Fist of Fury TV – เฉินเจิน มักรผงาดฟ้า (1995)

เฉินเจิน – เด็กหนุ่มบ้านนอกลูกชาวนาที่ฝึกฝนหมัดมวยจากบิดาตั้งแต่เด็ก ไฝ่ฝันในการสร้างชื่อ อย่างฮั่วเหยียนเจียะ ครอบครัวของเฉินเจินโดนโจรป่าฆ่าตายเหลือเพียงเค้า กับน้องสาว ทั้งคู่บากหน้าเดินทางสู่เซี่ยงไฮ้เพื่อไถ่ถามเงินที่ญาติเคยยืมบิดาไป แต่กลับถูกคดโกง เฉินเจินต้องทำงานใช้เแรงงานเป็นกรรกร ที่ต้องโดนเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องเพื่อหาเจินมาประทังชีวิต และหวังเก็บเงินให้ได้จำนวนหนึ่งเพื่อกลับไปปลูกบ้านที่บ้านนอก ในวันเชิดสิงโตประจำปี เฉินเจิน และพวกคนงาน เข้าร่วมด้วย และสามารถเอาชนะสำนักมวยดังๆ ได้จบเป็นผู้ชนะในศึกเชิดสิงโต ฝีมือของเฉินเจินไปเตะตา ไชลิ่วจิง หัวหน้าแก็งมาเฟียเค้า สุดท้ายเฉินเจินก็เข้าแก็ง ทั้งๆ ที่น้องสาวไม่เห็นด้วยที่พี่ชายจะ ก้าวขาเข้าสู่วงการมิจฉาชีพ

เพราะฝีมืออันร้ายกาจโดดเด่น ทำให้เฉินเจินสร้างผลงานไว้นับครั้งไม่ถ้วน ทางหนึ่งก็สร้างรากฐานของเค้าในแก็ง ผู้คนนับหน้าถือมากมาย แต่ในอีกทางตรงกันข้าม ก็สร้างความอิจฉาริษยาให้กับคนอื่นๆ ในแก็งโดยเฉพาะไช่เซียะฟู่ลูกชายของไช่ลิ่วจิง เฉินเจินคนที่อิจฉาริษยา วางกับดักในเฉินเจินตกลงไป โดยการ ยั่วยุให้เค้าไปพิสูจน์ฝีมือกับ ยอดฝีมืออับดับหนึ่งอย่างฮั่วเหยียนเจียะ แห่งสำนักจิงอู่ เฉินเจินตกหลุมพลางดังกล่าว แต่ไม่ว่าอย่างไร ฮั่วเหยียนเจียะ ก็ไม่ยอมสู้ด้วย เฉินเจินรู้สึกเหมือโดนดูแคลน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไง ได้แต่พาดหัวพาดหางทำลายข้าวของ ในสำนักของฮั่วเหยียนเจียะ และดื่มอย่างเมามายไปวันๆ เพื่อดับความโกรธ เมื่อเฉินเจินสูญเสียสมาธิและความเชื่อมั่นไป ไช่เซียะฟู ถือโอกาศที่บิดาไม่อยู่ บีบบังคับให้เฉินเจินออกจากแก็งชิง ตามหามือสังหารจอมโหดอดีตคู่อาฆาตมาตามล่า ระหว่างหลบหนีน้องสาวของเฉินเจินถูกศัตรูทำรายเสียชีวิต นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเฉินเจิน เมื่อญาติคนสุดท้ายของเค้าต้องจากไป เฉินเจินสาบานกับศพน้องสาวว่าจะไม่กลับเข้าไปสู่วังวนแห่งมิจฉาชีพอีก

เฉินเจินได้รับการช่วยเหลือจากฮั่วเหยียนเจียะ คนที่ครั้งหนึ่งเค้าเคยเห็นเป็นศัตรู ฮั่วเหยียนเจียะรับเฉินเจินเป็นลูกศิษย์คนที่ 5 โดยหวังลึกๆ ว่าด้วยพรสวรรค์ที่เฉินเจินมีจะทำให้เค้าเป็นผู้สืบทอดมวยจีนคนสำคัญของจีนได้ ในสำนักจิงอู่ เฉินเจินไม่ได้รับการตอนรับที่ดีนัก เพราะข้อบาดหมางในอดีต แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่าเฉินเจินกลับตัวเป็นคนใหม่แล้ว และไม่เคยคิดที่จะหันกลับไปทางเดิมอีก แต่เฉินเจินก็ยังไม่วายถูกรังควานศัตรูโดยเฉพาะไช่เซียะฟู่จากแก็งชิง ทั้งยังการรุกร่านของญี่ปุ่นที่นับวันจะหนักข้อยิ่งทุกที เฉินเจิน และสำนักจิงอู่ กลายเป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านภัยรุกรานจากต่างชาติ ที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ และชีวิตของชาวจีนมากมาย

ฮั่วเหยียนเจียะ – ปรมาจารย์กังฟูคนสำคัญของจีนในยุคต่างประเทศรุกราน ฮั่วเหยียนเจียะมีความต้องการที่จะหล่อหลอมมวยจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียว โดยตั้งสำนักจิงอู่ขึ้นมา มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี ประเทศชาติมั่นคง ที่ดูจะเป็นแนวคิดที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ แนวคิดดั่งเดิมของมวยจีน ที่พยายามปกปิดเคล็ดลับส่วนตัวไว้ ทำให้วงการมวยต่อต้านฮั่วเหยียนเจียะอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างคนในวงการมวยเอง แต่เค้าก็ยังคงยึดมั่นในหลักการเดิม เมื่อถึงเวลาคับขั้น ญี่ปุ่นรุกรานจีนอย่างไม่ให้ตั้งตัวได้ แนวคิดของฮั่วเหยียนเจียะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คนจีนต้องสามัคคี และรวมกันเป็นหนึ่ง ฮั่วเหยียนเจียะถูกยกย่อง เป็นผู้นำแห่งผู้ฝึกหมัดมวย ทำให้กลายเป็นเสื้อนหนามต่อการรุกรานจีนของญี่ปุ่น ในการเดิมพันครั้งสำคัญ ยอดฝีมือจากญี่ปุ่นท้าสู้กับฮั่วเหยียนเจียะ โดยมีการถอยทัพของญี่ปุ่นจากจีนเป็นเดิมพัน อั๋วเหยียนเจียะตกรับปากในศึกครั้งนี้ ถ้านับเฉพาะฝีมืออย่างเดียว ฝ่ายญี่ปุ่นคงไม่สามารถเทียบฝีมือกับฝ่ายจีนได้ แต่เพราะเล่ห์กลอุบาย ใช้การวางยาพิษ ทำให้ ฮั่วเหยียนเจียะ ต้องพ่ายแพ้ และถูกสร้างหารในเวที ประลองสร้างความโกรธแค้นให้แก่เฉินเจิน และเป็นการสูญเสียระดับชาติ เลยทีเดียว

หลิวเจิ้งเซิน – ลูกศิษย์คนโตของฮั่วเหยียนเจียะ เนื้อแท้เป็นคนจิตใจ มีน้ำใจ แต่เลือดร้อน สนับสนุนให้อาจารย์รับเฉินเจินเป็นศิษย์ แต่ต่อมาเกิดข้อสงสัยว่าระหว่างเค้า กับเฉินเจินใครที่มีฝีมือแน่กว่ากัน หลิวเจิ้งเซินจึงต้องการจะพิสูจน์ฝีมือ ถึงแม้อาจารย์จะห้ามมิให้ศิษย์ร่วมสำนักประลองกันก็ไม่เป็นผล ผลก็คือเฉินเจินเป็นผู้ชนะ หลิวเจิ้งเซินรับไม่ได้กับความพ่ายแพ้จึงออกจากสำนักไป เค้ากลับเค้าสู่สำนักจิงอู่อีกครั้งเมื่อ อาจารย์ฮั่วเหยียนเจียะเสียชีวิต ด้วยความเป็นศิษย์คนโต และได้รับการสนับสนุนจากเฉินเจิน หลิวเจิ้งเซินจึงได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ โดยที่ไม่มีใครได้ล่วงรู้เลยว่า ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

ไช่ลิ่วจิง – “นายใหญ่” แห่งเซียงไฮ้ หัวหน้าแก็งชิง เป็นผู้กุมอำนาจในเมืองใหญ่แห่งนี้ ไชเซียะฟูเป็นนักเลงผู้กุมอำนาจทั้งบนดิน ใต้ดินไว้มากมาย ถึงแม้จะทำงานผิดกฏหมาย เห็นเงิน และอำนาจเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่สุดท้ายเมื่อต้องเลือก ไช่ลิ่วจิงก็เลือกหนทางที่มีแต่ขาดทุนอย่าง การปกป้องผู้รุกรานจากต่างชาติ

ไช่เซียะฟู่ – ลูกชายของไช่ลิ่วจิง เป็นตัวละครประเภท “เลวไร้ที่ติ” ของเรื่อง ทั้งเป็นลูกทรพี ทรยศต่อชาติ มีบางตอนของเรื่องที่หนังพยายามจะ อธิบายถึงความ “เลว” ของไช่เซียะฟู่อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อเค้าตัดพ้อต่อ ไช่ลิ่วจิง ผู้เป็นพ่อว่า ไม่เคยสนใจใยดีอะไรเค้าเลย แม้แต่เมื่อยามแม่ป่วยใกล้สิ้นใจ พ่อก็ยังเอาแต่อยู่กับอีหนู แต่ถึงกระนั้นความเลวของ ไช่เซียะฟู ก็ยังดูไร้เหตุผลอยู่แต่ แต่อย่างไรก็ตามตัวละครประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นสีสรรค์ที่สำคัญของเรื่อง ที่จะขาดไปเสียไม่ได้

ไช่จิงฮู่ – น้องชาวเจ้าพ่อ ไช่ลิ่วจิง เจ้าสำนักเสือทอง ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฮั่วเหยียนเจียะมาตลอด ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นนายกสมาคมมวย แต่ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากฮั่วเหยียนเจียะจีงสำนึกผิด จากเกลียดก็เปลี่ยนเป็นเคารพเลื่อมใสแทน

โยโกะ – หญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนรักของเฉินเจิน โยโกะ ทั้งคู่พบกับตั้งแต่เฉินเจิน เข้าสู่เซี่ยงไฮ้ใหม่ๆ ความแตกต่างในเชื้อชาติทำให้ความรักของทั้งสองเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

โอตะ – บิดาของโยโกะ เปลือกนอกเป็นพ่อค้าชาวญี่ปุ่นผู้มั่งคั่ง ที่กว้านซื้อกิจการของชาวจีนในเซี่ยงไฮ้เกือบเหมือน แทบจะควบคุมเศรษฐกิจของจีนไว้ แต่เนื้อแท้แล้ว โอตะเป็นเจ้าหน้าที่ลับของญี่ปุ่นที่มาเพื่อการครอบครองเมืองจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ และการทหาร ในนามของขบวนการมังกรดำ

ทารุ เคนจิ – นักคาราเต้ชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดสำนักในจีนกับพี่ชาย ถ้าเทียบกับตัวละครญี่ปุ่นในเรื่องแล้ว ทารุ เคนจิน คงเป็นหนึ่งในสองที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น คนดี (อีกหนึ่งก็คือนางเอก) เค้าเป็นคนหนุ่มที่เค้าใจในความแตกต่างของชาติ ไม่หวังจะรุกรานใคร เพียงมาเมืองจีนเพื่อเผยแพร่ศิลปะป้องกันตัวของชาติ นอกจากนั้นยังเป็นคู่หมั่นของโยโกะ ด้วย ทารุ เคนจิ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ เหยื่อจากความเกลียดชังของสองชาติ ถ้าในสถานการณ์ปกติ ทารุ เคนจิ กับเฉินเจินอาจจะได้คบหาเป็นสหายกันไปแล้ว แต่ท่ามกลางความขัดแย้ง และรอบข้างบีบบังคับ การเสียชีวิตของพี่ชาย และการต้องการแก่งแย่งความรักของโยโกะ ทารุ เคนจิ จึงกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเฉินเจิน ไปแบบเลือกไม่ได้

ฉีเฉียน – นักร้องสาวที่ได้รับการขนานนามว่า “คีรีบูนร์เสียงทองแห่งเซี่ยงไฮ้” แท้จริงแล้วเป็นหญิงสาวคู่ใจของ เจ้าพ่อไช่ลิ่วจิง แต่แท้จริงแล้วฉีเฉียนหลงรักเฉินเจิน ซึ่งสิ่งนี้นำมาซึ่งความยุกยากมากมาย

เหลียงเสีย – เป็นคนบุคคลเดียวที่เฉินเจินสามารถเรียกได้ว่า “เพื่อน” อย่างเต็มปากเต็มคำขณะอยู่ในแก็งชิง

หลงเจี่ยนเฟย – นักธุระกิจรักชาติ เพื่อสนิทของฮั่วเหยียนเจียะ ดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายในการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

จอมพลจางจงถัง – จอมพลที่กุมอำนาจทางการทหารทางภาคอีสาน ผู้บ้าบิ่น เป็นบุคคลที่อ่านได้ยากยิ่ง ว่าจะเข้ากับฝ่ายญื่ปุ่น หรือฝ่ายซุนยัดเซ็นกันแน่ การตัดสินใจของจอมพลจาง จะมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศเป็นอย่างยิ่ง บทนี้ได้ดารารุ่นรายครามหลอลี่มาแสดง ซึ่งดาวร้ายรุ่นเก่าคนนี้ก็ไม่ทำให้คนดูต้องผิดหวัง หลอลี่ให้การแสดงที่ดี ทั้งท่าทางยียวน หยาบกร้าน แต่ดูยิ่งใหญ่น่าแกรงขาม ในแบบนักเลงบ้านนอก

จางเคอะเฉียง – ลูกชายของจอมพลจางจงถัง มียศเป็นถึงนายพลทั้งๆ ที่อายุยังน้อย ชื่นชอบในวิชาหมัดมวย และนับถือเฉินเจินเป็นอาจารย์

นากามาดะ – อาจารย์ของพี่น้องเคนจิ มาเมืองจีนเพื่อแก้แค้นแทนศิษย์ และรับมอบตำแหน่งผู้บัญชาการขบวนการมังกรดำ แทนโอตะที่ทำงานผิดพลาด

นากามาดะ “สำหรับผมชนะวันนี้ไม่สำคัญเท่ากับเป็นการพิสูรณ์ความยอดเยี่ยมระหว่างยุทธของจีนและญี่ปุ่น พวกคุณชาวจีนบอกว่าฝึกยุทธเพื่อสุขภาพแข็งแรง ผิดแล้วอุดมการณ์ของมวยญี่ปุ่นเรา ใช้การบุกแทนการเฝ้า ศัตรูยิ่งแกร่งเรายิ่งแข็ง ไม่เคยคำนึงถึงชีวิต แต่หวังแค่นฆ่าศัตรูก่อน เจอพระฆ่าพระเจอพรหมฆ่าพรหม วรยุทธจึงต้องแบ่งดีและเลว”

เฉินเจิน “อะไรคือดี และอะไรคือเลววันนี้คุณอาจดีที่สุด แล้วพรุ่งนี้ วรยุทธดีหรือเวลไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ สามารถเข้าใจสัจธรรมมวยได้ เอาความเมตตามาผสม จึงจะเข้าใจถึงสัจธรรมที่แท้”

นากามาดะ “เหลวไหล! ความหมายของคุณ ไม่ต้องฝึกยุทธเพียงแต่ใช้ความคิด ไม่โลกนี้ไม่มียุทธอย่างนี้หรอก”

เฉินเจิน “ชาวจีนอยู่ไปเพื่อแสวงหาสัจะธรรมทางโลก การฝึกยุทธเป็นหนทางหนึ่ง ทำไมต้องปิดกั้นตัวอยู่ในโลกยุทธเล็กๆ ด้วย “

นากามาดะ “หมายถึงผมปิดกั้นตัวเองอยู่ในโลกนะซิ”

เฉินเจิน “ไม่ใช่แค่คุณ หรือ คุณโอตะ รวมถึงจักรพรรดิคุณด้วย พวกคุณมีความทะเยอทะยานต่างเพ้อฝันจะรุกรานแผ่นดินจีน”

บทสนทนาข้างต้นระหว่างนักสู้จากจีน และญี่ปุ่นน่าจะเป็นการบรรยายได้ดีที่สุด Fist of Fury เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างชาติ ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนทัศนคติที่แตกต่างกัน ระหว่างความทะเยอทะยานของชาติญี่ปุ่น และความอ่อนน้อมถ่อมตนของจีน ผ่านความแตกต่างของสองศิลปะป้องกันตัว คาราเต้ ที่รุนแรงเรียบง่าย หมายสังหารคู่ต่อสู้เป็นหนัก กับมวยจีน ที่ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลง เป็นศิลปะที่นอกจากจะมุ่งสร้างเสริมสุขภาพต่อผู้ฝึก แล้วยังเป็นเน้นทางสู่พัฒนาจิตใจให้แข็งแกร่งด้วย

Fist of Fury เล่าเรื่องูอิงประวัติศาสตร์จับเอาเหตุการณ์ยุค หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อประเทศจีนถูกรุกรานจากญี่ปุ่น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงในวงการหมัดๆ มวยๆ ด้วย เมื่อนักคาราเต้จากญี่ปุ่น เข้ามาเปิดสำนักในจีน อาจารย์กังฟูจีนแห่งยุคอย่าง ฮัวเหยียนเจียะถูกฆ่าตายในการประลอง ตัวเอกคือลูกศิษย์เอกของฮั่วเหยียนเจียะ ที่ชื่อว่า เฉินเจิน ต้องลุยกับชาวญี่ปุ่นเพื่อความแค้นของอาจารย์ และความแค้นของชาวจีน

Fist of Fury นั้นถือว่าเป็นหนังทีวีภาคขยายของหนังดังปี 1971 ชื่อเดียวกันของ บรูซ ลี ซึ่งอันที่จริงแล้ว หนังเรื่องนั้นของ บรูซ ลี มีเนื้อเรื่องที่เรียบง่ายมาก ความขัดแย้งระหว่างชาติ ศิษย์ล้างแค้นแทนอาจารย์ แต่เมื่อนำภาพยนตร์ความยาวชั่วโมงครึ่งมาเป็น ทีวีซีรี่ที่ยาวกว่า 20 ชั่วโมง จึงต้องมีการเติมเรื่องราวเข้าไปอีกมากมาย ในหนังเราจะได้เห็นเรื่องราวประเภทที่พบเห็นได้บ่อยตาม หนังประเภทหักเหลี่ยมเฉือนคมแบบฮ่องกงโดยทั่วไป ทั้งความขัดแย้งระหว่างแก็ง การทรยศหักหลัง ลูกทรพี แผนการชั่วร้าย ฯลฯ

ข้อ ได้เปรียบอันหนึ่งระหว่างหนังใหญ่กับหนังทีวีก็คือ ความยาว หนังทีวีนั้นไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ที่จะมาจำกัดการเล่าเรื่อง เปิดโอกาศให้ผู้สร้างสามารถสร้างสรรค์เรื่องราวได้มาก ทั้งในแง่บริมาณและคุณภาพได้อย่างตามใจชอบ แต่โอกาศที่บทจะเกิดอาการ “ยืด” หรือ “เยิ่นเย้อ” ก็มากตามไปด้วย บทหนังเต็มไปด้วยช่องโหว่ และข้อผิดพลาด บางช่วงเวลาเหมือนกันว่าตัวละครเอกอย่างเฉินเจินหายไปจากเรื่องเสียเฉยๆ เพราะว่าหนังไปให้ความสำคัญกับภาพใหญ่ของความขัดแย้งระหว่างจีน และญี่ปุ่น ซะมากโดยเฉพาะ การขับเคี่ยวของชนชั้นผู้นำ ในวงการเมือง และวงการธุรกิจ ซึ่งเป็นการยากเหมือนกันที่จะยัดตัวละคร นักชกอย่างเฉินเจิน เข้าไปด้วย ทำให้บรรยากาศความเป็น Fist of Fury ของหนังลดลอนไปบาง

ความ จำกัดด้านโปรดักชั่นมีผลบางเล็กน้อยกับความน่าเชื่อถือของหนัง ถึงแม้ Fist of Fury จะจัดได้ว่าเป็นหนังชุดทางทีวีที่มีต้นทุนสูง แต่ก็ยังห่างไกล้ที่จะทำให้หนังออกมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ สำหรับผู้ชมที่คุ้นชินกับหนังใหญ่อาจจะมีปัญหาบ้างเล็กน้อย กับงานสร้างของหนังที่อยู่ในระดับหนังทีวี หลายๆ ฉากในหนังดูราคาถูก และไม่สมจริงสมจังอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการถ่ายทำด้วยระบบวีดีโอ เมื่อหนังถูกนำไปตัดต่อให้สั้น เหลือเพียงแผ่น DVD 3 แผ่น วางขายให้ผู้ชมชาวตะวันตก หลายๆ เสียงถึงกับรับไม่ได้ กับการถ่ายทำดูไร้ราคาของหนัง (เมื่อเทียบกับภาพยนตร์) แต่สำหรับผู้ชมชาวเอเซียที่คุ้นกับหนังทีวีฮ่องกงอยู่แล้วคงจะไม่มีปัญหา อะไร

สิ่งที่เชิดหน้าชูตาของหนังแน่นอกว่าจะต้องเป็นคิวบู๊ นังมีฉากต่อสู้มากมายจริงๆ ทั้งสู้เดี่ยวๆ หรือสู้แบบตลุมบอล ทั้งการต่อสู้ของตัวเอกอย่างเฉินเจิน และการต่อสู้ของตัวละครประกอบอื่นๆ น่าเสียดายที่ฉากสัญลักษณ์ของหนังดังเดิม อย่างอย่างบู๊ระหว่างเฉินเจิน กับญี่ปุ่นในสำนักคาราเต้ นั้นไม่ได้ถูกทำให้เป็นจุดเด่นของเรื่อง แต่กลับนำเสนอมาเป็นฉากที่ไม่ยาวนัก และไม่มีได้มีความสำคัญต่อตัวเรื่องมากนัก แต่รวมๆ แล้วก็นับว่า Fist of Fury เป็นหนังชุดกังฟูที่มีฉากต่อสู้ระดับดีเยี่ยมเรื่องหนึ่ง ดาราทั้งตัวนำอย่าง เจิ้งจื่อตัน (ที่ทำหน้าที่กำกับคิวบู๊ในหนังด้วย) หรือบรรดาตัวประกอบหน้าคุ้น และหน้าไม่คุ้นทั้งหมดทำงานของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยกันสร้างให้ Fist of Fury ฉบับทีวีฉบับนี้ดูได้สนุกอย่างที่ควรจะเป็น

จุดเด่นที่สุดของคิวบู๊ของหนังตั้งแต่ดั้งเดิมมาแล้ว Fist of Fury และรวมไปถึงหนังเกี่ยวกับฮั่วเหยียนเจียะเรื่องอื่นๆ ด้วย (ที่ดังคือ Legend of a Fighter หนังปี 1982 ของหยวนวูปิง) ก็คือ การปะทะกันของกังฟูจีน กับศิลปะป้องกันตัวประเภทอื่นๆ จากต่างชาติ สืบเนื่องมาจากชีวประวัติจริงๆ ของฮั่วเหยียนเจียะ ที่เคยคว้ำนักสู้ต่างชาติมาแล้ว ในการประลองอย่างเป็นทางการ จุดเด่นด้านนี้ถูกนำมาขยายใน Fist of Fury อย่างชั้นเจน ตัวเอกอย่างเฉินเจินต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ต่างภาษามากมายหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ของตายอย่างชาวญี่ปุ่นที่มีทั้ง นักคาราเต้ นักดาบ พวกนินจา หรือนักสู้ร่างใหญ่ชาวตะวันตก ที่เด่นทีเดียวก็คือ ฉากที่เฉินเจินต้องต่อสู้กับนักสู้จากสยาม ผู้ใช้ศิลปะการป้องกันตัวมวยไทย อันรุนแรง อีกเซอไพรซ์หนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับฉากต่อสู้ก็คือ หนังได้

สิ่ง ที่ฉุดคุณภาพของคิวบู๊ในหนังให้ด้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้น ก็คือปัญหาหลายๆ อย่างที่มาจาขั้นตอนการถ่ายทำ เทคนิคการเร่งความเร็วของภาพเพื่อ สร้างสีสรรค์ให้ฉากต่อสู้นั้นดูไม่เหมาะกับการถ่ายทำด้วยกล้องวีดีโอ แตกต่างกับการถ่ายด้วยฟิลม์ ที่เมื่อเร่งความเร็วของฟิมล์แล้ว ภาพที่ออกมายังคงดูนุ่มนวล สวยงาม แต่กับหนังที่ถ่ายด้วยวิดิโอ อีกประการหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับคิวบู๊ใน Fist of Fury ก็คือ การพยายามสร้างมุมกล้องอันหลากหลายจนเกินไป ในการถ่ายทำฉากต่อสู้ หน้านิยมโคลสอัพร่างการถ่อนบน และเปลี่ยนมุมอย่างรวดเร็ว จนทำให้ฉากต่อสู้ที่ออกแบบมาอย่างดีในเรื่องไม่สามารถแสดงศักยภาพที่ดี เยี่ยม ให้คนดูได้ชมอย่างที่ควรเป็น

เจิ้งจื่อตัน พิสูจน์ตัวเองได้ดีในหนังเรื่องนี้ว่าเค้าไม่ด้อยกว่าใครเลยในบรรดาดารากังฟู ทั้งความสามารถทางการแสดง ทักษะทางร่างกาย รวมถึงรูปร่างหน้าตา จุดเด่นสำคัญของเจิ้งจื่อตันก็คือภาพพจน์ที่ดูคลุมเคลือ ระหว่างดี และเลว หน้าตาคาดเดาไม่ออก สิ่งที่จะได้เห็นใน Fist of Fury ก็คือความพยายามของ เจิ้งจื่อตัน ในแสดงเป็น บรูซ ลี มากกว่าจะแสดงเป็นเฉินเจินซะอีก ไม่ใช่เฉพาะลีลาหมัดมวยเท่านั้นแต่รวมไปถึง ลีลาการเคลื่อนไหวร่างกาย การปั้นหน้าปั้นตา ซึ่งจะว่าไปแล้ว ดูพิกลและไม่เป็นธรรมชาติมากกว่าจะดูดี จุดนี้อาจจะไม่ได้ถือว่าเป็นข้อด้อยนัก แต่ก้ทำให้การแสดงของเจิ้งจื่อตันในหนังดูน่ารำคาญไม่น้อยเลย

รวมๆ แล้ว Fist of Fury มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าประทับใจ ทั้งเนื้อเรื่องบางส่วน ฉากต่อสู้ รวมถึงเจิ้งจื่อตัน ทำให้หนังดูได้สนุก น่าจดจำพอสมควร แต่ข้อด้อยบางประการโดยเฉพาะในด้านบททำให้ Fist of Fury ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นงานคลาสิคแห่งยุคสมัยในแบบที่ หนังหลายๆ เรื่องของ TVB หรือ ATV อย่างกระบี่ไร้เทียมทาน หรือ บูเช็กเทียน เป็น

Credits
ความยาว
– 60 นาที X 20 ตอน
ผู้สร้าง – ATV
อำนวยการสร้าง – Lung Shiu-Kee
กำกับ – Benny Chan Muk-Sing, Leung Yun-Chuen, Wong Gum-Miu, Steve Cheng Wai-Man, Wu Ming-Hoi, Tang Mau-Sing
กำกับคิวบู๊ – Donnie Yen Ji-Dan
แสดงนำ – Donnie Yen Ji-Dan, Joey Man Yi-Man, Eddy Ko Hung, Lau Chi-Wing, Bey Logan
Rating – 3.5/5

5 thoughts on “Fist of Fury TV – เฉินเจิน มักรผงาดฟ้า (1995)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s