Feature Aricle: Mandarin Vs. Cantonese / บทความพิเศษ: หนังภาษาจีนกลาง และกวางตุ้ง

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/greatest.jpg

Greatest War On Earth (1957, Wong Tin-Lam)

สำหรับคนไทยนั้น หนัง “จีน” หรือ “หนังฮ่องกง” จะพูดภาษาอะไรก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่เปล่งออกจากปากนักแสดงในจอนั้น ล้วนเป็นเสียงพูดภาษาไทย ที่ผ่านปากนักพากย์มืออาชีพ มาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เราสนใจก็คือ หนังจะฮาขึ้นจากเสียงพากย์รึเปล่า หรือว่าในหนังจะมุขฮา บ้าบอ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลย เข้ามาบ้าง แต่สำหรับหนังฮ่องกงนั้น ภาษาถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ฮ่องกงนั้นเป็นเขตปกครองพิเศษ ที่ครั้งนึงเคยเป็นของอังกฤษ ต่อมาจึงถูกส่งคืนให้กับจีน ภาษาพูดในฮ่องกงก็คือ ภาษาจีนกวางตุ้ง ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ และส่วนอื่นๆ ของโลกส่วนใหญ่ใช้ภาษาจีนแมนดาริน (จีนกลาง) ภาษาพูดทั้งสองชนิด มีลักษณะการออกเสียงที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ถึงแม้จะมาจากพื้นฐานเดียวกันก็ตาม

อุตสหกรรมหนังฮ่องกงนั้นเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากผู้สร้างหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ พากันอพยพหนีสงครามกลางเมือง ความวุ่นวายทางการเมือง และสงครามระหว่างจีน กับญี่ปุ่น ในช่วงปี 1946 เข้าสู่ฮ่องกง จนกระทั่ง ปี 1949 เมื่อพรรคคอมมิวนิสท์จีน ได้รับชัยชนะในการแย่งชิงอำนาจ นั้นทำให้ศูนย์กลางหนังภาษาจีนย้ายจาก เซียงไฮ้สู่ฮ่องกงไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้หนังฮ่องกงยังมีตลาดอยู่ในวงจำกัด แต่หลังสงครามช่วงยุค 50 ทั้งบริษัทสร้างหนังจากทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึง นักลงทุนจากเอเซีย เช่น มาเลเซีย และสิงค์โปร์ ต่างข้ามน้ำข้ามทะเลมาขุดทองในวงการหนังของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ภายในเวลาอันไม่นานหนังฮ่องกงกลายเป็นสินค้าที่ส่งไปทั่วโลกทั้ง เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงแทรกซึมไปสู่ชาติตะวันตก ผ่านการฉายตามไชน่าทาวน์ แห่งเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น ในนิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ ฯลฯ

กลับไป ณ จุดเริ่มต้นของหนังฮ่องกงอีกครั้ง ในช่วงยุค 50 – 60 ถือเป็นช่วงแห่งการแข่งขันระหว่างหนังแมนดาริน และหนังกว้างตุ้งอย่างแท้จริง อันหนึ่งเป็นภาษาที่คนจีนส่วใหญ่ใช้กัน ส่วนอีกอันเป็นภาษาของคนฮ่องกงเอง

กวางตุ้ง – Cantonese

https://i1.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/hairpin.jpg

The Legend of Purple Hairpin (1959, Li Tie)

ภาษากวางตั้ง เป็นภาษาที่นิยมพูดกันในแถบภาคใต้ของจีนโดยเฉพาะมณทณกวางโจว ครอบคุมประชากรถึง เกือบ 70 ล้านคน ในฮ่องกงเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวใต้ ภาษากวางตุ้งจึงถูกเลือกใช้ให้เป็นภาษา ทางราชการ เคียงคู่กับภาษาอังกฤษ หนังกวางตุ้งที่สร้างกันในยุคแรกๆ ส่วนใหญ่ ก็เป็นหนังงิ้วกวางตุ้งที่เน้นเพลง และดารางิ้วชื่อดัง เพื่อตลาดในประเทศเป็นหลัก

เรื่องที่ดังมากเรื่องหนึ่งก็คือ The Legend of Purple Hairpin ที่แสดงโดยดารางิ้วชื่อดัง Leung Sing Bo และ Lan Chi Pak นอกจากนี้ยังมีหนังจำพวกอิทธิฤทธิ์ อภินิหาร ที่เน้นจุดขายเรื่องเทคนิคพิเศษตื่นตาตื่นใจ มากกว่าเนื้อเรื่องในแบบหนังกำลังภายใน และที่ลืมไม่ได้ก็คือหนังกังฟูหวงเฟยหงที่สร้างกันกว่าร้อยตอน

จนกระทั่งยุค 50 หนังกวางตุ้งเริ่มขยับขยายไปหาแนวทางอื่นๆ บ้าง ประเภทที่นิยมสร้างกันก็คือหนังชีวิต แต่เป็นหนังชีวิตประเภทที่ มีความแตกต่างจากหนังแมนดารินอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังชีวิตภาษากวางตุ้ง นั้นมีลีลาทางเมโลดราม่าเพ้อฝันน้อยกว่า แต่มุ่งสะท้อนภาพชีวิต จิตใจของคน ฮ่องกงโดยเฉพาะ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ งานของฉูหยวน

https://i1.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/greatdev.jpg

The Great Devotion (1963, Chu Yuen)

ฉูหยวน นั้นถือเป็นผู้กำกับหนังชาวฮ่องกง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ (Chu Yuen บางครั้งอ่านว่า ฉูเอี้ยน) คนเดียวกับที่กลายเป็นเจ้าพ่อ หนังกำลังภายใน ที่ดัดแปลงมาจากนิยายโกวเล้ง ในเวลาต่อมานั้นเอง งานของเขานั้นครอบคลุมในหนังทุกประเภท ทุกภาษา แต่ในช่วงแรกของการเป็นคนทำหนังเขาถือว่าเป็น กำลังสำคัญคนหนึ่งแห่งวงการหนังกวางตุ้ง

ผลงานเด่นเรื่อง The Great Devotion หนังขาวดำ ที่เล่าเรื่องครอบครัวหนึ่ง ที่กำลังมีปัญหาทางด้านการเงิน หนังได้รับอิทธิลมาจาก หนังนีโอเรียลลิสซิมท์ ของอิตาลี ผลงานเด่นอีกชิ้นของ ฉู่หยวน ที่ชื่อว่า Joys and Sorrows of Youth (1967) นั้นเป็นหนังวัยรุ่นที่พูดถึงเรื่องราวหนักๆ อย่าง การฆาตรกรรม ยาเสพติด มีฉากข่มขืนในเรื่อง หนังถูกเปรียบเทียบว่าเป็น Rebel Without a Cause (1961) ของฮ่องกง กันเลยทีเดียว

https://i2.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/joysandsorrow.jpg

Joys and Sorrows of Youth (1967, Chu Yuen)

นอกจากหนังของฉู่หยวนแล้ว หนังกวางตุ้งที่มีลักษณะสะท้อนสังคม ยังถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง ในยุคปลายยุค 60 เป็นหนังmujแสดงออกถึงวิญญานอิสระของคนทำหนังฮ่องกงในขณะนั้น ที่ผู้กำกับส่วนใหญ่ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของระบบสตูดิโอ ที่เข้มงวด มุ่งทำหนังเพื่อการค้าเพียงอย่างเดียว หนังภาษากวางตุ้งจึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความเป็นไปในสังคม ความรู้สึกนึกของคนท้องถิ่นในฮ่องกงเอง

ผู้กำกับหลงกง (Lung Kong) ที่มีความสมจริงสมจังสูง และมุ่งสะท้อนความเป็นไปของสังคม อาทิเช่น Yesterday, Today, Tomorrow (1970), Hiroshima 28 (1973) รวมถึงงานโดดเด่นที่สุดของเขาอย่างเรื่อง Story Of A Discharged Prisoner (1967)

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/pris.jpg

Story Of A Discharged Prisoner (1967, Lung Kong)

Story Of A Discharged Prisoner (1967) หนังอาญากรรม ของผู้กำกับ Lung Kong ที่ถือว่าเป็นต้นตระกูลของ หนังอาญากรรม ฮ่องกง ได้เหมือนกัน หนังเล่าเรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายขี่คุก กับน้องชาย ใช่แล้วครับ Story Of A Discharged Prisoner เป็นต้นฉะบับของ A Better Tomorrow (โหดเลวดี, 1986) ของจอห์น วู นั้นเอง

ส่วนงานของผู้กำกับหญิง ถังซูซวน (Tang Shu Xuan) ก็เป็นที่พูดถึงกันมาก โดยเฉพาะหนังสองเรื่องแรก The Arch (1970) หนังที่พูดถึงความปราถนาทางเพศของผู้หญิงในวัฒนธรรมจีน ส่วน China Behind (1974) มีเนื้อหาที่หนักหน่วงยิ่งกว่า เล่าเรื่องถึงนักศึกษาจีน 4 คน ที่หนีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสว์มาจากจีน สู่ฮ่องกง แต่กลับต้องมาเจอกับสิ่งที่หนักหน่วงพอกันอย่าง ระบบทุนนิยมสุดขั่ว หนังถ่ายทำที่ไต้หวัน โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรก๊กมินตั๋ง แต่กลับมีปัญหาเมือออกฉาย หนังถูกแบบในฮ่องกง หรือแม้กระทั่งใต้หวัน เพราะสาเหตุว่า “อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีปัญหา” สุดท้ายหนังจึงมีโอกาศได้ฉายเฉพาะในงานเทศกาลเท่านั้น

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/chinabe.jpg

China Behind (1974, Tang Shu Xuan)

หลังกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก ทั้งในขณะที่ฉาย และเมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ถูกลืมเลือนไปตามเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนังกวางตุ้งในยุค 60 เหล่านี้เป็นหนังที่ปูพื้นรากฐานความสำเร็จ ให้กันหนังฮ่องกงของทศวรรตต่อมา ถึงแม้โดยรูปลักษณ์ หนังทั้งสองยุคอาจจะดูแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งที่หนังทั้งสองรุ่นมีเหมือนกันก็คือ ล้วนเป็นหนังที่เน้น การเสนอภาพชีวิตที่แท้จริงของชาวฮ่องกง ที่วิถีชีวิตเต็มไปด้วยการปากกัดตีนถีบ เป็นหนังที่ บอกเล่าเรื่องราว และสื่อสารกับคนบนเกาะฮ่องกงโดยตรงอย่างแท้จริง

แมนดาริน – Mandarin

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/hongkongnoc.jpg

Hong Kong Nocturne (1967, Umetsugu Inoue)

ภาษจีนแมนดาริน หรือ จีนกลาง เป็นหนึ่งในภาษาพูด ที่นิยมใช้พูดกันในภาคเหนือของประเทศ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง ในเวลาต่อมาภาษาแมนดาริน ถูกใช้เป็นภาษาราชการในหลายๆ ประเทศ ทั้งจีน ไต้หวัน รวมถึงสิงค์โปร์ ทำให้แมนดาริน กลายเป็นภาษาจีน ที่คนใช้มากที่สุดไปโดยปริยาย สำหรับหนังภาษาแมนดารินที่ถูกสร้างในฮ่องกงนั้น ถือว่าเป็นการต่อยอด ความสำเร็จมาจากอุตสหกรรม หนังในจีนแผ่นดินใหญ่ได้เหมือนกัน การส่งหนังออกฉายทั่วเอเซีย กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้อย่างมหาศาล

หนังภาษาแมนดาริน ที่นิยมสร้างกันมีหลากหลายแนวทั้ง หนังงิ้ว หนังเพลงแนว Musical เน้น เสื้อผ้าหรูหรา และฉากเต้นรำที่ตระกาลตา ตามแบบหนังอเมริกัน หนังรักโรแมนติดที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดัง หนังย้อนยุคงานสร้างยิ่งใหญ่อลังการ และหนังกำลังภายใน ถ้าพูดถึงใหญ่สองรายอย่าง Shaw Brothers และ MP&GI บริษัทแรกคงจะคุ้นหูคนไทยอยู่แล้ว ส่วนบริษัทหลังในยุค 50 – 60 ก็คือว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กันเลย

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/mambo.jpg

Mambo Girl (1957, Evan Yang)

โดยพื้นฐานแล้ว MP&GI เริ่มต้นคล้ายกับ ชอว์ บราเดอร์ด ด้วยการประกอบกิจการในธุรกิจโรงพยายามมากก่อน โดยเฉพาะในประเทศ มาเลเซีย และสิงค์โปร์ จนธุรกิจสร้างหนังบูมในกลางยุค 50 หนังของ MP&GI จะเน้นไปที่หนังรักโรแมนติก มีฐานหลังอยู่ในปัจจุบัน เนื้อหาเน้นหนักไปที่ วิถีชีวิตของคนจีน กับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ผลงานดังๆ ของบริษัทก็เช่น Mambo Girl (1957), Our Sister Hedy Air (1957), Hostess (1959), Sun, Moon and Star(1961) และ The Greatest Civil War on Earth (1961)

หนังฮ่องกงที่พูดแมนดารินนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการเสนอภาพความนับเทิงในทางหลีกลี้หนีจากความจคิง ไม่ว่าจะเป็นการหวลคืนถึงควาทรงจำเก่าๆ จากศิลปะวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ประเพณีที่เคร่งครัด และแนวคิดทางสังคม ของความเป็น “จีน” แบบแท้ๆ โดยไม่ได้มีความเป็น “ฮ่องกง” เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายนัก

รวมถึงฉากหลังอันสวยสดงดงามของ โลกแห่งจิตนการไม่ว่าจะเป็นอดีตอันห่างไกล หรือโลกหรูหร่าฟู่ฟ้า ของชนชั้นสูง หรือราชสำนัก โดยอาศัยเทคนิคทางภาพยนตร์ที่พิถีพิถัน การเล่าเรื่องได้รับอิทธิจากหนังฮอลลีวูดมาค่อนข้างสูง องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ในหนังภาษาแมนดารินทำให้หนัง ประสบความสำเร็จในตลาดนอกฮ่องกงอย่างสวยงาม

ชัยชนะ

https://i0.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/onearm.jpg

One-Armed Swordman (1966, Chang Cheh)

สิ่ง ที่ทำให้หนังทั้งสองภาษาแตกต่างกันมากที่สุด ก็คือจุดประสงค์ในการสร้าง ขณะที่หนังแมนดารินนั้น มีเป้าหมายส่วนหนึ่งในการทำเพื่อฉายวงกว้าง ทั้งตลาดทั่วทั้งเอเซีย และอาจจะไปไกลได้มากกว่านั้นอีก เพราะศักยภาพของภาษาแมนดาริน ที่เป็นภาษาที่ใช้แพร่หลายในทั่วโลก ตรงกันข้ามหนังกวางตุ้ง มีคนดูที่จำกัดเฉพาะอยู่ในกลุ่มผู้พูดภาษา กวางตุ้ง หรือ อาจจะพูดได้ว่าเป็นหนัง ของคนฮ่องกงที่ทำเองดูเอง ก็ว่าได้ เมื่อจุดประสงค์ในการสร้างต่างกัน เงินทุน และความทะเยอทยาน ในหนังทั้งสองแบบก็ต่างกันตามไปด้วย

ช่วงปลายยุค 60 หนังกวางุต้งจำกัดแนวเฉพาะหนังชีวิต หนังตลก หรือหนังวัยรุ่น เป็นหนังที่สะท้อนชีวิตคนฮ่องกง แต่หนังแมนดาริน ขยายขอบเขตของตัวเองไปที่แนวทาง เพ้อฝัน แฟนตาซี ถ้าไม่เป็นแนวย้อนยุคโบราณ ในแบบหนังอีพิค หรือ หนังกำลังภายใน ก็เป็นแนวรักโรแมนติก หรือ หนังเพลง ที่เน้นความยิ่งใหญ่ที่โปรดักชั่นงานสร้าง เป็นความบันเทิงแบบเต็มรูปแบบ ตอบสนองความต้องการทางการตลาด ได้อย่างเต็มสูบ ไม่เฉพาะกับคนฮ่องกง แต่สามารถสื่อสารได้กับคนทั่วโลก ทำให้ความสำเร็จของหนังแมนดาริน เกินหน้าเกินตาหนัง

นอกจากความแตกต่าง สิ่งที่หลายๆ คนเชื่อว่าเป็นจุดพลิกผัน ให้หนังแมนดารินมีชัย ต่อหนังกวางตุ้งแบบขาดลอยในยุค 60 ก็คือ การพัฒนาเทคนิคด้านฉากต่อสู้ ในหนังแนวกำลังภายใน (Wuxia) และหนังกังฟ ู นั้นเอง ในช่วงปลายยุค 60 ผู้สร้างหนังกำลังภายในโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยบริษัทชอว์บราเดอร์ โดยการผสาน ลีลาแบบหนัง หนังซามูไร วิชามวยจีน และการแสดงงิ้วเข้าไว้ด้วยกัน

ผู้ ที่เป็นคนคิดค้นลีลาพะบู๊แบบนี้ขึ้นก็คือ สองสตั้นแมนหนุ่ม ถังเจีย และหลิวเจียเหลียง ในหนังเรื่อง The Jade Bow (1967, Cheung Yam Yim, Fu Qi) หนังประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่คิวบู๊ในเรื่องไปโดนใจ ผู้บริหารชอว์บราเดอร์เข้าอย่างจัง จึงติดต่อให้ทั้งสองคม มาอยู่ในสังกัดชอว์บราเดอร์ โดยให้ร่วมงานกับผู้กำกับจางเชอะ มีผลงานร่วมกันเรื่องแรกก็คือ One Armed Swordsman (1967) เรื่องราวหลังจากนั้นก็กลายเป็นตำนานของหนังกำลังภายในยี่ห้อชอว์ อย่างที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน คิวบู๊กลายเป็นอาวุธหลัก ที่ทำให้ชอว์บราเดอร์ มีชัยในตลาดภาพยนตร์จีนอย่างขาดลอย และแน่นอนว่าถึงตอนนั้น หนังกวางตุ้งย่อมไม่อยู่ในสายตาของบริษัทชอว์บราเดอร์แล้ว

ในช่วงปลาย 60 – 70 ฉากต่อสู้ของหนังกำลังภายใน เป็นความตื่นตาตื่นใจสูงสุด ของโลกภาพยนตร์ตะวันออก การหกขเมนตีลังกา ลีลาประดาบที่รวดเร็ว กลายเป็นความบังเทิง ที่แฟนหนังทุกคนล้วนอย่างลิ้มลอง ที่น่าตลกก็คือฉากต่อสู้ในหนังกำลังภายในภาษาแมนดารินนี้ ถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้กำกับคิวบู๊คนสำคัญของชอว์บราเดอร์ ที่ชื่อว่า หลิวเจียเหลียง ที่เป็นชาวกวางตุ้งแท้ๆ เลยกวายเป็นว่าจุดจบของภาษากวางตุ้ง ภาษาหนังท้องถิ่นของชาวฮ่องกงนั้น ก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่เป็นชาวกวางตุ้งนั้นเอง

ในช่วงความรุ่งเรืองของหนังกำลังภายในภาษาแมนดาริน เป็นช่วงเดียวกันกับความตกต่ำสุดขีดของหนังกวางตุ้ง ระหว่างปี 1967 – 1972 หนังกวางตุ้งถูกสร้างออกมาน้อยมาก ผู้กำกับคนสำคัญอย่าง ฉู่หยวน ก็เซ็นสัญญาเข้าสังกัด ชอว์บราเดอร์ กลายเป็นผู้กำกับหนังแมนดารินไปอีกคน ความซบเซาครอบคลุมอยู่หลายปี โดยเฉพาะช่วงปี 1972 ที่ไม่มีหนังกวางตุ้งเข้าฉายเลย ติดต่อกันถึง 18 เดือน

การกลับมาของหนังกวางตุ้ง

https://i2.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/72t.jpg

The House of 72 Tenants  (1973, Chu Yuen)

ความสำเร็จของหนังกำลังภายใน และต่อเนื่องด้วยหนังกังฟู กลายเป็นเชื้อไฟให้หนังแมนดารินรุ่งเรื่องสุดขีด ทั้งในฮ่องกงเอง แต่เพียงเวลาไม่กี่ปี หนังกวางตุ้งก็กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบปี ก็แถบถล่มหนังภาษาแมนดาริน ให้หายไปจากเกาะฮ่องกงเลยทีเดียว โดยมีทัพหน้าเป็นหนังตลก

เค้าลางแห่งความรุ่งเรื่องของหนังกวางตุ้งนั้น ก็ไม่ได้มาจากไหนไลก แต่เป็นบริษัทชอว์บราเดอร์นั่นเอง ชอว์บราเดอร์นั้นเป็นบริษัทสร้างหนังที่ หากินกับหนังแมนดารินมาช้านาน ถึงแม้จะมีแผนก สร้างหนังกวางตุ้งอยู่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร จนกระทั่งปี 1973 หนังเรื่อง The House of 72 Tennets ของชอว์บราเดอร์ก็ออกฉายหนังสร้างจากบทละครชื่อดัง ชอว์เองก็ขนดาราดังมาลงจอในเรื่องเดียวโขลงใหญ่ หนังเล่าเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับชุมชนตึกแถวสุดฮา หนังเต็มไปด้วยมุขตลกท้องถิ่นของฮ่องกง ที่คนบ้านอื่นๆ รวมถึงคนยุคปัจจุบันดูยังไงก็คงไม่ขำเท่า น่าจะพูดได้ว่า The House of 72 Tennets เป็นหนังที่สร้างมาให้คนฮ่องกงดูแท้ๆ ผลก็คือหนังทำเงินมหาศาล ตัวเลขสุทธินั้นเท่าไหร่คงไม่สำคัญกับกว่าที่ หนังสามารถล้มสถิติการทำเงินของ Enter The Dragon (1972) ของบรูซ ลี ผู้ล่วงลับลงได้อย่างราบคาบ

ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ The House of 72 Tennets ก็ยังมีรูปลักษณ์ความเป็น “หนังชอว์” ค่อนข้างมากอยู่ดี ทั้งภาษาหนัง และลีลาต่างๆ รวมถึงดารา และโรงถ่ายชอว์ ที่ใช้ถ่ายทำ ก็ไม่ได้ทำให้หนังกวางตุ้งเรื่องนี้ ให้ความรู้สึกฉีกจากหนังแมนดารินของชอว์มากเท่าใดนัก จุดกำเนิดที่แท้จริง ก็มาจากลูกหม้อของชอว์ นั้นเอง

ไมเคิล ฮุย (Michael Hui Kun Man) เป็นดาราตลกที่โด่งดังจากการเป็นดาราทีวี ไมเคิล ฮุย มีผลงานทางภาพยนตร์ครั้งแรก กับหนังเรื่อง The Warlord (1972, ไอ้เฮงออกศึก) ของผู้กำกับหลี่ฮั่นเสียง เป็นหนังภาษาแมนดาริน หลังจากนั้นก็มีผลงานร่วมกันกับชอว์บราเดอร์ อีกหลายเรื่อง จนกระทั่งปี 1974 ไมเคิล ฮุย เริ่มปีกกล้าขาแข็ง หันมาลองเปิดบริษัทสร้างหนังของตัวเองดู ชื่อว่า Hui Brothers Company โดยนำน้องชายสองคนอย่าง แซม ฮุย (Sam Hui Koon Kit) และ ริกกี้ ฮุย (Ricky Hui Kun Ying) มาร่วมแสดงในหนังด้วย ผลก็คือ Games Gamblers Play (1974) หนังเรื่องแรกที่ ไมเคิล ฮุย เขียนบท และกำกับการแสดง ที่ว่าด้วยนักพนัน กลายเป็นหนังสุดฮิต หลังจากนั้นก็มีผลงานตามมาอีกลายเรื่อง ได้แก่ The Last Massage (1975), The Private Eyes (1976), The Contract (1978 ) Security Unlimited (1981) โดย ไมเคิล ฮุย เป็นคนเขียนบท และกำกับเองทุกเรื่อง

https://i2.wp.com/i274.photobucket.com/albums/jj263/mihk2002/014/hui.jpg

The Private Eye (1976, Michael Hui)

หนังของ ไมเคิล ฮุย ถึงแม้จะเป็นหนังตลาดสุดขั่วเหมือนกัน แต่แตกต่างจากหนังที่เคยมีมาในฮ่องกงโดยสิ้นเชิง หนังไม่ได้ถ่ายในโรงถ่าย แต่มีฉากหลังเป็นสถานที่จริง ทั้งถนนหนทาง บ้านเรือนในฮ่องกงนั้นเอง ฉากเปิดเรื่องของ The Private Eyes หนังฉายภาพของถนนหนทาง ของฮ่องกงที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ตัวละครของเขา ก็ไม่ใช่วีระบุรุษ บุคคลพิเศษที่ไหน แต่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เสียดสีชีวิตปากกัดตีนถีบของคนฮ่องกง ในสังคมทุนนิยมสุดขั่ว ถึงแม้จะมีเนื้อหาที่สะท้อนสังคม แต่เนื้อแท้ในหนังของ ไมเคิล ฮุย นั้น เป็นงานพานิชณ์แบบสุดขีด หนังอุดมไปด้วยฉากตลกไร้สติ และมุขเจ็บตัว ประกอบกับเพลงประกอบ “Canton-Pop” ของ แซม ฮุย ทำให้หนังของพวกเขา ได้รับการตอนรับในฮ่องกงอย่างล้นหลาม

หนังของ “พี่น้องตระกูลฮุย” กลายเป็นของฮิตระเบิด ส่งผลให้หนังภาษากวางตุ้งกลับมาโดยปริยาย นอกจากหนังตลก หนังกังฟูก็ได้อานิสงค์ไปด้วย ถึงแม้บริษัทชอว์บราเดอร์ กับผู้กำกับหลิวเจียเหลียงจะเป็นบุคคลแรกที่พัฒนา ความฮาให้กันหนังกังฟู แต่เป็นเพราะบุคคลอย่าง อู๋ซีหยวน (ผู้อำนวยการสร้าง) หยวนวูปิง (ผู้กำกับ) เฉินหลง หงจินเป่า ต่างหากที่ทำให้หนังกังฟูตลก เฟื่องฟูสุดๆ ในปลายยุค 70 ด้วยการ สร้างหนังกังฟูตลกภาษากวางตุ้งขึ้นมา ที่ถึงแม้งานสร้าง จะดูด้อยกว่า แต่กลับมีความเรียบง่ายที่เป็นมิตร กับคนดู บทพูดใช้การเล่นคำ และสำนวนแบบภาษากวางตุ้ง ศัพท์สแลงแบบกวางตุ้ง ก็กลายเป็นจุดขายสำคัญของหนัง

เมื่อตลาดหนังภาษากวางตุ้งเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง ผู้กำกับรุ่นใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะในกลุ่ม Hong Kong New Wave ที่สร้างหนังดราม่า เน้นความสมจริงของเนื้อเรื่อง ก็นิยมที่จะสร้างหนังด้วยภาษากวางตุ้ง ที่คนฮ่องกงพูดกันจริงๆ มากกว่า ที่สำคัญหนังกวางตุ้งในยุคปี 70 เป็นต้นไป ก็ยังสามารถไปได้ดีกับการส่งออกทั้งในตลาดที่พูดจีนกลางอย่าง สิงค์โปร์ ไต้หวัน ด้วยการพากย์ทับ และตลาดอื่นๆ ด้วยซับไตเติล นอกจากนั้นเอกลักษณ์ ความเป็นหนังฮ่องกงแบบแท้ๆ ยังถูกรสนิยมผู้ชมในหลายๆ ประเทศยิ่งกว่าหนังแมนดารินซะอีก ตั้งแต่ยุค 80 เป็นตนมา บริษัทชอว์บราเดอร์ยุติการสร้างหนังอย่างเป็นทางการ สำหรับหนังกวางตุ้ง เป็นเวลาที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว

ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ความหมายของหนังฮ่องกง ก็คือความหมายเดียวกับหนังกวางตุ้ง แต่สงครามระหว่างหนังสองภาษาก็ยังไม่จบไปซะทีเดียว ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าหนังแมนดารินจะกลับมาอีกครั้ง ในรูปแบบของหนังจีน ที่กำกับโดยผู้กำกับฮ่องกง หนังอย่าง Seven Swords (2005, Tsui Hark) หรือ Perhapes Love (2005, Peter Chan) หน้าตาของหนังก็ดูเป็นฮ่องกงแท้ๆ แต่ผู้สร้างเลือกที่จะสร้างให้เป็นหนังแมนดาริน เพื่อตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ หมายความว่าวันเวลาแห่งหนังภาษาจีนแมนดารินอาจจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

รูปและข้อมูลจาก

http://en.wikipedia.org
http://www.brns.com
http://www.lcsd.gov.hk
http://www.hkcinemagic.com

Advertisements

2 thoughts on “Feature Aricle: Mandarin Vs. Cantonese / บทความพิเศษ: หนังภาษาจีนกลาง และกวางตุ้ง

  1. สวัสดีครับ
    ผมติดตามMade in Hong kong มานานแล้ว
    ผมอยากติอต่อกับคุณครับ
    มีโครงการอยากจะเสนอนะครับ
    ช่วยติดต่อผมกลับด้วยครับ
    ตะวัน
    028631557
    หรือ อีเมล์ที่ให้ไว้
    ขอบคุณครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s