Flying Guillotine คือหนึ่งในหนังเหล่านั้น

เป็น ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง หวังอยู่ไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน กังฟูที่เขาแสดงในหนังล้วนแล้วแต่เป็นผลพลอยได้ ที่เขาได้รับจากการทำงานร่วม กับชอว์บราเดอร์สในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ท่าทางต่อยเตะของเขา เมื่อออกจอแล้วจะดูเงอะ ๆ งะ ๆ กว่าดาราหมัดมวยคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ดาราหน้าหยกผู้นี้กลับกลายเป็นผู้ที่ไปได้ไกลที่สุด (ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก) ด้วยจินตนาการอันล้ำเลิศและลูกเล่นต่าง ๆ ที่เขาใช้เอนเตอร์เทนคนดู (เพื่อทดแทนความสามารถทางการต่อสู้ที่เขาไม่มี) ไม่ว่าจะเป็นการเดินบนกำแพงที่หวังอยู่เคยทำมาแล้วใน Return of the Chinese Boxer หรือตัวละครแปลก ๆ (สำหรับคนดูในยุคนั้น) อย่าง นายเหม็น (Sham Chin-bo) จอมยุทธ์จากประเทศไทยผู้ใช้มวยไทยเข้าห้ำหั่นกับพระเอก ฯลฯ

Master of the Flying Guillotine นับเป็นการนำเอาสูตรสำเร็จเก่า ๆ มารีไซเคิลได้อย่างสนุกสนานในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือมันเป็นเหมือนเครื่องรับประกันคุณภาพ ความเป็นผู้กำกับหนัง กังฟูชั้นยอดให้กับหวังอยู่ อีกทั้งยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เขามีหน่วยก้านเหมาะสมกับการเป็นผู้กำกับขนาดไหน จนถึงขั้นที่อาจกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวเขาไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดด้อยของหวังอยู่ก็คือ ลูกเล่นและลูกบ้าของเขา ซึ่งว่าไปแล้ว มีผลเสียมากกว่าผลดี ผลเสียที่ว่าคือ มันทำให้ผลงานชั้นดีระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ อุดมไปด้วยความซ้ำซากจำเจของ หนังทำนองนี้ทั่ว ๆ ไปที่มากันครบแทบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่พยายามทำให้ดูซับซ้อนเกินความจำเป็น (ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย) ,ดนตรีประกอบที่ฟังแล้ว เหมือนกับว่าต้องการสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม (แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับฟังดูทะแม่งหูพิลึก โดยเฉพาะดนตรีประกอบในซีนสุดท้ายที่ชื่อ Lonely Shepard ซึ่งถูกเควนติน ทารันติโนหยิบเอาไปใช้คารวะใน Kill Bill: Volume 1 ซะด้วย!!)

กระทั่งฉากต่อสู้ ซึ่งเคยสร้างความแปลกใหม่ฮือฮาแก่ผู้ชมในยุคที่หนังเพิ่ง ออกฉายใหม่ ๆ เมื่อมาดูกันในปัจจุบันก็กลับกลายเป็น “ธรรมดา” เหลือเกิน การต่อยตีดูเชื่องช้าและยืดยาวเกินไป อย่างไรก็ดี ทั้งหมดที่ว่ามา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายทุกคนพร้อมใจกันยอมรับ ก่อนชมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค ในการรับชมหนังที่ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้อง การเอาสาระอะไรอยู่แล้ว ไม่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องจะย่ำแย่ขนาดไหนก็ตาม

และยิ่งหากคุณเป็นคอหนังกังฟู ที่ไม่ได้สนใจอะไรเลย กับงานศิลป์หรือการวิเคราะห์แรงจูงใจ ของตัวละครทั้งหลายแหล่ และสิ่งเดียวที่คุณมองหาในการชมหนังสักเรื่องคือ ความมันส์ ผมพูดได้เพียงว่า คุณเลือกหนังถูกเรื่องแล้ว เพราะ Master of the Flying Guillotine อุดมไปด้วยความรุนแรง ,อุดมไปด้วยฉากแอคชั่น และคงไม่น่าลังเลที่จะบอกว่า ตัวหนังทั้งเรื่องอุดมไปด้วยความสนุก เร้าใจกึ่งวิปริตอย่างน่าประหลาด

แน่นอนว่า บท ย่อมไม่ใช่สิ่งสำคัญในหนังแบบ Master of the Flying Guillotine แน่ ๆ ฉะนั้นสิ่งที่น่าพูดถึงที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นฉากแอคชั่นทั้งหลายที่สร้างสรรค์ ,เข้มข้นและเหลือเชื่อ

หลิวเจียเหลียง และ หลิวเจียหย่ง คู่ปรมาจารย์คิวบู๊แห่งเกาะฮ่องกง คือผู้ที่ถูกหวังอยู่ดึงตัวมาออกแบบท่าต่อสู้ให้ นั่นอาจมีส่วนทำให้ฉากแอคชั่นในหนังดูมีระดับและคลาสสิคสุด ๆ แต่ในขณะเดียวกันทุกฉากทุกตอนก็ดูเหลือเชื่อและ ‘โอเวอร์’ เกินจริงจนถึงขนาดที่ผมดูไปก็อุทานไปว่า “ทำไปได้”…ขนาดนั้น!!

แต่อาการโอเวอร์ของ Master of the Flying Guillotine ก็ใช่ว่าจะเป็นข้อเสีย เนื่องจากมันออกมาในเชิงล้อเลียนตัวเองเสียมากกว่า ราวกับหวังอยู่ออกมาประกาศว่า ข้าจะโม้แบบไม่สนใจอะไรแล้วนะ!! แล้วก็จัดฉากแอคชั่นแต่ละฉากออกมาได้ชวนตะลึง (ว่าคิดมาได้ไงเนี่ย?) เป็นที่สุด ซึ่งถ้าหากเราปล่อยตัวปล่อยใจไปกับหนัง และยอมรับเงื่อนไขความไม่สมจริงของมันได้ ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามันสนุกและเมามันส์มาก!!

ไฮไลท์ ของหนังคือ ฉากการประลองยุทธ์ระหว่างเหล่านักสู้ ตัวละครเหล่านี้ไม่มีหน้าที่มากไปกว่าเป็นแค่ตัวแสดงฉากบู๊ผาดโผน จึงทำให้ผู้คนเกือบทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนตัวละครในเกมไฟท์ติ้ง มากกว่าจะเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อจริงจัง ตัวละครจอมยุทธ์นักสู้หลาย ๆ ตัวในเรื่องดูเหมือนหลุดออกมาจากวีดีโอเกมยังไงยังงั้น (โดยเฉพาะนักสู้เชื้อสายแขก ผู้ใช้วิชาโยคะในการต่อสู้ที่ยืดหดแขนทั้งสอง ข้างได้!!) จากจุดนี้ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึก มีความผูกพันหรือเอาใจช่วยตัวละครใดตัวละคร หนึ่งโดยเฉพาะเลย แม้กระทั่งตัวพระเอกก็ตาม…

แต่ ฉากแอคชั่นในหนังได้รับการใส่ใจกันเป็นพิเศษ นอกจากจะมากทั้งปริมาณและความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและดูเข้มข้นสมจริงสมจังเอามาก ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานี้ ต้องถือว่าสมการทุ่มทุนและทุ่มเทจริง ๆ การแข่งขันประลองยุทธ์และจักรพญายม อาจไม่ใช่ของใหม่สำหรับหนังแอคชั่น แต่หลิวเจียเหลียงและหลิวเจียหย่งก็ทำออกมาได้น่าตื่นตา

ส่วนฉากแอคชั่นแบบลองเทคไม่มีตัด ทั้งแบบสั้นและยาวเป็นการสร้างสรรค์หนังบู๊หมัดมวยไปอีกขั้น เราสามารถพบเห็นฉากทำนองนี้ใน Master of the Flying Guillotine ได้ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะใน ฉากการประลองยุทธ์ ที่สองพี่น้องตระกูลหลิวหยิบเอาศิลปะการต่อสู้ หลากชนิดมาดวลกันได้อย่างสุดมันส์และต่อเนื่องยาวนาน

อาทิ มวยลิงปะทะกงเล็บเหยี่ยว ,เปียวิเศษปะทะมวยปล้ำสไตล์มองโกล ,หมัดพยัคฆ์กระเรียนปะทะมวยไทย ฯลฯ โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชอบการดีไซน์ท่าต่อสู้ระหว่างมวยต่างสไตล์แบบนี้เอามาก ๆ เพราะมันเป็นการถ่ายทอด ทั้งความบันเทิง และความงดงามของศิลปะการต่อสู้แบบ โบราณได้ในเวลาเดียวกัน

ซึ่งเหตุผลหลักนอกจากการกำกับคิวบู๊ของนักออกแบบท่าต่อสู้แล้ว ความดีเด่นนี้ต้องยกให้กับการถ่ายภาพและการออกแบบงานสร้างด้วย แม้ว่าเทคนิคการถ่ายทำที่ทันสมัยของหนังกำลังภายในยุคหลัง ๆ จะทำให้การสร้างสรรค์ของหวังอยู่ เมื่อ 30 ปีที่แล้วดูหยาบโลนและ “จืด” ลงไปพอประมาณ (ด้วยงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยสุด ๆ) แต่ถ้าลองดูให้ดี ๆ จะเห็นว่า เทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ใน Master of the Flying Guillotine ยังมีให้พบเห็นได้ในหนังแอคชั่นสมัยใหม่หลายต่อหลายเรื่องอยู่เลย

ฉากต่อสู้ที่ดู “ช้า” และ “ไม่ถึงอกถึงใจ” เมื่อเทียบกับหนังกำลังภายในรุ่นหลัง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัด ทางด้านเครื่องไม้เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายทำ แต่ถ้านึกถึงว่า ภาพที่เรากำลังดูอยู่นั้นเป็นหนังเก่าซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน และยังเป็นครั้งแรก ๆ ที่มีการต่อสู้ทำนองนี้เกิดขึ้นบนจอหนัง ก็ต้องถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก (อารมณ์ความรู้สึก น่าจะใกล้เคียง กับการได้เห็นฉากต่อสู้เหยียบยอดไม้กลางป่า ไผ่ใน Crouching Tiger, Hidden Dragon เป็นครั้งแรกนั่นแหละครับ)

โดยเฉพาะฉากต่อสู้ไคลแมกซ์ที่หยีเทียนหลง ใช้ร้านทำโลงศพเป็นสถานที่ดวลเป็น ดวลตายกับฮงเซ้ง ฉากนี้เต็มไปด้วยลูกเล่นเจ๋ง ๆ ที่น่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรงนกพิราบ และขวานติดสปริงที่ไอ้ด้วนติดตั้งไว้เพื่อจัดการกับ ไอ้บอด ,การเดินบนกำแพงอย่างไม่เกรงแรงโน้มถ่วงของเทียนหลง หรือศีรษะของฮงเซ้งที่หมุนได้รอบ 360 องศา

สองพี่น้องตระกูลหลิว ใช้การออกแบบคิวบู๊ที่ประณีตน่าตื่นตาและการตัด ต่อลำดับภาพอันฉับไว (กรุณาอย่าเทียบกับหนังในปัจจุบันเป็นอันขาด เพราะยังไงก็ช้ากว่าจนเห็นได้ชัด) ผนวกเข้ากับมุมกล้องและการถ่ายทำแบบลองเทคนี่เอง จึงส่งผลให้ฉากต่อยตีง่าย ๆ กลายเป็นการต่อสู้อันพิศดารตื่นตาเร้าใจได้อย่างน่าอัศจรรย์

มาว่ากันในส่วนของนักแสดง ถ้าไม่นับหวังอยู่แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า ผู้แสดงใน Master of the Flying Guillotine ล้วนเป็นดารา (กังฟู) เกรดบีทั้งสิ้น และที่น่าทึ่งคือ “ความเด่น” ของพวกเขา แม้ว่านักแสดงเหล่านี้จะออกมาเพียงคนละไม่กี่ฉาก แต่ก็หาได้ขโมยซีนกันและกันไม่

ที่โดดเด่นกว่าใครก็คือ Sham Chin-bo ในบท นายเหม็น (ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า “ศักดิ์ชาย” ในเวอร์ชั่นพากย์ไทย) ที่ข่มทุก ๆ คนในฉากที่เขาแสดงด้วยแม่ไม้มวยไทยได้อย่างสุดยอด อันนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นความชอบส่วนตัวของผู้กำกับรึเปล่า? เพราะเห็นพี่แกเน้นเหลือเกิน (แม้กระทั่งการไหว้ครูก็ยังอุตส่าห์หยิบมาใส่โชว์ด้วย) เน้นจนสามารถกล่าวได้ว่า มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องรองจากกังฟู เลยก็ว่าได้

ส่วนคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็มี หลงเฟย ในบท เหยาหม่าซื่อหลาง ตัวร้ายชาวญี่ปุ่น ,หลงชุนเอ๋อ ดารากังฟูสาวสวยกับบท อู่เสี่ยวเตี๋ย นางเอกของเรื่อง ,หนึ่งในผู้กำกับคิวบู๊ของหนัง หลิวเจียหย่ง ก็โดดลงมาแสดงกับเขาด้วย กับบทจอมยุทธ์พลองสามท่อน จางเจียยี่ ที่ต้องประลองฝีมือกับ เหอเป๋อเว่ย ผู้ใช้พลองยาว ที่รับบทโดย กั๊วะจุย แห่ง The Venoms และ หวังลี่ ดาราดาวร้ายเจ้าประจำของจางเชอะ ที่แอบโผล่ออกมาสร้างสีสันให้กับหนังกันคนละนิดคนละหน่อย

ความสนุกประการต่อมาของผมในการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ การนั่งสังเกตดู “อิทธิพล” (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ที่ปรากฎในงานของคนทำหนังรุ่นต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดฉากทัวร์นาเมนท์และอาวุธสุดพิศดารใน Game of Death ,ฉากการดวลชี้ชะตาท่ามกลางทะเลเพลิงระหว่างเจินจื่อตัน ,อู๋หย่งกวงกับเจินชิกวานบนยอดเสาไม้ใน Iron Monkey หรือฉากต่อสู้ของโกโก ยูบาริใน Kill Bill: Volume 1 ซึ่งมี “ร่องรอย” การหยิบยืมให้เห็นกันเต็ม ๆ ตาเลยทีเดียว

กล่าวได้ว่า สิ่งที่หวังอยู่ได้แสดงลวดลายเอาไว้ ทั้งใน Chinese Boxer จนมาถึงเรื่องนี้ ยืนยันได้ดีว่าเขายังคงเป็น ‘สิ่งพิเศษ’ อีกประการของวงการหนังกังฟูเทียบเท่าผู้มาทีหลังอย่าง บรูซลี และ เฉินหลง

ทั้งสองคนนั้น ภายหลังเป็นที่รู้จักทั่วโลก หนังของพวกเขาต่างมีปัญหาเหมือน กันในแง่ของการเล่าเรื่องหรือบทหนังที่แข็งแรง ลีเคยมีหนังเล่าเรื่องได้ดีอย่าง The Big Boss ,Fist of Fury ,The Way of the Dragon ก่อนจะมาละเลยเรื่องราว เน้นหนักใส่ใจกับฉากแอคชั่นเต็มที่ใน Enter the Dragon หนังโกอินเตอร์ของแท้เรื่องแรก

สำหรับเฉินหลง เคยมีผลงานในยุคเฟื่องฟูอย่าง Snake in the Eagle’s Shadow ,Drunken Master ,The Young Master หรือ Police Story ซึ่งเล่าเรื่องได้ดีพอ ๆ กับการเสนอฉากแอคชั่น ก่อนจะมีผลงานที่เล่าไม่เอาไหนเมื่อถึงวันดังไปทั่วโลก หนังทั้งหลายในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา มีใครจำได้บ้างว่ามีพล็อตเป็นอย่างไรกัน ไม่ต่างจากความเป็นไปของลีในหนังเรื่องสุดท้าย ผู้ชมจดจำกันได้แค่ฉากต่อสู้ เพราะหนังเหมือนจะทำไว้ให้จำกันแค่นั้น

ทั้งหมดคือข้อบกพร่องของพระเอกนักบู๊ ผู้มาทีหลังเมื่อถึงวันโกอินเตอร์ ต่างจากหวังอยู่ ที่แม้ว่าจะโด่งดังทะลุฟ้าแล้ว แต่ก็ยังทำหนังได้น่าติดตามตลอดทั้งเรื่องเช่นเดิม โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นฉากแอคชั่นหรือไม่ ทุกจังหวะสนุกต่อเนื่อง ด้วยความโอเวอร์บวกกับความหวือหวาโฉ่งฉ่างของตัวละคร ฉากแอคชั่นแต่ละครั้งเกิดขึ้นถูกที่ถูกเวลา หวังอยู่ใช้ทุนรอนที่มีอยู่เพียงน้อยนิด (พร้อมทั้งความนิดน้อยในทักษะศิลปะการป้องกันตัวของเขาด้วย) ไปกับหนังห่วยแต่ดูสนุกเรื่องนี้ได้อย่างคุ้มค่า

ทำให้ Master of the Flying Guillotine กลายเป็นครูของ ‘หนังที่เลวซะจนกลายเป็นดีไปเลย’ ด้วยความที่มีครบทั้งงานสร้างเพี้ยนจนดูไม่ออกว่าดีหรือห่วย ,ความโอเวอร์ชนิดอยู่เหนือการควบคุม ,บทพูดไร้เหตุผล ,การแสดงสุดบ้าบอ และจักรพญายม ที่ผสมผสานกันจนกลายเป็นความไม่เหมือนใครและไม่มีใครกล้าเหมือน

ซึ่งเดิมทีพวกฝรั่งก็ชอบของประหลาด ๆ แบบนี้อยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ Master of the Flying Guillotine จะสร้างกระแสโดนใจคอหนังกังฟูฝั่งตะวันตกได้ หลักฐานที่ชัดเจนคือ มันเป็นหนึ่งในหนังเอเชียเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างไม่เป็นทางการว่า เปิดฉายรอบมิดไนต์ในอเมริกายาวนานที่สุด (และเมื่อนำมาทำเป็นดีวีดี ก็โด่งดังมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นสุดยอดหนังคัลต์ ที่คอตัวจริงต้องดิ้นรนหามาดูให้ได้)

การที่ส่วนประกอบทั้งหมดล้วนแปลกประหลาด ทำให้ที่สุดแล้ว Master of the Flying Guillotine กลายเป็นหนังในอุดมคติที่น่าจดจำที่สุดอีกเรื่องแห่งยุคทศวรรษ 70 สำหรับคอหนังกังฟู ซึ่งโชยหึ่งไปด้วยกลิ่นอายความเป็น “คัลต์” อย่างรุนแรงชนิดที่จะทำให้ผู้ชมต้องอุทานว่า “หนังบ้าอะไรเนี่ย!!”

อย่าง ไรก็ตาม ไม่ว่าจะพิจารณากันในแง่มุมไหน หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นหนังเยี่ยมยอดอมตะ และสมราคาที่ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์และผู้ชมในวงกว้างให้เป็น “หนึ่งในหนังฮ่องกงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา” ซึ่งหาหนังศิลปะการต่อสู้ได้น้อยเรื่อง ที่จะยืนยงอยู่เคียงคู่สถานะเช่นนี้ นอกจาก Fist of Fury ของ บรูซลี และงานระดับมาสเตอร์พีซของ เฉินหลง อย่าง Project A แล้ว ก็คงจะมี Master of the Flying Guillotine ของ หวังอยู่ นี่แหละ ที่กลายเป็นตำนานหน้าหนึ่ง ของวงการหนังคัลต์ สายพันธุ์ฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้ว

แต่เหนือสิ่งอื่นใด…คำเพียงคำเดียวที่พอจะนิยามหนังเรื่องนี้ ได้กะทัดรัดชัดเจนที่สุดก็คือ “เจ๋ง”

โดย Somyos Thiamtawan

The Kung Fu Epic

ผมพึ่งหยิบเอา Master of the Flying Guillotine กลับมาดูอีกครั้งหลังจากได้ดูหนังไทยเรื่อง องค์บาก ภาคสอง ของจา พนม ไปนะครับ ตอนดูหนัง องค์บากจบ ก็นึกถึงหนังเรื่องดังแห่งปี 1976 เรื่องนี้ของหวังหยู่ทันที แม้จะสร้างห่างกันยาวนานถึง 30 ปีแต่หนังสองเรื่องก็มีอะไรให้ชวนเปรียบเทียบ อยู่เหมือนกัน

องค์บาก 2 และ Master of the Flying Guillotine เป็นงานที่ผู้สร้างดูจะ แสดงออกอย่างชัดเจน การลดทอนความสำคัญของการเล่าเรื่อง มีเนื้อหาเพียงหลวมๆ ทำหน้าที่เชื่อมฉากต่อสู้ฉากต่อฉาก นอกจากนั้นหนังทั้งสองเรื่อง ยังรวมรวมเอา ศิลปะการต่อสู้มากมายหลายชนิด ทั้งที่ปรากฏอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และจิตนาการขึ้นมาจากอากาศธาตุ มาปะทะกันแบบไม่มียั่ง

ความแตกต่างประการสำคัญระหว่าง จา พนม และหวังหยู่ นั้นอยู่ตรงที่ทักษะในการแสดงฉากต่อสู้นั้นเอง ในขณะที่ดารานักบู๊ชาวไทย สามารถแสดง ความนัสจรรย์ทางร่างกายอยู่ตลอดทั้งเรื่อง หวังหยู่กับดูตรงกันข้าม ดาราชาวฮ่องกงที่ไม่ได้ขึ้นลือชาด้านนี้เท่าไหร่นัก ดูเหมือนนี่จะเป็นจุดบอด แต่ในความเป็นจริงๆ กลับกลายมาเป็นข้อดีได้อย่างเหลือเชื่อ

ฉากไครแม๊กซ์สุดอลังการของ Master of the Flying Guillotine ก็คือฉากกังฟูทัวร์นาเมนท์ในตอนช่วงกลางเรื่อง ที่กินเวลายาวนานเกินกว่ายี่สิบนาที โดยแทบจะเรียกว่าเนื้อเรื่องไปไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย หวังหยู่ก็ดูเหมือนจะรู้ศักยภาพตัวเอง โดยทำหน้าที่เป็นเพียงคนนั่งดู ปล่อยให้ดาราบู๊มากหน้าหลายตา ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร ได้โชว์ลีลา ที่มีทั้งโหดมันฮา จนกลายเป้น ฉากแห่งประวัติศาสตร์หนังกังฟูไปแล้ว

สามารถดูฉากดังกล่าวจาก Youtube ด้านบนครับ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    First Film
    อำนวยการสร้าง – Wong Cheuk-Hon
    กำกับ – Jimmy Wang Yu
    กำกับคิวบู๊ – Lau Kar-Yan, Lau Kar-Leung, Lau Kar-Wing
    แสดงนำ – Jimmy Wang Yu, Kam Kong, Lau Kar-Wing, Lung Kun-Yee, Yu Sung-Chao, Doris Lung Chun-Erh, Robert Tai, Philip Kwok Chun-Fung, Lung Fong
  • Rating – 5/5
Advertisements

One thought on “Master of the Flying Guillotine – เดชไอ้ด้วนผจญฤทธิ์จักรพญายม (1976, Jimmy Wang Yu)

  1. เท่าที่ทราบ เฮียหวังอยู่แกไม่เป็นยุทธ์เลยล่ะมั้งครับ
    แต่ได้ยินว่า เคยเป็นนักกีฬาโอลิมปิกหรืออะไรสักอย่าง
    รูปร่างจึงค่อนข้างสมาร์ท สูง ผิดกับดาราชาวจีนในยุคนั้น

    เสียดายที่ช่วงหลัง ๆ เฮียแกก็ห่าง ๆ งานแสดงไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s