Review: SPL II: A Time for Consequences (Cheang Pou-soi, 2015) 4/5 …. “น่าพอใจ! สมการรอคอย! แต่ดีที่สุดของ “จา” รึเปล่า?”

หนังจีนเรื่องแรกในชีวิตของ “จา พนม” ที่งานนี้พูดได้ว่าเป็นพระเอกเต็มตัวคู่กับ “อู๋จิง” แต่เทียบกันแล้วก็ต้องยอมรับว่า จา บทน้อยกว่านิดๆ … และหนังไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ SPL 1 แต่อย่างใด

พูดเรื่องความเป็นหนัง SPL II น่าจะเป็นหนังของ จา พนม ที่มีเนื้อเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวมากที่สุด จา แสดงเป็น “ชัย” ผู้คุมคุกที่ลูกสาวกำลังปวยหนัก รอความหวังผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากับร่างกายของเธอได้ …. ส่วน อู๋จิง เป็น “คิต” ตำรวจสายลับที่แฝงตัวเข้าไปแก๊งค้ามนุษย์ ที่แผนแตก เกิดความผิดพลาด จนเขาถูกจับได้ และโดนจับยัดคุกในเมืองไทย ที่ลูกน้องแก๊งมาเฟียคอยดูแลอยู่ … แต่ความเป็นไปได้ 1 ใน ล้านก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะ คิต คือคนที่มีไขกระดูกตรงกับลูกของชัยนั่นเอง

หนังอาจจะไม่ได้เล่าเรื่องที่สุดยอดอะไร แต่อย่างน้อยก็ยังปั้นตัวละครออกมาได้ดี สำหรับหนังบู๊ “เรื่อง” ไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญที่สุด แต่ตัวละครคือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ถ้าปั้นออกมาไม่ดี การต่อสู้มันก็จะไม่มีความหมายอะไร ซึ่งในจุดนี้ถือว่า SPL II สอบผ่านครับ

Cheang Pou-soi เล่าหนังออกมามีลูกล่อลูกชนพอสมควร มีการใช้เทคนิคหลายๆ อย่าง ทั้งเล่าเรื่องไม่ตามลำดับเวลา, ตัดสลับเหตุการณ์, เล่นภาพลองเทคแบบดูแล้วก็ชวนให้ทึ่งว่า “มึงถ่ายกันยังไงเนี่ย” …. SPL II คุมโทนหนังได้ดูดีมีระดับเหนือหนังแนวนี้ทั่วๆ ไป ปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อย บางฉากเหมือน ผกก. อยากจะโชว์ออฟเทคนิคอะไรบางอย่างจนเกินควร

หลังถูกปรามาสว่าคงเล่นบทอะไรไม่ได้นอกจากบทบ้านนอกเข้ากรุงแบบ องค์บาก หรือ ต้มยำกุ้ง จา พนม ดูจะแสดงได้เป็นชิ้นเป็นอันเป็นครั้งแรกในหนังเรื่องนี้ ส่วน อู๋จิง ก็ไปได้ดีกับบทตำรวจติดยาในเรื่อง แต่คนที่เด่นจริงๆ ดันเป็น “แม็กซ์ จางจิ้น” เจ้าของบท ผู้คุมคุกมาดเนียบสูทเรียบ ที่ดูทั้งเท่ห์ทั้งโรคจิต ออกมาเมื่อไหร่ก็เด่นทุกฉาก กลบรัศมีสองพระเอกไปบ้างเหมือนกัน

SPL II ยังมีดาราเล่นกันเยอะจริงๆ กู๋เทียนเล่อ เป็นหัวหน้าตัวร้ายที่ดูทั้งวิปริตทั้งน่าสงสาร, เยิ่นต๊ะหัว เป็นตำรวจรุ่นเก๋ากุญแจสำคัญของเรื่อง ที่ต้องบอกว่าบทแบบนี้พี่เยิ่นแกน่าจะเล่นมาร้อยกว่ารอบแล้ว หนังยังมีดาราวัยรุ่น Babyjohn Choi มารับบทเป็นตำรวจหนุ่ม (ผู้โชคร้าย) ส่วนสาวเซ็กส์ Candy Yuen ก็โผล่มาซีเควนนึงด้วย แม้บทจะไม่มากแต่ก็น่าจดจำทีเดียว (เรื่องนี้ไม่มีโชว์) คนที่เป็นอายุลับจริงๆ ของหนังก็คือ พี่วิโรจน์ “เคนโล” แซ่โว้ ที่เล่นเป็นลูกพี่ จา พนม นอกจากจะพูดไทยทั้งเรื่องแล้วบทก็ยังเด่นจริงๆ

สำหรับคิวบู๊ …. ใครรำคาญคิวบู๊แนวเหินเวหาโหนสลิงแบบผม (และสหายหลายๆ ท่าน) คงต้องทำใจกันล่วงหน้านิดหน่อย เพราะผกก. คิวบู๊ Nicky Li แกสายเล่นสลิงค์อยู่แล้ว เรียกว่าบินกันสนุกเย … โอเคว่าหนังมีฉากบู๊ดีๆ อยู่หลายฉาก … แต่ปัญหาสำหรับผมก็คือยังไม่มีฉากไหนที่ถึงขั้น “สุดยอด” อย่าง 3 ฉากของ SPL ภาคแรก … สำหรับ จา พนม ดูจะเสียเปรียบดาราร่วมบู๊อีกสองคน ตรงที่ผกก. คิวบู๊ดูจะยังไม่ค่อยเข้าขากับ จา เท่าไหร่นัก จึงดูไม่สามารถสร้างซีนเจ๋งให้ จา ได้เท่าที่ คุณพันนา เคยทำมา … เข้าใจว่าคิวบูีหลายๆ ฉากออกแบบมาสำหรับการฉายระบบ 3D เมื่อมาดูแบบธรรมดาๆ ก็คงดร็อปไปบ้างพอสมควร

ฉากบู๊ผมชอบที่สุดในหนังกลับกลายเป็นฉาก “มือมีด” ที่ไม่ได้มี จา พนม, อู๋จิง และ จางจิ้น มีส่วนร่วมอยู่เลย

SPL II อาจจะดีลำดับต้นๆ ของ จา พนม แต่สำหรับการเป็น “หนังบู๊” ผมยังชอบความสดใหม่ของ “องค์บาก” มากกว่าครับ … และแน่นอนว่า SPL II ยังถือว่าห่างจาก SPL I อยู่ประมาณช่วงตัวนึง

กำกับ : Soi Cheang Pou-Soi
บท : Jill Leung Lai-Yin, Wong Ying
กำกับคิวบู๊ : Li Chung-Chi
แสดงนำ : Tony Jaa, Wu Jing, Zhang Jin, Louis Koo Tin-Lok, Simon Yam Tat-Wah, Unda Kunteera Yhordchanng, Ken Lo Wai-Kwong, Jun Kung, Babyjohn Choi, Philip Keung Ho-Man, Ai Wai, Dominic Lam Ka-Wah, Candy Yuen Ka-Man, Zhang Chi, Aaron Chow Chi-Kwan, Law Wing-Cheong, an
เรตติ้ง : 4.0/5




โฆษณา

Review: Monster Hunt (2015, Raman Hui) 4/5 … “กับ 4 เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ทำเงินมหาศาลในเมืองจีน”

monhunt1

1. ตัวหนังมันสนุกจริงๆ … Monster Hunt เป็นผลงานของ ผกก. Raman Hui ที่เคยกำกับหนังฮอลลีวูดอย่าง Shrek the Third (2007) Secrets of the Furious Five (2008) และ Puss in Boots: The Three Diablos มาแล้ว เขาทำหนังจีนเรื่องแรกในชีวิตออกมาได้บรรยากาศอนิเมชั่นแบบฮอลลีวูด หนังเล่าเรื่องได้ลื่นไหล, มีมุกตลกที่ได้ผล แถมยิงมุกกันถี่ยิบ ไม่ขำมุขนี้, ไม่ขำมุขหน้า ก็ต้องฮากันซักมุก, ตัวละครมีเสน่ห์ (ทั้งคนทั้งตัวการ์ตูน) , เทคนิคพิเศษก็ถือว่าเหนือมาตรฐานหนังขายเอฟเฟคในจีนแผ่นดินใหญ่เรื่องอื่นๆ อยู่พอสมควร และแน่นอนในฐานะคอบู๊ ผมชอบคิวบู๊ในหนังนะครับ ทำฉากต่อสู้กำลังภายในแนวแฟนตาซีออกมาได้ดีทีเดียว

2. พลังดารา … ตามเดิม Monster Hunt จะต้องเข้าฉายในปี 2014 แต่เพราะพระเอกชาวไต้หวัน “เจิ้นเค่อตง” โดนจับคดียาเสพติด (พร้อมลูกเฉินหลง) การถ่ายทำจึงล่าช้า และต้องเปลี่ยนตัวนำมาเป็น “จิงป๋อหรัน” แทน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย จิงป๋อหรัน เป็นขวัญใจวัยรุ่นในเมืองจีนอยู่แล้ว และที่สำคัญหนังรวมดาราขวัญใจตี๋หมวยไว้มากมาย ทั้ง “ไป๋ไป่เหอ” สาวข้างบ้านที่คนทั่วแผ่นดินจีน เป็นมือวางอันดับ 1 ของหนังตลกโรแมนติกของจีนในยุคนี้ตัวจริง (ถึงจะมีลูกมีผัวแล้ว ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเลย), นอกจากนั้นก็ยังมี “ทังเวย” ที่ปกติเล่นหนังอาร์ตซะมาก พลิกบทบาทมาเล่นบทตลก, ได้ “เหยาเฉิน” ซูเปอร์สตาร์โซลเชียลเน็ตเวิร์ก ที่มีคนตาม Weibo เป็นล้านๆ คน และ Times เพิ่งจะยกให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลต่อโลกคนหนึ่ง มารับเชิญอีก แถมดาราสมทบระดับมีเกรดมากมาย เรียกว่าไม่ได้ตังก็ไม่รู้ว่ายังไงแล้ว

3. กระแสปากต่อปาก … Monster Hunt ทำเงินถล่มทลายตั้งแต่ฉายวันแรก และใช้เวลาแค่ 10 วันในการทำเงินทะลุไปถึง 1,000 ล้านหยวน จนกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์แบบที่ “พี่มาก” เคยเป็นในเมืองไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะทำเงินได้อย่างเหลือเชื่อตอนนี้ทะลุถึง 2,000 ล้านหยวนไปแล้ว

4. เดือนปลอดหนังฝรั่ง … Monster Hunt เข้าฉายในช่วงกลางฤดูร้อนที่เป็น “เดือนแห่งการปกป้องหนังท้องถิ่น” ซึ่ง SAFT องค์กรกำกับดูแลวิทยุ, โทรทัศน์, ภาพยนตร์ของจีน มีนโยบายงดฉายหนังฟอร์มใหญ่จากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนวงการหนังท้องจน จนแทบไม่มีหนังฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวูดเข้าฉายเลย หนังต่างประเทศ 2 เรื่องที่เปิดตัวฉายในช่วงนี้ก็คือ The Imitation Game กับ Shaun the Sheep Movie ซึ่งคงไม่สามารถเป็นคู่แข่งของ Monster Hunt ได้เลย สุดท้ายหนังเลยทำเงินอย่างสะดวกโยธิน และไม่ใช่แค่ Monster Hunt เท่านั้น แต่แอนิเมชั่นไซอิ๋ว Monkey King: Hero Is Back ก็ทำเงินไปถึง 800 ล้านหยวนในช่วงนี้ ส่วนหนังตลก Jian Bing Man ที่เข้าฉายพร้อม Monster Hunt เลย ก็ทำเงินไปถึง 1,000 ล้านหยวนได้เช่นเดียวกัน

สรุป … Monster Hunt เป็นหนังที่ทำเอาสนุกลูกเดียว หนังไม่ได้มีดราม่าที่น่าจดจำอะไร ตัวหนังเองก็ยังมีรอยแผล เรื่องความสมเหตุสมผลอยู่ค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบมาก ไม่ได้ขำกลิ้งไม่หยุดเหมือนคู่แม่ลูกที่นั่งข้างๆ และอีกหลายๆ คนในโรง แต่ก็รู้สึกว่าหนังสร้างออกมาได้ลื่นไหลดูสนุกดี น่าจะดีที่สุดในหมู่หนังแฟนตาซีย้อนยุคของจีนแผ่นดินใหญ่เลยก็ว่าได้

กำกับ : Raman Hui
บท : Zhao Tianyu, Qin Zhen, Shen Shiqi, Li Jie, Raymond Lei Jin, Eric Zhang
กำกับคิวบู๊ : Alan Yuen Kam-Lun
แสดงนำ : Bai Baihe, Jing Boran, Jiang Wu, Elaine Kam Yin-Ling, Wallace Chung, Sandra Ng Kwun-Yu, Eric Tsang Chi-Wai, Tang Wei, Yao Chen, Yan Ni, Bao Jianfeng, Wang Yuexin, Guo Xiao-Dong, Li Jingjing, Cindy Tian, Zhang Yuexuan
เรตติ้ง : 4.0/5
monhunt2
monhunt3
monhunt4
monhunt5
monhunt6

Review: Zhong Kui Snow Girl and The Dark Crystal (Peter Pau, 2015) 1.8/5 … “แฟนตาซีเลอะๆ” สไตล์จีนแผ่นดินใหญ่”


แฟนตาซีจีน ก็คือแฟนตาซีจีน Zhong Kui Snow Girl and The Dark Crystal เลอะเทอะไปด้วยเทคนิคพิเศษแบบไม่บันยะบันยัง บางฉากก็โอเค บางฉากก็เลวร้ายจนแทบจะทนดูไม่ได้ (ทั้งงานออกแบบ และคุณภาพ CG)

หนังหยิบเรื่องราวของ จงขุย แบบที่เราคุ้นๆ กันอยู่แล้วมาบิดใหม่ ในเรื่อง จงขุย ยังคงฆ่าตัวตายเพราะพลาดตำแหน่งจอหงวนเหมือนเดิม แต่หนังได้แต่งเรื่องเข้าไปใหม่เกี่ยวกับการคืนชีพขึ้นมาเป็นนักปราบปีศาจของ จงขุย ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างภพ เทพ และมาร

หนังไม่ได้เล่าเรื่องเทพปราบปีศาจอย่างที่คนดูคาดหวัง (มีเพียงฉากเดียวที่ จงขุย สู้กับจิ้งจอกเก้าหาง สั้นๆ ไม่กี่นาที แต่ดูดีกว่าหนังทั้งเรื่อง … ภาพตอน จงขุย หน้าเปื้อนเลือดนี่เท่ห์เลย!!!) แต่ไปเน้นสงครามเทพมารทำนองเดียวกับ ไซอิ๋ว ผสมเรื่องรักคนผีแบบ โปเยฯ ผลที่ออกมาคือไม่สนุก, ไม่ไปไหนซักทาง ทั้งไม่ซึ้ง, สู้ไม่มันส์ (ฉากสู้สุดท้าย โดยเฉพาะตอบจบนี้ง่อยมาก)

ถ้าใครชอบแฟนตาซีจีน (แบบผม) ก็คงดูหนังได้เรื่อยๆ ครับ มีดีไซน์อะไรแปลกตาหนังแนวนี้โดยทั่วไปอยู่บ้าง ถึงจะมีอะไรไม่เข้าท่าเยอะด้วยก็เถอะ แต่ที่ดีจริงๆ ก็คือพระเอก-นางเอก สวยหล่อกันมาก … หลีปิงปิง ประเสริฐอยู่แล้ว ส่วน เฉินคุน นี่ก็หล่อแล้วหล่ออีก หนวดเครารุงรังยังทำอะไรไม่ได้ ใครชอบดาราสองคนนี้ก็คงดูได้เพลินๆ แต่ถ้าพูดถึง บทบาทตัวละครของ วินสตัน เชา นี่น่าสนใจดี

ปีเตอร์ เปา นี่ตากล้องระดับออสการ์นะครับถ่ายหนังสวยๆ มาเยอะมาก แต่กำกับหนังทีไรแป๊กทุกที เรื่องก่อน The Touch นี่ทำ มิเชล โหยว ที่อาชีพกำลังรุ่งๆ ร่วงทันที

เทียบแล้วสนุกกว่า งูขาว เวอร์ชั่นล่าสุด แต่ยังไม่ดีเท่า โปเยฯ Painted Skin ทั้ง 2 ภาค ที่ เฉินคุน แสดงเช่นเดียวกัน

กำกับ : Peter Pau, Zhao Tianyu
บท : Zhao Tianyu, Qin Zhen, Shen Shiqi, Li Jie, Raymond Lei Jin, Eric Zhang
กำกับคิวบู๊ : Jacky Yeung
แสดงนำ : Aloys Chen, Li Bingbing, Winston Chao, Yang Zishan, Baobeier, Jike Junyi
เรตติ้ง : 1.9/5




Review: Rise of the Legend (Roy Chow, 2014) 1.9/5 … “น่าผิดหวัง! น่าผิดหวัง! น่าผิดหวัง!”

พูดได้ว่า Rise of The Legend เล่าเรื่องในแบบ “หวงเฟยหง บีกิน” เมื่อ “อาเฟย” (คนที่คุณรู้ว่าใคร) หนุ่มไร้ที่ไปที่มา ได้เข้าเมืองกวางโจว และรุ่งขึ้นมาในวงการนักเลงอย่างรวดเร็ว จนได้กลายเป็นลูกบุญธรรมคนที่ 4 ของหัวหน้าแก๊งเสือดำ (หงจินเป่า) และได้รับความไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเวลาเดียวกัน แก๊งเสือดำก็เกิดปัญหาขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แกนนำคนสำคัญเริ่มเสียชีวิต แผนการต่างๆ ก็ถูกขัดขวาง และซ้ำร้ายได้เริ่มเกิดความบาดหมางในหมู่คณะ

ซึ่งไม่ต้องเดากันให้เสียเวลา อาเฟย นี่เองอยู่ที่เบื้องหลัง เขาและกลุ่มเด็กกำพร้า กำลังมีแผนการบางอย่าง ที่จะโค่นแก๊งมาเฟียที่กำลังทรงอิทธิพลที่สุดในกวางโจว โดยหนังเล่าเรื่องสลับอดีต และปัจจุบัน ก่อนจะเฉลยความจริงหลายๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็น ชะตากรรมของหวงเฟยหง, ที่มาของเพลงมวยระดับสุดยอด และความผูกพันของเขากับผู้คนรอบด้าน

ผกก. Roy Chow Hin-Yeung และคนเขียนบท Christine To Chi-Long (เข้าใจว่าเป็นสามีภรรยากันด้วยครับ) ถึงขั้น “เขียนประวัติศาสร์” ให้กับ หวงเฟยหง ใหม่ เพื่อเล่าเรื่องก่อนที่เขาจะกลายเป็น “อาจารย์หวงแห่งฝอซาน” อย่างที่เรารู้กัน ซึ่งแม้เรื่องราวใหม่ๆ จะน่าสนใจอยู่บ้าง แต่กลับเล่าออกมาได้อย่างไร้พลัง, จืดชืด จนดูไม่น่าติดตามเลย คนดูก็คงยากจะเชื่อว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นกับ หวงเฟยหง จริงๆ

ตัวละครต่างๆ แทบจะไม่มีเสน่ห์เลย … หงจินเป่า กลายเป็นตัวร้ายที่คนดูแทบจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วย … ส่วนบท หวงเฟยหง ของ เอ็ดดี เผิง ก็ดูคลุมเครือจนไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ … ตัวแวดล้อมก็บทน้อยกว่าจะสร้างสีสันให้กับหนังได้ ส่วนนางเอกทั้งสองคนบทน้อย และไม่มีอะไรน่าจดจำ

ปัญหาใหญ่จริงๆ ของหนัง ก็คือ คิวบู๊ที่ไม่มีอะไรน่าประทับใจ การใช้เทคนิคพิเศษอย่างฟุ่มเฟือย และโหนสลิงค์กันโดยไม่จำเป็น เข้าข่ายเป็นการทำลายคิวบู๊แบบหนังกังฟู … ฉากต่อสู้ตอนจบระหว่าง หงจินเป่า กับ เอ็ดดี เผิง นั้นเข้าขั้น “ไม่มีอะไรให้จำ”

หนังมีโปรดักชั่นยิ่งใหญ่เอาการ แต่ผู้กำกับก็มาตายน้ำตื้น ด้วยการอวดโปรดักชั่นอันหรูหราเหล่านั้นด้วยวิธีซ้ำๆ เดิม … หนังจะเริ่มแต่ละฉากด้วยภาพมุมสูง ค่อยๆ ไล่สถาปัตยกรรมต่างๆ กันอย่างละเอียดออ ทำแบบนี้กับทุกฉาก ดูแล้วซ้ำซากน่ารำคาญ

หนังไร้อารมณ์ขันโดยสิ้นเชิง … ซึ่งน่าเสียดายเพราะพระเอกคนนี้เล่นบทกะล่อนเก่งพอสมควรเลย (เห็นมี หวังโจหลิน เล่นด้วยนึกว่าจะมีอะไรให้ฮากันบ้าง แต่จริงๆ ตัวนี้ผมชอบนะครับ แต่ก็มีอะไรให้จำบ้าง)

ฉากที่ดีที่สุด คือฉากที่ “อาเฟย” ได้ประกาศกับพี่น้องทุกคน และพูดชื่อตัวเองเป็นครั้งว่า “ข้า หวงเฟยหง ….” ตามมาด้วยดนตรีที่คุ้นเคย … ซึ่งคงเป็นความน่าประทับใจ เพราะทำให้คนดูนึกถึงหนัง หวงเฟยหง ตอนก่อนๆ โดยไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Rise of the Legend เลย

เอ็ดดี เผิง ดูดีในบท หวงเฟยหง โปรดักชั่นก็ดูลงทุนมากๆ ดาราหลายๆ คนน่าสนใจ น่าเสียดายที่ผลออกมาไม่มีอะไรให้ประทับใจเลย คงให้คะแนนได้แค่ 1.9/5 เท่านั้นครับ

กำกับ : Roy Chow Hin-Yeung
บท : Christine To Chi-Long
กำกับคิวบู๊ : Corey Yuen Kwai
แสดงนำ : Eddie Peng Yu-Yan, Sammo Hung Kam-Bo, Wang Luodan, Jing Boran, Wong Cho-Lam, Angelababy, Tony Leung Ka-Fai, Zhang Jin, Feng Jiayi, Bryon Mann, Brian Siswojo, Qin Junjie, Gao Tai-Yu, Mike Leeder
เรตติ้ง : 1.9/5



Heavenly Legend – ศึกพิสดาร เทพยุทธไซอิ๋ว (Chen Chi-Hwa, 1999)

Heavenly Legend คล้ายจะเป็นบทแรก ๆ ของ “ไซอิ๋ว” ที่ว่าด้วยการกำเนิดของ “เห้งเจีย” ลิงวิเศษจากก้อนหิน แต่หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวประเภทที่ไม่มีในไซอิ๋วฉบับใด ๆ แน่นอน

Read More

Bruce Lee, My Brother – บรูซ ลี เตะแรก ลั่นโลก (2010, Manfred Wong, Raymond Yip Wai-Man) 2/5

หนังเรื่องล่าสุดที่ว่าด้วยชีวิตของ บรูซ ลี ที่สุดท้ายก็เป็นได้เพียงแค่ หนังอีกเรื่องที่เล่าเรื่องราวของราชานักบู๊ผู้ล่วงลับคนนี้เท่านั้น ด้วยเนื้อหาที่ไม่ชัดเจน, ขาดแคลนความสนุก และ เรื่องราวไม่น่าเชื่อถือ Bruce Lee, My Brother จึงเป็นงานที่ห่างไกลจาก Ip Man กันแบบไม่เห็นฝุ่น

Read More

The Young Master – ไอ้มังกรหมัดสิงโต (1980, Jackie Chan) 4.5/5

Made in Hong Kong & AsiaRama

เฉินหลงกับบริษัท Golden Harvest และผู้อำนวยการสร้าง เลนนาร์ด โห ถือเป็นของคู่กันมาช้านาน ความรุ่งเรื่องของ เฉินหลงเอง ในยุค 80 ก็ต้องยอมรับว่า เพราะมีแบ็คอัพที่ดีเป็นกองหลังคอยสนับสนุนนี่เอง และจุดเริ่มต้นของสุดยอดตำนานของเฉินหลงกับบริษัท Golden Harvest ก็คือหนังที่ชื่อว่า The Young Master นี่เอง

Read More