The Sword of Swords – ฤทธิ์ไอ้บอด (1969, Ching Gong)

The Sword of Swords เล่าเรื่องโดยมีดาบเป็นตัวต้นเหตุ “ดาบเหนือดาบ” ยอดดาบวิเศษ ที่ผ่านสมรภูมิมามากมาย โดยเฉพาะเป็นดาบที่นักรบผู้กล้าใช้เพื่อต่อกรกับ ผู้รุกรานต่อต่างชาติ และได้รับชัยชนะปราบศัตรูให้ล่าถอยไปมากมาย ดาบเหนือดาบ ไม่ใช่เป็นเพียงศาสตรายุทธ แต่หมายถึงความรุ่งเรือง หรือดับสิ้น ของประเทศชาติ

เวลาผ่านไปหลายปี ดาบตกอยู่ในมือของ จอมยุทธ เหม่หลิงชวน (จิงเหมียว) ที่ครอบครอไว้รอเวลาเหมาะสมคืนแก่ราชสำนัก เนื่องจากดาบมีเหลือกำลังรับ แค่ชักออกฟาดฟัน ก็แสดงพลังอานุภาพออกมามากมาย จึงเป็นที่ต้องการ สำหรับคนมากมายโดยเฉพาะพวกคนเถื่อนต่างชาติ ชีวิตของเหม่หลิงชวนจึงตกอยู่ในอันตรายตลอดมา ครั้งหนึ่งเขาเสียท่าพวกโจรป่า ลอบทำร้าย และถึงกับจับลูกเมียของเขาไว้เป็นตัวประกันเพื่อแลกกับดาบวิเศษ แต่โชคดีได้จอมยุทธหนุ่ม ฟางจื่อซวง (เทียนเฟิง) ช่วยเหลือ เพื่อตอบแทนบุญคุณจึงรับบุรุษหนุ่มไว้เป็นตัวประกัน

เวลาผ่านไป จนกระทั่งจอมยุทธเริ่มก้าวเข้าสู่วัยชรา จึงคิดมอบดาบวิเศษแก่ศิษย์คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ครอบครองต่อไป ในฐานะศิษย์อันดับหนึ่ง และเป็นกระทั่งผู้มีพระคุณเคยช่วยเหลือชีวิตอาจารย์ เขาจัดให้มีการประลองยุทธเพื่อหาผู้ที่เหมาะสมอย่างแท้จริง และแล้ว ฟางจื่อซวง ก็ได้พบกับความพ่ายแพ้ และสูญเสีย ดาบเหนือดาบ ไปในการประลองให้แก่ศิษย์น้องสามที่ชื่อว่า หลินเจิ้นชิว (หวังหยู่) เด็กหนุ่มท่าทางออกโยน ที่มักตกเป็นลูกไล่ของ ฟางจื่อซวง อยู่เสมอ แต่แท้จริงแล้วเขามีฝีมือที่เหนือกว่าใคร

หลินเจิ้นชิว เป็นเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรดาๆ ที่ประกอบอาชีพนายพร่านล่าสัตว์ หาของป่าตามเรื่องตามราว เขาเข้าสู่สำนักเพียงเพื่อฝึกวิชาป้องกันตัว จากสัตว์ร้ายในป่า ไม่ได้มีความทะเยอทะยานใดๆ ที่นอกเหนือจากการเป็นนายพรานเหมือนบิดา ยิ่งความรุ่งเรื่องในฐานะจอมยุทธนั้นยิ่งไม่อยู่ในหัวของ หลินเจิ้นเชียว นับแต่ได้ดาบเหนือดาบมาครอง ชีวิตของเขา ก็ดูจะเข้าสู่วงวนแห่งชาวยุทธ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวผจญภัย ฆ่าฝัน และสูญเสีย ซึ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการ และเรียกร้องแม้แต่น้อย

ความจริงเปิดเผยออกมาว่า แท้จริงแล้ว ฟางจื่อซวง นั้นพื้นแพแต่เบื้องหลังเป็นโจร เหตุการณ์ช่วยเหลือ เหม่หลิงชวน นั้นเป็นเพียงละครบทหนึ่งที่เขาเขียนขึ้น เพื่อสร้างความดีความชอบ และเข้าใกล้ตัวจอมยุทธชรา และดาบวิเศษ แต่เมื่อดาบเหนือดาบตกไปอยู่ในมือผู้อื่น มันก็กระชากหน้ากากตัวเองออกมา ฟางจื่อซงไปเข้ากับพวกคนโจร ที่มีกำลังคนมหาศาล เพื่อชิงดาบ นำไปขายแก่พวกเถื่อนต่างชาติ โดยทำทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็น ด้วยการใช้กลอุบาย หรือแผนสกปรก เพื่อชิงดาบมาเป็นของตัว

ด้วยสัญญาที่จะรักษาดาบ เพื่อมอบคืนแก่ราชสำนัก อย่างที่ให้ไว้กลับอาจารย์ หลินเจิ้นชิว ต้องกล้ำกลืน ต่อการยั่วยุ เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่ดาบวิเศษจะตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงกันข้าม เข้าต้องเผชิญกับการต่อแยของฝ่ายศัตรู ที่มีทั้งอิทธิพล และกำลังคน ที่ตามรังควานเขา และครอบครัวอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเริ่มลุกลามใหญ่โตขึ้นทุกขณะ ทั้งชีวิตของคนในครอบครัว หลินเจิ้นชิว ตกอยู่ในอันตรายทุกขณะ สุดท้ายเขาถูกทำร้าย จนกลายเป็นคนตาบอด ส่วนภรรยาก็โดนชิงตัวไป เช่นเดียวกับดาบวิเศษ ที่ในที่สุดก็ตกไปอยูในมือของ ฟางจื่อซวง หลินเจิ้นชิวในสภาพย่ำแย่ บอบช้ำทั้งร่างกาย และจิตใจ ได้รับความช่วยเหลือจากหญิงชราจิตใจงาม พื้นฟูร่างกาย และต่อสู่เพื่อเอาชนะความพิการ ด้วยการใช้ประสาทสำผัสหู ที่เขาเฝ่าฝึกฝน ในระหว่างตาบอด จนสามารถกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง สุดท้ยเขาตัดสินใจเผชิญหน้ากับศัตรู เพื่อยุติปัญหาทั้งหมด ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

เนื้อเรื่องของ The Sword of Swords ก็อาจจะติดกับขนบเดิมๆ ไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบบฉบับตัวละครประเภท ตัวร้ายสารพัดเลว ตัวดีสารพัดซวย รวมถึงการที่เรื่องราวคลี่คลายไปในทางธรรมะเอาชนะอธรรม ได้ในตอนท้าย ก็ไม่ใช่สิ่งที่นอกเหนือความคาดเดาของคนดูนัก แต่หนังมีจุดเด่นอยู่ที่การ การสร้างเล่าเรื่องที่แสนจะกดดัน เพื่อเน้นชตากรรมที่น่าเศร้าของตัวละคร โดยเฉพาะ ตัวเอกอย่าง หลินเจิ้นชิว นั้นถูกกดดันด้วยสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ จนถึงการทำร้ายทั้งร่างกาย และจิตใจ ชนิดนับไม่ถ้วน

หนังดำเนินเรื่องไปด้วยการค่อยๆ สร้างความบอบช้ำให้แก่ตัวละคร ทีละน้อย โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่การวิภาควิจารณ์ โลกแห่งการทะเยอทะยาน หนังกำลังภายในโดยทั่วไปนั้น มุ่งหวังที่จะเชิดชูชีวิตการผจญภัยแต่ The Sword of Swords นั้นทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ด้วยการฉายภาพที่เต็มไปด้วยตัณหาราคะ ของคนที่เป็นจอมยุทธ และโลกแห่งความทะเยอทะยาน

เริ่มต้นด้วยเรื่องราวผจญภัย อันน่าตื่นเต้น กับอาวุธวิเศษ ก่อนจะพาคนดูเข้าสู่ โลกแห่งความเป็นจริง นำเสอนการต่อสู้อันยาวนาน และบีบคั้น ของจอมยุทธผู้ทะเยอทะยาน กับนายพรานหนุ่ม ที่ฝึกฝนวิทยายุทธเพียงเพื่อไว้ป้องกันตัวจากอันตรายจากเสือในป่า หารู้ไม่ว่าวิทยายุทธกลับนั้น กลับชักนำเข้าสู่ความเลวร้ายของคน ที่ร้ายยิ่งกว่าเสือนัก มีอยู่ตอนหนึ่งในเรื่อง ที่ตัวเอกถูกกดดันถึงกับหลุดปากด่าตัวร้ายออกมาว่า “ไอ้คนชาติชั่วไร้หัวใจ” สิ่งที่ ตัวร้าย ฟางจื่อซวง ตอบกลับมานั้นสั้นๆ ง่าย “เพราะดาบเหนือดาบไงละ” เฉิงกัง สร้างให้ The Sword of Swords เป็นงานที่สะท้อนความน่าสลดหดหู่แห่ง โลกจอมยุทธ ที่มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การทะเยอะไปให้สูงขึ้น เก่งขึ้น มีอำนาจมากขึ้น โดยไม่สนใจที่จะเลือกวิธี และลืมเลือนคุณธรรมทั่วไปของมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากโลกเราในปัจจุบันนี้เท่าไหร่นัก

ผู้กำกับเฉิงกัง นั้นเป็นคนทำหนังร่วมยุคสมัยเดียวกันกับ “บิดาแห่งหนังกำลังภายใน” อย่าง คิงฮู และจางเชอะ ส่วนใหญ่เรามักจะรู้จักเขากันในฐาน พ่อของเฉิงเสี่ยวตง (A Chinese Ghost Story, Swordsman, Hero, House of Flying Dagger) ผู้กำกับคิวบู๊ชื่อดังในยุคปัจจุบัน เทียบกับผู้กำกับท่านอื่นๆ เฉิงกันมีผลงานไม่มากนัก ส่วนร่วมในพัฒนาการ ของหนังกำลังภายใน ก็ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของการ คิด และสร้างนวัฒกรรมใหม่ๆ อย่างที่ คิงฮู จางเชอะ และอาจจะรวมไปถึงหลอเจียเหลียง หรือ หลอเหว่ย ได้สร้างเอาไว้ เฉิงกังเพียงหยิบองค์ประกอบต่างๆ ที่ได้ถูกสร้างมาแล้ว นำมาใช้เล่าเรื่องของตนเอง ซึ่งที่สุดแล้วนั้นาอาจจะกลายเป็นผลดี โดยการสร้างหนังที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ก็ตาม ทำให้เฉิงกัง มุ่งในการสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง และตัวละครที่น่าสนใจ มากไปกว่าการทำหนังให้หวือหวาด้วยเทคนิค

เช่นเดียวกับหนังหนังกำลังภายในยุคแรกๆ ส่วนใหญ่ ที่สร้างโดยมีอิทธิพลจากรุนแรงจากหนังซามูไรของญี่ปุ่น สำหรับของกรณีของ The Sword of Swords นั้นคงสามารถเฉพาะเจาะจงได้โดยง่ายๆ ว่า หนังรับอิทธพลส่วนใหญ่มาจาก ซาโตอิจิ (Zatoichi) นอกจากนั้น การที่ตัวเอกมีจุดเด่น อยู่ที่การสูญเสียอวัยวะนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ The Sword of Swords จะถูกจัดเข้ากลุ่ม ต่อแถว ไว้กับงานเก่าๆ ประเภทเดียวกัน ของหวังหยู่ อย่าง เดชไอ้ด้วน (และภาคต่ออีกมากมายชนิดนับกันไม่ไหว ทั้งที่เกี่ยวดองกันทางเนื้อเรื่อง หรือเกี่ยวดองกันแค่คำว่า “ด้วน” ก็ตามที)

อย่างไรก็ตาม The Sword of Swords สามารถก้าวข้ามพ้นเงาของหนังเงาของหนังต้นแบบที่ว่านั้นมาได้ ด้วยการสร้างสรรค์เนื้อเรื่องที่โดดเด่น โดยไม่ได้มองข้ามงานในทางเทคนิค ทั้งการถ่ายภาพ ฉาก หรือ เครื่องแต่งกาย ทำออกมาได้ค่อนข้างดี เช่นเดียวกันกับที่คิวบู๊ยังอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยสองมือดีของชอว์บราเดอร์ในยุคนั้นอย่าง หลิวเจียเหลียง และถังเจีย ที่ออกแบบคิวบู๊ในเรื่องได้อย่างสมจริง สนุกตื่นเต้น มีอะไรให้ลุ่นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามจุดสำคัญของ The Sword of Swords ก็คือการมีดาราที่ยอดเยี่ยม

หวังอยู่ นั้นยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องมีคำบรรยายเสริมกันกันถึงความยิ่งใหญ่ เด็ดเดี่ยทรนงของเขา กันอีกแล้ว เขาถือว่าเป็นพระเอกในโลกกำลังภายในคนแรก หยิ่งทรนงถึงขนาดที่ว่า ก้าวออกจากชอว์บราเดอร์ขณะที่ความรุ่งเรือง ของสตูดิโอแห่งนี้แทบจะพุ่งสู่จุดสูงสุด นอกจากตัวของหวังอยู่เองแล้ว บทบาทของเขาในเรื่อง The Sword of Swords นี้ก็ถือว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

ดาราอีกท่านที่จะลืมเลือนไปไม่ได้ก็คือ เทียนเฟิง ดาราอาวุโสท่านนี้พูดได้ว่าโด่งดังมาพร้อมๆ กับหวังอยู่ใน เดชไอ้ด้วน (One-Armed Swordsmen) ในบทของอาจารย์ของตัวเอง (ที่แสดงโดยหวังหยู่) แต่ในครานี้ เทียนเฟิง เปลี่ยนมารับบทศัตรูคู่อาฆาตของหวังหยู่แทน ด้วยใบหน้าที่เหมือนเสยะยิ้มอยู่ตลอดเวลา เทียนเฟิง ตลอดชีวิตการแสดงของ เทียนเฟิง รับบทวนอยู่อยู่ประมาณนี้ ไม่อาจารย์ ก็ตัวร้าย โดยปัจจุบันเขาก็ยังมีงานแสดงออกมาให้เห็นกันบ้าง เรื่องล่าสุดเห็นจะเป็นหนังสั้น Eros ของผู้กำกับขวัญใจนักวิจารณ์อย่างหว่องกงไว

ก็ขอย้ำกันอีกครั้งว่าในช่วงปี 1966 – 1970 นั้นที่ถือว่าเป็นขวบปีของการตั้งไข่ของหนังกำลังภายในยุคใหม่ ถ้านับเอาความประทับใจส่วนตัวของผมเอง The Sword of Swords นั้นถือเป็นอันดับหนึ่ง และสถานะของผู้กำกับ เฉิงกัง นั้นถูกจดจำไว้ในฐานะผู้กำกับระดับรองนั้นเป็นสิ่งเข้าใจได้ เพราะเหตุผลหลายประการที่ว่าไว้ แต่ถ้าพูดกันถึงงานชิ้นเดียว The Sword of Swords นั้นยืนอยู่เคียงข้างงานอย่าง Come Drink With Me (หงศ์ทองคะนองศึก) หรือ One Armed Swordsman (เดชไอ้ด้วน) ได้อย่างไม่ขัดเขินเลย

  • บริษัทผู้สร้าง – Shaw Brothers
    กำกับ – Ching Gong
    อำนวยการสร้าง – Runme Shaw
    กำกับคิวบู๊ – Tong Gaai, Lau Kar Leung
    แสดงนำ – Jimmy Wang Yu, Li Ching, Shu Pei-pei ,Tin Fung, Wong Chung-shun, Cheng Miu, Lau Kar-leung, Yeung Chi-hing, Ouyang Shafei, Tong Gaai, Lee Ho
  • Rating – 5/5

2 thoughts on “The Sword of Swords – ฤทธิ์ไอ้บอด (1969, Ching Gong)

  1. เอ่อ อันนั้นผู้กำกับ เขียนบทและสร้างเป็นชาวอาทิตย์อุทัยดังนั้นไอ้ด้วยก็ต้องแพ้ไอ้บอดตามระเบียบ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s